| |
|
| |
จุดยืนนโยบายสร้างรายได้จากการส่งออก
"ยุทธศาสตร์การส่งออกยุค 2000" |
| |
ระดมสรรพกำลังมุ่งเร่งรัดพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในเชิงลึก
(Capability in Depth) |
| |
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมส่งออกที่เป็นแหล่งรายได้หลัก อาทิ
อุตสาหกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรมดาวรุ่ง อาทิอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์
ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตสูง แต่มีแนวโน้มเริ่มสูญเสียความได้เปรียบเชิงแข่งขันการเร่งรัดพัฒนาดังกล่าวจะต้องครอบคลุมถึงมิติต่าง ๆ
ดังต่อไปนี้ |
| |
*
เพิ่มคุณภาพวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต
จูงใจให้ภาคเอกชนยกระดับวิทยาการที่ใช้ในกระบวนการผลิตซึ่งล้าสมัย
เพื่อลดต้นทุนและควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานสากล |
| |
* ผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง
ให้ครอบคลุมทุก ๆ มิติทางด้านคุณภาพ ทั้งในเชิงของความทนทานในการใช้งาน (Durability) การพัฒนาความสามารถในการออกแบบ (Design)
การพัฒนาอุตสาหกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging)
การเชื่อมโยงสถาบันวิจัยวิชาการในสถาบันการศึกษาเข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาคเอกชน
เป็นต้น |
| |
* การเน้นแนวทางการตลาดเชิงรุก (Offensive Marketing)
ในการพัฒนาตลาด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ส่งออกไทยสามารถสร้างรากฐานที่เข้มแข็งในตลาดโลกอย่างยั่งยืน อาทิ
การร่วมมือกับภาคเอกชนในการสร้างและแบ่งปันข้อมูลข่าวสารการตลาด การใช้องค์กรของรัฐทั้งในและต่างประเทศสนับสนุนการรุกทางการตลาดของภาคส่งออกไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านข้อมูลข่าวสาร
การสรรหา(Sourcing) และการเลือกแหล่งวัตถุดิบเทคโนโลยี
และผู้ร่วมลงทุนต่างประเทศ ที่จะมีผลในการเพิ่มศักยภาพแข่งขัน
ของผู้ประกอบการไทย
การสนับสนุนและจูงใจให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาทั้งโดยภาครัฐและภาคเอกชนในด้านการตลาดสมัยใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรอบรู้ในการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Positioning)
ในตลาดโลก การพัฒนายี่ห้อในระดับสากล (Branding)การพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ด้วยตนเอง
เพื่อให้การส่งออกของประเทศถูกขับเคลื่อนด้วยพลังการตลาดที่แท้จริง
(MarketingDriven) |
| |
|
* สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับเข้าสู่การเป็นบรรษัทการค้าข้ามชาติขนาดใหญ่
ทั้งด้วยตนเอง หรือการร่วมทุนกับต่างประเทศ
เพื่อให้เป็นหัวหอกที่เข้มแข็งในการแข่งขันกับบรรษัทข้ามชาติของต่างประเทศ
ซึ่งนับวันแต่จะมีการรวมตัวทางกิจการกลายเป็นกิจการข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ทรงพลังทางเศรษฐกิจและการค้า |
สร้างกระบวนการและอำนวยความสะดวกในการพัฒนานวัตกรรมใหม่
เพื่อการส่งออก |
|
พรรคไทยรักไทย
เห็นว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ความสามารถในการผลิตเพื่อส่งออกของประเทศตกต่ำ
มาจากการขาดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
ดังนั้นมาตรการของรัฐบาลจะต้องมุ่งส่งเสริม และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
ประกอบด้วย |
กองทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Product
Innovation Fund) |
|
รัฐบาลควรจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์
เพื่อทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการใหม่ หรือเจ้าของต้นแบบสินค้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
ทั้งนี้เพื่อยกระดับพัฒนาผลผลิตของตนเอง โดยกองทุนนี้จะให้ความช่วยเหลือรูปแบบเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan)
