| |
|
| |
|
| |
จุดยืนนโยบายสร้างรายได้จากการส่งออก
"ยุทธศาสตร์การส่งออกยุค 2000" |
| |
|
| |
แม้อัตราการขยายตัวของการส่งออกของไทยจะมีมูลค่าเกือบ
2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5 % ในปี
2542
แต่หากพิจารณาให้รายละเอียดของโครงสร้างการส่งออกจะพบว่า
ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่งออกของไทยกลับลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เพราะยุทธศาสตร์ที่เน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหน้าดินและแรงงานราคาถูกรวมทั้งเทคโนโลยีที่หยิบยืมมาเป็นปัจจัยในการแข่งขันในตลาดโลกตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาเริ่มไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันและจะยิ่งเป็นปัญหาในอนาคต |
| |
จุดเริ่มต้นที่ก้าวกระโดด |
| |
ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี
2531 - 2535
เป็นช่วงที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไทย
มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่
ผลมาจากการย้ายฐานเข้ามาลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทใหม่
เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าคอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วน สิ่งทอ
และรองเท้าซึ่งเป็นสินค้าที่เน้นการใช้แรงงานราคาถูกเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตมาทดแทนสินค้าหัตถุอุตสาหกรรมพื้นฐานทำให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี2535
เป็นต้นมามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น
80 %ของสินค้าส่งออกรวมทั้งหมดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การส่งออกและเศรษฐกิจไทยเติบโตกลายเป็นอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย |
| |
ส่งออกไทยพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ |
| |
สินค้าส่งออกของประเทศส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนของต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงประมาณ 40 %และส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่มุ่งผลิตสินค้าสำเร็จขั้นปลายเพื่อสนองความต้องการภายในประเทศ
และต่างประเทศรวมทั้งเพื่อทดแทนการนำเข้า
นอกจากนี้สินค้าออกเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศโดยซื้อเช่าหรือเป็นฐานการลงทุนให้กับบริษัทข้ามชาติซึ่งไม่ได้มีการถ่ายโอนวิทยาการให้กับคนไทยดังนั้นเมื่อบริษัทต่างชาติถอนตัวจึงยากที่คนไทยจะดำเนินกิจการต่อไปได้
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
ความได้เปรียบในการแข่งขันของสินค้าไทยมีเพียงค่าจ้างแรงงานราคาถูก
และการพึ่งพาการให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษี (GSP)
ของประเทศผู้นำเข้าอย่างเช่น
สหรัฐอเมริกา
และยุโรปจึงทำให้สินค้าไทยสามารถเจาะตลาดได้โดยที่ไม่ต้องมีการพัฒนาสินค้าเพื่อการแข่งขัน
อย่างไรก็ดี
สถานการณ์ปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก
ค่าแรงในประเทศสูงขึ้นและประเทศประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
ต้นทุนทางการเงินของประเทศสูงขึ้นสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับถูกยกเลิกในขณะที่หลายประเทศพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางการค้าโดยที่โครงสร้างส่งออกของประเทศยังเหมือนเดิมผลที่ติดตามมาก็คือการส่งออกของประเทศจะได้รับผลกระทบและหดตัวลงจนทำให้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมในประเทศเหลืออยู่จำนวนมาก |
| |
การส่งออกที่เริ่มเสื่อมถอย |
|
จากโครงสร้างการส่งออกดังกล่าว
ส่งผลกระทบให้อุตสาหกรรมการส่งออกของไทยเริ่มหดตัวเมื่อต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลกและมีผลทำให้ในปัจจุบันกำลังการผลิตของอุตสาประเทศหกรรมในเหลืออยู่เป็นจำนวนมากกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบในลักษณะที่แตกต่างกัน
ดังนี้
|
|
| |
สินค้าในกลุ่มที่เน้นการใช้แรงงาน
(Labor Intensive) เริ่มถึงทางตัน |
| |
สินค้าที่ผลิตขึ้นมามีคุณภาพต่ำ
เพราะเน้นการผลิตให้ได้ปริมาณมากจากแรงงานราคาถูก
