clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)

 

 

 

   จุดยืนนโยบายสร้างรายได้จากการส่งออก "ยุทธศาสตร์การส่งออกยุค 2000"

 


                   
ระดมสรรพกำลังมุ่งเร่งรัดพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในเชิงลึก (Capability in Depth)

 


          โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมส่งออกที่เป็นแหล่งรายได้หลัก อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรมดาวรุ่ง อาทิอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตสูง แต่มีแนวโน้มเริ่มสูญเสียความได้เปรียบเชิงแข่งขันการเร่งรัดพัฒนาดังกล่าวจะต้องครอบคลุมถึงมิติต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 


 
          * เพิ่มคุณภาพวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต จูงใจให้ภาคเอกชนยกระดับวิทยาการที่ใช้ในกระบวนการผลิตซึ่งล้าสมัย เพื่อลดต้นทุนและควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานสากล

 


           * ผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง ให้ครอบคลุมทุก ๆ มิติทางด้านคุณภาพ ทั้งในเชิงของความทนทานในการใช้งาน (Durability) การพัฒนาความสามารถในการออกแบบ (Design) การพัฒนาอุตสาหกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging) การเชื่อมโยงสถาบันวิจัยวิชาการในสถาบันการศึกษาเข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาคเอกชน เป็นต้น

 


           * การเน้นแนวทางการตลาดเชิงรุก (Offensive Marketing) ในการพัฒนาตลาด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ส่งออกไทยสามารถสร้างรากฐานที่เข้มแข็งในตลาดโลกอย่างยั่งยืน อาทิ การร่วมมือกับภาคเอกชนในการสร้างและแบ่งปันข้อมูลข่าวสารการตลาด การใช้องค์กรของรัฐทั้งในและต่างประเทศสนับสนุนการรุกทางการตลาดของภาคส่งออกไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านข้อมูลข่าวสาร การสรรหา(Sourcing) และการเลือกแหล่งวัตถุดิบเทคโนโลยี และผู้ร่วมลงทุนต่างประเทศ ที่จะมีผลในการเพิ่มศักยภาพแข่งขัน
ของผู้ประกอบการไทย การสนับสนุนและจูงใจให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาทั้งโดยภาครัฐและภาคเอกชนในด้านการตลาดสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรอบรู้ในการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Positioning) ในตลาดโลก การพัฒนายี่ห้อในระดับสากล (Branding)การพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ด้วยตนเอง เพื่อให้การส่งออกของประเทศถูกขับเคลื่อนด้วยพลังการตลาดที่แท้จริง (MarketingDriven)

 


           * สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับเข้าสู่การเป็นบรรษัทการค้าข้ามชาติขนาดใหญ่ ทั้งด้วยตนเอง หรือการร่วมทุนกับต่างประเทศ เพื่อให้เป็นหัวหอกที่เข้มแข็งในการแข่งขันกับบรรษัทข้ามชาติของต่างประเทศ ซึ่งนับวันแต่จะมีการรวมตัวทางกิจการกลายเป็นกิจการข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ทรงพลังทางเศรษฐกิจและการค้า


                    สร้างกระบวนการและอำนวยความสะดวกในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อการส่งออก


           พรรคไทยรักไทย เห็นว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ความสามารถในการผลิตเพื่อส่งออกของประเทศตกต่ำ มาจากการขาดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ดังนั้นมาตรการของรัฐบาลจะต้องมุ่งส่งเสริม และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ประกอบด้วย


                                 กองทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Product Innovation Fund)


           รัฐบาลควรจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการใหม่ หรือเจ้าของต้นแบบสินค้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อยกระดับพัฒนาผลผลิตของตนเอง โดยกองทุนนี้จะให้ความช่วยเหลือรูปแบบเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) ยิ่งกว่านั้นกองทุนนี้จะส่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษเข้าไปทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ และเจ้าของต้นแบบสินค้าเหล่านี้ เพื่อตรวจสอบการดำเนินการ ในขณะที่รัฐบาลจะต้องจัดหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบผลดำเนินการของกองทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายของการพัฒนา และยกระดับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป้าหมายของการส่งออกของประเทศด้วยเช่นกัน


           ปัจจุบันรัฐบาลในหลายประเทศที่มีการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก และส่งเสริมการก่อเกิดผู้ประกอบการใหม่ อาทิ รัฐบาลสหรัฐ ฮ่องกง มีการจัดตั้งกองทุนและผู้จัดการกองทุนในรูปแบบนี้อย่างเป็นระบบให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และภาษีแก่ผู้ประกอบการปัจจุบันในการยกระดับคุณภาพสินค้า


           รัฐบาลต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน ทำการยกระดับกระบวนการผลิต การออกแบบพัฒนาคุณภาพสินค้า โดยรัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่า BOI โซนสาม แก่ส่วนต่อขยายโรงงาน เพื่อการแปรรูปและผลิตสินค้าที่มีการพัฒนาการออกแบบแล้วพร้อมให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับในการพัฒนาคุณภาพของสินค้าใหม่ ให้สอดคล้องตามความต้องการของผู้บริโภค


         
                        ให้สิทธิประโยชน์ BOI กับอุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะ และทรัพยากรในประเทศ


           ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เทียบเท่าสิทธิประโยชน์ BOI ในโซน 3 และอำนวยความสะดวกในการนำเข้า ปัจจัยการผลิตแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในประเทศ สหกรณ์ หรือกลุ่มชุมชนที่ต้องการลงทุนผลิตหรือแปรรูปสินค้าจากทรัพยากรและทักษะของท้องถิ่น ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น บรรจุภัณฑ์ ระบบจัดการขนส่ง ทั้งนี้เพื่อสร้างอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และสร้างผู้ประกอบการใหม่