ยิ่งกว่านั้นกองทุนนี้จะส่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษเข้าไปทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ
และเจ้าของต้นแบบสินค้าเหล่านี้ เพื่อตรวจสอบการดำเนินการ
ในขณะที่รัฐบาลจะต้องจัดหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบผลดำเนินการของกองทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายของการพัฒนา
และยกระดับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป้าหมายของการส่งออกของประเทศด้วยเช่นกัน
|
|
ปัจจุบันรัฐบาลในหลายประเทศที่มีการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก
และส่งเสริมการก่อเกิดผู้ประกอบการใหม่ อาทิ รัฐบาลสหรัฐ ฮ่องกง
มีการจัดตั้งกองทุนและผู้จัดการกองทุนในรูปแบบนี้อย่างเป็นระบบให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
และภาษีแก่ผู้ประกอบการปัจจุบันในการยกระดับคุณภาพสินค้า
|
|
รัฐบาลต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน
ทำการยกระดับกระบวนการผลิต การออกแบบพัฒนาคุณภาพสินค้า โดยรัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่า BOI โซนสาม
แก่ส่วนต่อขยายโรงงาน เพื่อการแปรรูปและผลิตสินค้าที่มีการพัฒนาการออกแบบแล้วพร้อมให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับในการพัฒนาคุณภาพของสินค้าใหม่
ให้สอดคล้องตามความต้องการของผู้บริโภค
|
ให้สิทธิประโยชน์ BOI
กับอุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะ และทรัพยากรในประเทศ |
|
ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เทียบเท่าสิทธิประโยชน์ BOI
ในโซน 3 และอำนวยความสะดวกในการนำเข้า ปัจจัยการผลิตแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในประเทศ สหกรณ์
หรือกลุ่มชุมชนที่ต้องการลงทุนผลิตหรือแปรรูปสินค้าจากทรัพยากรและทักษะของท้องถิ่น ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก
รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น บรรจุภัณฑ์ ระบบจัดการขนส่ง
ทั้งนี้เพื่อสร้างอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และสร้างผู้ประกอบการใหม่
|
ตั้งศูนย์รวมความรู้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และแปรรูปสินค้า |
|
| |
* รวบรวมองค์ความรู้ในการวิจัย
และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่น ผลผลิตทางการเกษตร
พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลและความรู้แก่ผู้ประกอบการใหม่ และผู้สนใจ โดย |
| |
* จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากทักษะจากหน่วยงานต่าง
ๆ เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
เพื่อให้บริการแก่ประชาชนและนักธุรกิจที่ต้องการ |
| |
* จัดทำระบบฐานข้อมูลด้านการตลาด แน้วโน้มการบริโภค
ช่องทางจำหน่าย สำหรับผู้ประกอบการเก่าและใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต |
| |
* จัดระบบอำนวยความสะดวก
และสิทธิประโยชน์ให้เกิดความร่วมมือระหว่างเอกชนกับสถาบันการศึกษาตามท้องถิ่น
ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลผลิตทางการเกษตรของชุมชน |
| |
เจรจาหาทักษะและเทคโนโลยีที่เหมาะสมจากต่างประเทศเพื่อต่อยอด |
|
รัฐบาลจะต้องมีบทบาทเป็นผู้นำ
และคอยอำนวยความสะดวกในการสรรหา จัดหา ทักษะ เทคโนโลยี (Skill &
AppropriateTechnology Transfer) ที่เหมาะสมกับการผลิตของทั้งผู้ประกอบการปัจจุบันและผู้ประกอบการรายใหม่
โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ยุโรป เพราะในปัจจุบันยุโรป คือ
แหล่งใหญ่ที่สุดที่เป็นทักษะกับผลิตภัณฑ์จากทักษะ |
ตั้งศูนย์ที่ปรึกษา
และสถาบันออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Design Center) |
|
รัฐบาลจะต้องส่งเสริมการจัดตั้งหน่วยบริการด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์
โดยศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล ทั้งประวัตินักออกแบบ แนวคิด
และผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการค้า เพื่อให้บริการทั้งด้านข้อมูลและข่าวสารรวมทั้งเป็นศูนย์รวมในการสรรหานักออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์
เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งที่ดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและผู้ประกอบการใหม่ |
ดึงผู้มีปัญหา (Talent) จากต่างประเทศมาช่วย |
|
ให้สิทธิประโยชน์ สิทธิในการพำนักและทำงานในประเทศ
แก่บริษัทออกแบบและวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งนัอออกแบบ(Product Designer)
จากต่างประเทศที่เข้ามาเปิดดำเนินการหรือร่วมกับเอกชนไทย
ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่นผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งการแปรรูปอาหาร
|
สร้างช่องทางในการกระจายสินค้าใหม่
ผ่านเครือข่ายการค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce |
|
ปัจจุบัน E-Commerce ทวีความสำคัญมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเพิ่มความสามารถของอุตสาหกรรมในประเทศไทยและแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภค
ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก
แล้วยังเป็นช่องทางใหม่ในการเข้าสู่ลูกค้าและการพัฒนาตลาดใหม่ทั่วทุกมุมโลกอย่างไร้พรมแดน
ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างสูง โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือขนาดกลาง (SME)
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำคัญที่รัฐบาลจะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการค้าในเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์
หรือ E-Commerce โดยเร่งรณรงค์ให้องค์กรธุรกิจ ประชาชน
และหน่วยงานของรัฐบาลเข้าใจและเห็นโอกาสที่จะเกิดขึ้น จากการค้า E-Commerce
ดำเนินนโยบายเพื่อให้ธุรกิจ
ประชาชนและหน่วยงานของรัฐบาลมีความสามารถในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเครือข่ายนี้อย่างกว้างขวางและเร่งพัฒนาโครงสร้างและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดส่งสินค้า
และระบบการชำระเงินให้น่าเชื่อถือ
เป็นที่ยอมรับในฐานะเครื่องมือทางธุรกิจของโลกยุคใหม่ |
|
จัดตั้ง "กระทรวงการค้าต่างประเทศ และอุตสาหกรรม" (Ministry of
International Trade and Industry
หรือ MITI) ขึ้นใหม่ |
|
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การวางแผนทิศทางนโยบายและกลยุทธ์ของการผลิตและการค้าต่างประเทศของประเทศไทยสอดรับอย่างเป็นเอกภาพ
เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีเศรษฐกิจการค้าโลกในอนาคต
กระทรวงใหม่นี้จะประกอบไปด้วยกลุ่มงานสำคัญ 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
งานวางแผน
งานการสร้างและพัฒนาความสามารถในการผลิตและการค้าต่างประเทศกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าและอุตสาหกรรมโดยตรง
อาทิ ด้านมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม ด้านลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร
เป็นต้นและกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการติดตามประสานงานและเจรจาร่วมกับองค์กรและสถาบันทางเศรษฐกิจในระดับโลก
อาทิ WTO เป็นต้น
ทั้งนี้โดยนำเอาหน่วยงานด้านการแลิตและพัฒนาจากระทรวงอุตสาหกรรมและงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศจากกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ
มาประกอบกันเป็นสำคัญ
การจัดตั้งกระทรวงใหม่ดังกล่าวจะมีผลให้เกิดการรวมศูนย์ในการวางแผนเพื่อผลิตและแข่งขันในต่างประเทศทั้งในเชิงรุกและรับอย่างมีพลัง
ซึ่งจะยังผลให้กระทรวงพาณิชย์
เน้นเพียงเฉพาะด้านการพาณิชย์ภายในประเทศและกระทรวงการต่างประเทศ
เน้นด้านความสัมพันธ์และการเมืองระหว่างประเทศเป็นสำคัญ
|
|
|
|
|
|
|
|
|