เพื่อตั้งราคาให้ต่ำซึ่งเป็นกลยุทธ์แข่งขัน ในช่วงปี 2530-2533
ที่สิ่งทอไทยสามารถตีคู่แข่งสำคัญอย่างเช่น
ไต้หวันและสาธารณรัฐเกาหลีใต้ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมและหน่วยงานของรัฐบาลยึดถึงกลยุทธ์นี้มาโดยตลอดและได้พาอุตสาหกรรมในหมวดนี้เข้าสู่ทางตันเมื่อค่าแรงประเทศไทยสูงขึ้นจนไม่สามารถจะแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า
เช่น เวียดนาม บังคลาเทศ และจีนได้ |
| |
สินค้าในกลุ่มโภคภัณฑ์
(Commodity) ขยายตัวยาก-มูลค่าหด |
| |
การผลิตสินค้าเกษตรของไทยพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศมากกว่าเทคโนโลยีจึงทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างจีน หรือเวียดนาม |
| |
สินค้าที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นปฐม
(Primary Product)ไม่ได้มีการพัฒนาเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ามากนักดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาด้านปริมาณการผลิตที่ล้นตลาด
ประกอบกับขาดการจัดการแล้วจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรไม่มีเสถียรภาพ
|
| |
ที่ผ่านมาสินค้าเกษตรส่งออกของไทยพึ่งพาสิทธิพิเศษที่ประเทศพัฒนาแล้วให้กับประเทศที่กำลังพัฒนามาโดยตลอด ทำให้สินค้าเกษตรของไทยในกลุ่มประมง
กลุ่มพืช ผัก
และผลไม้และกลุ่มสินค้าอาหารปรุงแต่งและเครื่องดื่มมีการขยายตัวสูงแต่เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกา
และสหภาพยุโรปตัดสิทธิ GSP
ไทยทำให้สินค้าในหมวดดังกล่าวได้รับผลกระทบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในหมวดประมง
คืออาหารทะเลกระป๋องและกุ้งแช่แข็ง |
| |
อุตสาหกรรมสนับสนุน
(Supporting Industry)อ่อนแอ |
| |
การย้ายฐานเข้ามาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมของต่างประเทศ
ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีลักษณะเป็นผู้สนับสนุน(Supporting
Industry)
ให้กับบริษัทแม่หรือโรงงานขนาดใหญ่
Supporting Industry
ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมประเภทยานยนต์
อุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน
ซึ่งในปัจจุบันยังส่งออกได้ดีเพราะบริษัทแม่มีการส่งเงินทุนเข้ามาพยุงกิจการของบริษัทลูกและช่วยหาตลาดให้
แต่ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลง
บริษัทแม่ไม่ช่วยหรือมีการย้ายฐาน
Supporting Industryเหล่านี้ย่อมได้รับผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทแม่ขณะเดียวกันการผลิตตามคำสั่งซื้อมาโดยตลอดทำให้ไม่มีการพัฒนาด้านวิทยาการและพัฒนาสินค้าเพื่อเจาะหาลูกค้าใหม่
|
| |
การย้ายฐานเข้ามาตั้งโรงงานของอุตสาหกรรมต่างประเทศในไทยประเทศไทยได้ประโยชน์เพียงแค่ค่าจ้างแรงงานเท่านั้น
เพราะรายได้และกำไรเป็นของบริษัทแม่ในต่างประเทศ จะเห็นได้จาก 10
อันดับผู้ส่งออกสูงสุดในประเทศไทย
ล้วนแล้วแต่มีสัญชาติต่างชาติทั้งสิ้น |
|
|
|
การรับมือของรัฐบาลปัจจุบันมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
การแก้ไขปัญหาการส่งออกของรัฐบาลในปัจจุบันส่วนมากเป็นมาตรการเฉพาะหน้าขาดการพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาแบบองค์รวมเป็นการใช้เงินงบประมาณ เพื่อสนับสนุนแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นการชั่วคราว
โดยไม่ก่อให้เกิดผลต่อเนื่องที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโครงสร้างและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการส่งออกของไทยได้ในระยะยาว
หนีปัญหา ไม่พัฒนาตลาดแนวลึก
ส่วนมาตรการที่เกี่ยวกับตลาดสินค้าไทย รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะเทคนิค
การเจรจาการค้าเป็นหลักใหญ่
โดยขาดการกำหนดกลยุทธ์ที่เกิดจากการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด
และการบริโภคของโลกอนาคต
ทำให้ไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ และมาตรการแก้ไขปัญหาด้านตลาดที่ยั่งยืนทำให้มาตรการรัฐบาลที่ออกมาเป็นประหนึ่งการ"หนีปัญหา"
กล่าวคือละทิ้งตลาดที่สินค้าไทยประสบปัญหาจากคุณภาพและการกีดกันทางการค้าไปหาตลาดใหม่เช่นในกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาใต้เอเชียใต้และทวีปแอฟริกา