                                  ตั้งศูนย์รวมความรู้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และแปรรูปสินค้า
 


           * รวบรวมองค์ความรู้ในการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่น ผลผลิตทางการเกษตร พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลและความรู้แก่ผู้ประกอบการใหม่ และผู้สนใจ โดย

 


           * จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากทักษะจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น  กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนและนักธุรกิจที่ต้องการ

 


           * จัดทำระบบฐานข้อมูลด้านการตลาด แน้วโน้มการบริโภค ช่องทางจำหน่าย สำหรับผู้ประกอบการเก่าและใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 


           * จัดระบบอำนวยความสะดวก และสิทธิประโยชน์ให้เกิดความร่วมมือระหว่างเอกชนกับสถาบันการศึกษาตามท้องถิ่น ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลผลิตทางการเกษตรของชุมชน

 

                                  เจรจาหาทักษะและเทคโนโลยีที่เหมาะสมจากต่างประเทศเพื่อต่อยอด


           รัฐบาลจะต้องมีบทบาทเป็นผู้นำ และคอยอำนวยความสะดวกในการสรรหา จัดหา ทักษะ เทคโนโลยี (Skill & AppropriateTechnology Transfer) ที่เหมาะสมกับการผลิตของทั้งผู้ประกอบการปัจจุบันและผู้ประกอการรายใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ยุโรป เพราะในปัจจุบันยุโรป คือ แหล่งใหญ่ที่สุดที่เป็นทักษะกับผลิตภัณฑ์จากทักษะ


                                  ตั้งศูนย์ที่ปรึกษา และสถาบันออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Design Center)


           รัฐบาลจะต้องส่งเสริมการจัดตั้งหน่วยบริการด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล ทั้งประวัตินักออกแบบ แนวคิด และผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการค้า เพื่อให้บริการทั้งด้านข้อมูลและข่าวสารรวมทั้งเป็นศูนย์รวมในการสรรหานักออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งที่ดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและผู้ประกอบการใหม่


         
                        ดึงผู้มีปัญหา (Talent) จากต่างประเทศมาช่วย


           ให้สิทธิประโยชน์ สิทธิในการพำนักและทำงานในประเทศ แก่บริษัทออกแบบและวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งนัอออกแบบ(Product Designer) จากต่างประเทศที่เข้ามาเปิดดำเนินการหรือร่วมกับเอกชนไทย ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่นผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งการแปรรูปอาหาร


                    สร้างช่องทางในการกระจายสินค้าใหม่ ผ่านเครือข่ายการค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce


           ปัจจุบัน E-Commerce ทวีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเพิ่มความสามารถของอุตสาหกรรมในประเทศไทยและแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภค ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก แล้วยังเป็นช่องทางใหม่ในการเข้าสู่ลูกค้าและการพัฒนาตลาดใหม่ทั่วทุกมุมโลกอย่างไร้พรมแดน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างสูง โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือขนาดกลาง (SME) ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำคัญที่รัฐบาลจะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการค้าในเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce โดยเร่งรณรงค์ให้องค์กรธุรกิจ ประชาชน และหน่วยงานของรัฐบาลเข้าใจและเห็นโอกาสที่จะเกิดขึ้น จากการค้า E-Commerce ดำเนินนโยบายเพื่อให้ธุรกิจ ประชาชนและหน่วยงานของรัฐบาลมีความสามารถในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเครือข่ายนี้อย่างกว้างขวางและเร่งพัฒนาโครงสร้างและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดส่งสินค้า และระบบการชำระเงินให้น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับในฐานะเครื่องมือทางธุรกิจของโลกยุคใหม่


                    จัดตั้ง "กระทรวงการค้าต่างประเทศ และอุตสาหกรรม" (Ministry of International Trade and Industry หรือ MITI) ขึ้นใหม


           โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การวางแผนทิศทางนโยบายและกลยุทธ์ของการผลิตและการค้าต่างประเทศของประเทศไทยสอดรับอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีเศรษฐกิจการค้าโลกในอนาคต กระทรวงใหม่นี้จะประกอบไปด้วยกลุ่มงานสำคัญ 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ งานวางแผน งานการสร้างและพัฒนาความสามารถในการผลิตและการค้าต่างประเทศกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าและอุตสาหกรรมโดยตรง อาทิ ด้านมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม ด้านลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร เป็นต้นและกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการติดตามประสานงานและเจรจาร่วมกับองค์กรและสถาบันทางเศรษฐกิจในระดับโลก อาทิ WTO เป็นต้น ทั้งนี้โดยนำเอาหน่วยงานด้านการแลิตและพัฒนาจากระทรวงอุตสาหกรรมและงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศจากกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ มาประกอบกันเป็นสำคัญ การจัดตั้งกระทรวงใหม่ดังกล่าวจะมีผลให้เกิดการรวมศูนย์ในการวางแผนเพื่อผลิตและแข่งขันในต่างประเทศทั้งในเชิงรุกและรับอย่างมีพลัง ซึ่งจะยังผลให้กระทรวงพาณิชย์ เน้นเพียงเฉพาะด้านการพาณิชย์ภายในประเทศและกระทรวงการต่างประเทศ เน้นด้านความสัมพันธ์และการเมือระหว่างประเทศเป็นสำคัญ