clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)

 
   
 

   จุดยืนนโยบายสร้างรายได้จากการส่งออก "ยุทธศาสตร์การส่งออกยุค 2000"

 

 

 

          แม้อัตราการขยายตัวของการส่งออกของไทยจะมีมูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5 % ในปี 2542 แต่หากพิจารณาให้รายละเอียดของโครงสร้างการส่งออกจะพบว่า ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่งออกของไทยกลับลดลงอย่างต่อเนื่อทั้งนี้เพราะยุทธศาสตร์ที่เน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหน้าดินและแรงงานราคาถูกรวมทั้งเทคโนโลยีที่หยิบยืมมาเป็นปัจจัยในการแข่งขันในตลาดโลกตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาเริ่มไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันและจะยิ่งเป็นปัญหาในอนาคต

 
         
จุดเริ่มต้นที่ก้าวกระโดด
 


         
ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2531 - 2535 เป็นช่วงที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไทย  มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ผลมาจากการย้ายฐานเข้ามาลงทุนของต่างชาติ   โดยเฉพาะญี่ปุ่นก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทใหม่ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าคอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วน สิ่งทอ และรองเท้าซึ่งเป็นสินค้าที่เน้นการใช้แรงงานราคาถูกเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตมาทดแทนสินค้าหัตถุอุตสาหกรรมพื้นฐานทำให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี2535 เป็นต้นมามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 80 %ของสินค้าส่งออกรวมทั้งหมดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การส่งออกและเศรษฐกิจไทยเติบโตกลายเป็นอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

 
         
ส่งออกไทยพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ
 


         
สินค้าส่งออกของประเทศส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนของต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงประมาณ 40 %และส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่มุ่งผลิตสินค้าสำเร็จขั้นปลายเพื่อสนองความต้องการภายในประเทศ และต่างประเทศรวมทั้งเพื่อทดแทนการนำเข้า

          นอกจากนี้สินค้าออกเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศโดยซื้อเช่าหรือเป็นฐานการลงทุนให้กับบริษัทข้ามชาติซึ่งไม่ได้มีการถ่ายโอนวิทยาการให้กับคนไทยดังนั้นเมื่อบริษัทต่างชาติถอนตัวจึงยากที่คนไทยจะดำเนินกิจการต่อไปได้

         
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ความได้เปรียบในการแข่งขันของสินค้าไทยมีเพียงค่าจ้างแรงงานราคาถูก และการพึ่งพาการให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษี   (GSP)   ของประเทศผู้นำเข้าอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรปจึงทำให้สินค้าไทยสามารถเจาะตลาดได้โดยที่ไม่ต้องมีการพัฒนาสินค้าเพื่อการแข่งขัน

          อย่างไรก็ดี สถานการณ์ปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก ค่าแรงในประเทศสูงขึ้นและประเทศประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ต้นทุนทางการเงินของประเทศสูงขึ้นสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับถูกยกเลิกในขณะที่หลายประเทศพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางการค้าโดยที่โครงสร้างส่งออกของประเทศยังเหมือนเดิมผลที่ติดตามมาก็คือการส่งออกของประเทศจะได้รับผลกระทบและหดตัวลงจนทำให้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมในประเทศเหลืออยู่จำนวนมาก

 

         
การส่งออกที่เริ่มเสื่อมถอย


          จากโครงสร้างการส่งออกดังกล่าว ส่งผลกระทบให้อุตสาหกรรมการส่งออกของไทยเริ่มหดตัวเมื่อต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลกและมีผลทำให้ในปัจจุบันกำลังการผลิตของอุตสาประเทศหกรรมในเหลืออยู่เป็นจำนวนมากกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบในลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้

 
                    สินค้าในกลุ่มที่เน้นการใช้แรงงาน (Labor Intensive) เริ่มถึงทางตัน
 


         
สินค้าที่ผลิตขึ้นมามีคุณภาพต่ำ เพราะเน้นการผลิตให้ได้ปริมาณมากจากแรงงานราคาถูก เพื่อตั้งราคาให้ต่ำซึ่งเป็นกลยุทธ์แข่งขัน ในช่วงปี 2530-2533 ที่สิ่งทอไทยสามารถตีคู่แข่งสำคัญอย่างเช่น ไต้หวันและสาธารณรัฐเกาหลีใต้ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมและหน่วยงานของรัฐบาลยึดถึงกลยุทธ์นี้มาโดยตลอดและได้พาอุตสาหกรรมในหมวดนี้เข้าสู่ทางตันเมื่อค่าแรงประเทศไทยสูงขึ้นจนไม่สามารถจะแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า เช่น เวียดนาม บังคลาเทศ และจีนได้