โดยไม่ได้พิจารณากำลังและความสามารถในการซื้อสินค้าของตลาดนั้นจนทำให้ปัจจุบันประเทศไทยขยายตลาดการค้าไแล้วกว่า
120ประเทศ จากจำนวนประเทศในโลก 185 ประเทศ
แต่สถานการณ์การค้าของประเทศไทยยังไม่กระเตื้องขึ้นในระดับที่น่าพอใจสาเหตุสำคัญมาจากรัฐบาลขาดกลยุทธ์และนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
รวมทั้งการสร้างโอกาสในแนวลึก
ด้วยการยกระดับมาตรฐานของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
|
|
|
|
สถานการณ์โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับตัว |
|
ความอ่อนแอและความสามารถในการแข่งขันของการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ตกต่ำลงของประเทศ
เกิดขึ้นในขณะที่โลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านรัฐบาลจะต้องมีวิสัยทัศน์และเข้าใจในสถานการณ์โลกใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ส่งออกไทยให้ทันการณ์
|
|
|
|
โลกกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคประชากรในโลกตะวันตกกำลังเต็มอิ่ม
และเบื่อหน่ายสินค้าอุตสาหกรรมที่เกิดจากการผลิตแบบมวลหมู่
หรือ
Mass Production จนเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดปัญหาการผลิตสินค้าล้นตลาดหรือ
Over Production ทั่วโลก
ประชาชนในยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดสำคัญสำหรับผลผลิตทางการเกษตรและอาหารของไทยกำลังต้องการอาหารและผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ
เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเราจะเห็นว่ามีการต่อต้านสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของการดัดแปลงพันธุกรรมหรือGMO-Genetically Modified Organism เกิดขึ้นตลอดเวลาในประเทศเหล่านี้
|
ประการที่สอง
|
|
ระเบียบการค้าของโลกเปลี่ยนจากการเจรจาว่าการค้าเสรีผ่านองค์กรการค้าโลก
หรือ WTO
เปิดเวทีให้ทุกประเทศสมาชิกทำการค้าระหว่างกันได้อย่างเท่าเทียม
โดยการลดข้อจำกัดทางภาษี
และพิกัดศุลกากรระหว่างกันเป็นโอกาสทางการค้าใหม่ที่ทุกประเทศสมาชิกต่างเห็นประโยชน์
แต่จากการเจรจาในระยะที่ผ่านมาได้มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่าการค้าเสรีเอื้อประโยชน์ต่อประเทศมหาอำนาจและประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่า |
|
สำหรับประเทศไทยหากโครงสร้างการผลิตขออุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้เสียเปรียบภายใต้เงื่อนไขการค้าใหม่ที่กำลังพัฒนาขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น การตื่นของยักษ์ใหญ่อย่าง "จีน"ที่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ
WTOจะกระทบต่ออาเซียน
และประเทศไทยอย่างมากเพราะทั้งจีนและประเทศไทยนั้น
มีผลิตภัณฑ์สินค้าที่คล้ายกัน
และแข่งขันกันเองเป็นส่วนใหญ่บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในประเทศไทย
ก็ล้วนต้องการลงทุนในประเทศจีนทั้งสิ้น
ในระยะยาวเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นว่าการขยายตัวของการส่งออกของประเทศที่มีค่าแรงราคาถูกอย่างจีนจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยและอาเซียนมากขึ้น
|
|
|
|
รัฐบาลปัจจุบันเพิกเฉย ไม่เข้าใจ
และขาดการวิเคราะห์สถานการณ์เหล่านี้อย่างลึกซึ้งรวมทั้งไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองดีมานด์ในสถานการณ์ใหม่ของโลก
ทำให้ความสามารถในการผลิตของอุตสาหกรรมแต่ละประเทศเริ่มตกต่ำอย่างชัดเจน
อาทิ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสิ่งทอ
รองเท้าและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยที่อุตสาหกรรมและโรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่คุ้มกับการลงทุนจากเงินกู้จำนวนมหาศาล |
|
ข้อเสนอการปรับโครงสร้างและกลยุทธ์การส่งออกยุค
2000 ของพรรคไทยรักไทย |
กลับสู่พื้นฐาน
ตั้งมั่นบนจุดแข็งของประเทศ (Core Competency) |
|
|
|
ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์และการค้าเสรี
ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันบนโลกใบนี้ได้ด้วยการปฏิบัติตามวิธีเก่า
ๆ
เพราะโลกการค้าเสรีนั้น ทุน
และเทคโนโลยีเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา และรวดเร็ว
ทำให้สินค้าสามารถผลิตได้ ณ ทุกที่ในโลกที่มีต้นทุนต่ำ
ก่อนที่ถูกขนส่งไปยังตลาดที่มีกำลังซื้อรออยู่
|
|
ดังนั้นภาคการส่งออกของประเทศไทยจะต้องใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในการสร้างความแตกต่างของสินค้าที่ยากต่อการเลียนแบบจากคู่แข่งขัน
ศักยภาพนี้ไม่ได้มาจากการใช้ประโยชน์จากที่ดิน
ค่าแรงราคาถูก หรือใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างไม่คุ้มค่า
|
|
อนาคตของการส่งออกไทยจะต้องเกิดจากการใช้ศักยภาพของทรัพยากรที่เรามีความอุดม
และโดดเด่น ต่อยอดด้วยทักษะ(Skill)
และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรามีความถนัด (Khowledge)
และความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ (Imagination)
เพื่อสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ (Differentiation)
ที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่มในการผลิตสินค้า
และบริการที่มีมาตรฐานระดับสากล
ยุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์เป้าหมาย
มุ่งเพิ่มพูนมูลค่าด้วยทักษะเน้นส่วนต่างกำไรหรือมาร์จิ้นสูง |
|
ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์ในการส่งออกของประเทศใหม่
เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานการส่งออกในปัจจุบันที่ประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน
โดยผลิตภัณฑ์ใหม่เหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากการต่อยอดทักษะ
ภูมิปัญญา
และทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
ประกอบด้วย
|
|
ผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารแปรรูป (Processed Food)
ประเทศไทยติดอันดับในกลุ่มผู้นำการส่งออกอาหารทะเลและพืชผักผลไม้มาก
ซึ่งถ้าหากนำสินค้าเหล่านี้มาแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน
หรือเป็น Ready To Eat Food จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าขึ้นไปอีก 30-40%
สินค้าขั้นปฐมภูมิ อาทิ ข้าวสาร ถ้านำมาแปรรูป อาทิ
การแปรเป็นข้าวกระป๋อง
สามารถขายได้ในราคาสูงกว่าข้าวสารถึง 5 เท่า
มูลค่าส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น ก็คือ
มูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นที่ตกอยู่กับระบบเศรษฐกิจไทย
เป็นต้น
|
|
ผลผลิตทางเกษตรคุณภาพสูงที่ปลอด GMO อาทิ ผลผลิตทางการเกษตร
และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม
เช่น ข้าวหอมมะลิ 95%
ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญป้อนสู่ซุปเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ในยุโรปและอเมริกา
ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง
|
|
สมุนไพรและอาหารเพื่อสุขภาพ
ซึ่งคาดกันว่าปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมทั้งหมดถึง 6
พันล้านปอนด์ และจะขยายเป็นกว่า10.3 พันล้านปอนด์ในปี 2000
อาหารและสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ
ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตสูงอุตสาหกรรมการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ
อาหารปลอดสารพิษหรือ Organic Food
ในสหรัฐอเมริกานั้นมีมูลค่าตลาดถึง 3.5
พันล้านดอลล่าร์หรือ 126,000 ล้านบาท
และมีอัตราการขยายตัวต่อเนื่องถึงปีละ 23% ตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านมา
ผลผลิตสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่เป็น Organic
Food เหล่านี้มีราคาสูงกว่าผลผลิตทั่วไปถึง 57% ผลิตภัณฑ์ทางทักษะ (Skill-Craft
Product) การส่งออก Skill-Craft Product
มีแนวโน้มขยายตัวสูงในปี 2540 มีมูลค่าการส่งออกถึง 7.6
หมื่นล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อน 17%
สินค้าประเภทเครื่องปั้นดินเผา ผ้าทอมือ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม
เครื่องหนัง ของเล่นไม้มีมูลค่าการบริโภคทั่วโลกสูงถึง 81,757 ล้านดอลลาร์
โดยมีอัตราเพิ่มขึ้น 15-20% ต่อปี
ซึ่งล้วนแต่เป็นตลาดที่ไทยมีความถนัด และความสามารถพัฒนาสินค้าเพื่อรุกตลาดอย่างจริงจัง
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|