 


                    สินค้าในกลุ่มโภคภัณฑ์ (Commodity) ขยายตัวยาก-มูลค่าหด

 


         
การผลิตสินค้าเกษตรของไทยพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศมากกว่าเทคโนโลยีจึงทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างจีน หรือเวียดนาม

 


          สินค้าที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นปฐม (Primary Product)ไม่ได้มีการพัฒนาเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ามากนักดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาด้านปริมาณการผลิตที่ล้นตลาด ประกอบกับขาดการจัดการแล้วจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรไม่มีเสถียรภาพ

 


         
ที่ผ่านมาสินค้าเกษตรส่งออกของไทยพึ่งพาสิทธิพิเศษที่ประเทศพัฒนาแล้วให้กับประเทศที่กำลังพัฒนามาโดยตลอด ทำให้สินค้าเกษตรของไทยในกลุ่มประมง กลุ่มพืช ผัก และผลไม้และกลุ่มสินค้าอาหารปรุงแต่งและเครื่องดื่มมีการขยายตัวสูงแต่เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปตัดสิทธิ GSP ไทยทำให้สินค้าในหมวดดังกล่าวได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในหมวดประมง คืออาหารทะเลกระป๋องและกุ้งแช่แข็ง

 
                   
อุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industry)อ่อนแอ
 


          การย้ายฐานเข้ามาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมของต่างประเทศ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีลักษณะเป็นผู้สนับสนุน(Supporting Industry) ให้กับบริษัทแม่หรือโรงงานขนาดใหญ่ Supporting Industry ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมประเภทยานยนต์ อุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน ซึ่งในปัจจุบันยังส่งออกได้ดีเพราะบริษัทแม่มีการส่งเงินทุนเข้ามาพยุงกิจการของบริษัทลูกและช่วยหาตลาดให้ แต่ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทแม่ไม่ช่วยหรือมีการย้ายฐาน Supporting Industryเหล่านี้ย่อมได้รับผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทแม่ขณะเดียวกันการผลิตตามคำสั่งซื้อมาโดยตลอดทำให้ไม่มีการพัฒนาด้านวิทยาการและพัฒนาสินค้าเพื่อเจาะหาลูกค้าใหม่

 

         
การย้ายฐานเข้ามาตั้งโรงงานของอุตสาหกรรมต่างประเทศในไทยประเทศไทยได้ประโยชน์เพียงแค่ค่าจ้างแรงงานเท่านั้น เพราะรายได้และกำไรเป็นของบริษัทแม่ในต่างประเทศ จะเห็นได้จาก 10 อันดับผู้ส่งออกสูงสุดในประเทศไทย ล้วนแล้วแต่มีสัญชาติต่างชาติทั้งสิ้น

การรับมือของรัฐบาลปัจจุบันมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

         
การแก้ไขปัญหาการส่งออกของรัฐบาลในปัจจุบันส่วนมากเป็นมาตรการเฉพาะหน้าขาดการพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาแบบองค์รวมเป็นการใช้เงินงบประมาณ เพื่อสนับสนุนแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นการชั่วคราว โดยไม่ก่อให้เกิดผลต่อเนื่องที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโครงสร้างและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการส่งออกของไทยได้ในระยะยาว

หนีปัญหา ไม่พัฒนาตลาดแนวลึก

         
ส่วนมาตรการที่เกี่ยวกับตลาดสินค้าไทย รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะเทคนิค การเจรจาการค้าเป็นหลักใหญ่ โดยขาดการกำหนดกลยุทธ์ที่เกิดจากการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด และการบริโภคของโลกอนาคต ทำให้ไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ และมาตรการแก้ไขปัญหาด้านตลาดที่ยั่งยืนทำให้มาตรการรัฐบาลที่ออกมาเป็นประหนึ่งการ"หนีปัญหา" กล่าวคือละทิ้งตลาดที่สินค้าไทยประสบปัญหาจากคุณภาพและการกีดกันทางการค้าไปหาตลาดใหม่เช่นในกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาใต้เอเชียใต้และทวีปแอฟริกา โดยไม่ได้พิจารณากำลังและความสามารถในการซื้อสินค้าของตลาดนั้นจนทำให้ปัจจุบันประเทศไทยขยายตลาดการค้าไแล้วกว่า 120ประเทศ จากจำนวนประเทศในโลก 185 ประเทศ แต่สถานการณ์การค้าของประเทศไทยยังไม่กระเตื้องขึ้นในระดับที่น่าพอใจสาเหตุสำคัญมาจากรัฐบาลขาดกลยุทธ์และนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมทั้งการสร้างโอกาสในแนวลึก ด้วยการยกระดับมาตรฐานของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
 

สถานการณ์โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับตัว


         
ความอ่อนแอและความสามารถในการแข่งขันของการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ตกต่ำลงของประเทศ เกิดขึ้นในขณะที่โลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านรัฐบาลจะต้องมีวิสัยทัศน์และเข้าใจในสถานการณ์โลกใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ส่งออกไทยให้ทันการณ์


ในประการแรก


          โลกกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคประชากรในโลกตะวันตกกำลังเต็มอิ่ม และเบื่อหน่ายสินค้าอุตสาหกรรมที่เกิดจากการผลิตแบบมวลหมู่ หรือ Mass Production จนเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดปัญหาการผลิตสินค้าล้นตลาดหรือ Over Production ทั่วโลก ประชาชนในยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดสำคัญสำหรับผลผลิตทางการเกษตรและอาหารของไทยกำลังต้องการอาหารและผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเราจะเห็นว่ามีการต่อต้านสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของการดัดแปลงพันธุกรรมหรือGMO-Genetically Modified Organism เกิดขึ้นตลอดเวลาในประเทศเหล่านี้


ประการที่สอง


         
ระเบียบการค้าของโลกเปลี่ยนจากการเจรจาว่าการค้าเสรีผ่านองค์กรการค้าโลก หรือ WTO เปิดเวทีให้ทุกประเทศสมาชิกทำการค้าระหว่างกันได้อย่างเท่าเทียม โดยการลดข้อจำกัดทางภาษี และพิกัดศุลกากรระหว่างกันเป็นโอกาสทางการค้าใหม่ที่ทุกประเทศสมาชิกต่างเห็นประโยชน์ แต่จากการเจรจาในระยะที่ผ่านมาได้มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่าการค้าเสรีเอื้อประโยชน์ต่อประเทศมหาอำนาจและประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่า


          สำหรับประเทศไทยหากโครงสร้างการผลิตขออุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้เสียเปรียบภายใต้เงื่อนไขการค้าใหม่ที่กำลังพัฒนาขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การตื่นของยักษ์ใหญ่อย่าง "จีน"ที่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ WTOจะกระทบต่ออาเซียน และประเทศไทยอย่างมากเพราะทั้งจีนและประเทศไทยนั้น มีผลิตภัณฑ์สินค้าที่คล้ายกัน และแข่งขันกันเองเป็นส่วนใหญ่บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในประเทศไทย ก็ล้วนต้องการลงทุนในประเทศจีนทั้งสิ้น ในระยะยาวเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นว่าการขยายตัวของการส่งออกของประเทศที่มีค่าแรงราคาถูกอย่างจีนจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยและอาเซียนมากขึ้น


          รัฐบาลปัจจุบันเพิกเฉย ไม่เข้าใจ และขาดการวิเคราะห์สถานการณ์เหล่านี้อย่างลึกซึ้งรวมทั้งไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองดีมานด์ในสถานการณ์ใหม่ของโลก ทำให้ความสามารถในการผลิตของอุตสาหกรรมแต่ละประเทศเริ่มตกต่ำอย่างชัดเจน อาทิ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้าและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยที่อุตสาหกรรมและโรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่คุ้มกับการลงทุนจากเงินกู้จำนวนมหาศาล


        
ข้อเสนอการปรับโครงสร้างและกลยุทธ์การส่งออกยุค 2000 ของพรรคไทยรักไทย

                   
กลับสู่พื้นฐาน ตั้งมั่นบนจุดแข็งของประเทศ (Core Competency)


          ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์และการค้าเสรี ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันบนโลกใบนี้ได้ด้วยการปฏิบัติตามวิธีเก่า ๆ เพราะโลกการค้าเสรีนั้น ทุน และเทคโนโลยีเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา และรวดเร็ว ทำให้สินค้าสามารถผลิตได้ ณ ทุกที่ในโลกที่มีต้นทุนต่ำ ก่อนที่ถูกขนส่งไปยังตลาดที่มีกำลังซื้อรออยู่


          ดังนั้นภาคการส่งออกของประเทศไทยจะต้องใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในการสร้างความแตกต่างของสินค้าที่ยากต่อการเลียนแบบจากคู่แข่งขัน ศักยภาพนี้ไม่ได้มาจากการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ค่าแรงราคาถูก หรือใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างไม่คุ้มค่า


         
อนาคตของการส่งออกไทยจะต้องเกิดจากการใช้ศักยภาพของทรัพยากรที่เรามีความอุดม และโดดเด่น ต่อยอดด้วยทักษะ(Skill) และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรามีความถนัด (Khowledge) และความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ (Imagination) เพื่อสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ (Differentiation) ที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่มในการผลิตสินค้า และบริการที่มีมาตรฐานระดับสากล

                    ยุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์เป้าหมาย มุ่งเพิ่มพูนมูลค่าด้วยทักษะเน้นส่วนต่างกำไรหรือมาร์จิ้นสูง


          ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์ในการส่งออกของประเทศใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานการส่งออกในปัจจุบันที่ประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน โดยผลิตภัณฑ์ใหม่เหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากการต่อยอดทักษะ ภูมิปัญญา และทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ประกอบด้วย


          ผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารแปรรูป (Processed Food) ประเทศไทยติดอันดับในกลุ่มผู้นำการส่งออกอาหารทะเลและพืชผักผลไม้มาก ซึ่งถ้าหากนำสินค้าเหล่านี้มาแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน หรือเป็น Ready To Eat Food จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าขึ้นไปอีก 30-40% สินค้าขั้นปฐมภูมิ อาทิ ข้าวสาร ถ้านำมาแปรรูป อาทิ การแปรเป็นข้าวกระป๋อง สามารถขายได้ในราคาสูงกว่าข้าวสารถึง 5 เท่า มูลค่าส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น ก็คือ มูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นที่ตกอยู่กับระบบเศรษฐกิจไทย เป็นต้น


          ผลผลิตทางเกษตรคุณภาพสูงที่ปลอด GMO อาทิ ผลผลิตทางการเกษตร และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม เช่น ข้าวหอมมะลิ 95% ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญป้อนสู่ซุปเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ในยุโรปและอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง


          สมุนไพรและอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งคาดกันว่าปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมทั้งหมดถึง 6 พันล้านปอนด์ และจะขยายเป็นกว่า10.3 พันล้านปอนด์ในปี 2000  อาหารและสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตสูงอุตสาหกรรมการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารปลอดสารพิษหรือ Organic Food ในสหรัฐอเมริกานั้นมีมูลค่าตลาดถึง 3.5 พันล้านดอลล่าร์หรือ 126,000 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวต่อเนื่องถึงปีละ 23% ตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่เป็น Organic Food เหล่านี้มีราคาสูงกว่าผลผลิตทั่วไปถึง 57% ผลิตภัณฑ์ทางทักษะ (Skill-Craft Product) การส่งออก Skill-Craft Product มีแนวโน้มขยายตัวสูงในปี 2540 มีมูลค่าการส่งออกถึง 7.6 หมื่นล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อน 17% สินค้าประเภทเครื่องปั้นดินเผา ผ้าทอมือ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม เครื่องหนัง ของเล่นไม้มีมูลค่าการบริโภคทั่วโลกสูงถึง 81,757 ล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราเพิ่มขึ้น 15-20% ต่อปี ซึ่งล้วนแต่เป็นตลาดที่ไทยมีความถนัด และความสามารถพัฒนาสินค้าเพื่อรุกตลาดอย่างจริงจัง