สำหรับดร.ทักษิณ
ชินวัตร แล้วชื่อเสียงภาพลักษณ์
การยอมรับจากบุคคลทั่วไปในด้านต่างๆ
นั้นความสามารถทางธุรกิจ
กับความสำเร็จของ กลุ่มบริษัทในเครือ
"ชินวัตร" มักจะถูกกล่าว
ถึงเป็นอันดับแรกๆหากนับจากจุดเริ่มต้นในปี
พ.ศ. 2530 ที่
ดร.ทักษิณตัดสินใจลาออกจาก
ราชการเพื่อดำเนินธุรกิจเต็มตัวเขาใช้เวลาไม่ถึง
10 ปี
ผลักดันให้ธุรกิจ-บริษัทในเครือ
เติบโต ขยายตัว
จนกลายเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทยได้สำเร็จดร.ทักษิณทำได้อย่างไร
มีหลักวิธีการบริหารธุรกิจแบบไหน
อาศัยองค์ประกอบอะไรในการ
วางแผนกำหนดกลยุทธ์
ยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจ
หัวข้อเหล่านี้ถูกตั้งเป็นคำถาม
วิเคราะห์
วิจัย
และศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ข้อสรุปที่ตรงกันประการหนึ่งนั่นคือ
เพราะตัว ดร.ทักษิณเองกับวิธีคิด
วิสัยทัศน์ และข้อเด่น
ในด้านต่างๆซึ่งเขานำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
และหากมองย้อนกลับไปดูการทำงานและความสำเร็จทางธุรกิจหลายๆ
กรณีก็จะเห็น
"ความคิด" และวิธีการของ
ดร.ทักษิณได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย
บุกเบิกธุรกิจไฮเทค
ดร.ทักษิณ และคุณพจมาน ชินวัตร
เริ่มต้น "นับ 1"
ทางธุรกิจในช่วงปี พ.ศ.2526 โดย
ตัดสินใจจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด
ไอซีเอสไอ.
ขึ้นมาเป็นผู้ขายให้บริการและบำรุงรักษา
เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ของ
ไอบีเอ็ม
เหตุผลประการสำคัญในการเลือกแนวทางธุรกิจดังกล่าวเนื่องเพราะ
ดร.ทักษิณสนใจศึกษา
เรื่องระบบคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ช่วงที่ศึกษาต่อระดับปริญญาเอก
เมื่อกลับมาทำงานในกรม
ตำรวจก็ได้สัมผัสงานระบบคอมพิวเตอร์มาตลอดในระหว่างที่ประจำอยู่ในศูนย์ประมวลข่าว
สารประกอบกับ
ดร.ทักษิณเองเห็นความจำเป็นที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องพัฒนาระบบ
คอมพิวเตอร์เพื่อการใช้งานและยังรู้ระเบียบ
ขั้นตอนในการดำเนินการ
การทำธุรกิจเป็น
ตัวแทนขาย-ให้เช่า
ให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์จึงเริ่มต้นได้ด้วยดี
จากหจก.ไอซีเอสไอ.
ก็ขยายขึ้นมาเป็น บริษัท ชินวัตร
คอมพิวเตอร์ จำกัด
แต่ก็ใช่ว่าเส้นทางธุรกิจจะราบรื่นเสมอไป
ยุคแห่งการบุกเบิกธุรกิจด้วยตัวเองนั้น
แม้
ดร.ทักษิณจะสามารถประมูลงานจัดซื้อ
ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ให้กับหน่วยงานราชการ
ขนาดใหญ่ได้หลายแห่ง
หากในบางช่วงจังหวะที่ต้องเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะกรณีการลดค่าเงินบาทในปี
2527
ธุรกิจของเขาก็ต้องหาทางเแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต
ด้วยการออกแรงอย่างหนักเหมือนกัน
"ผมกับภรรยาก็เคยผ่านประสบการณ์ที่ธุรกิจเกิดสะดุด
ขาดสภาพคล่อง ต้องวิ่ง
แลกเช็คเพื่อให้ได้เงินแสนมาก่อนก็เคย.
. ." ดร.ทักษิณ
เล่าถึงการต่อสู้ในยุคเริ่มต้น
จากจุดเริ่มต้นที่ธุรกิจการค้าและเป็นตัวแทนคอมพิวเตอร์
ดร.ทักษิณเริ่มเห็นว่า ภาวะ
ผันผวนของเศรษฐกิจ
กอปรกับคู่แข่งมีมากขึ้น
ความคิดที่จะขยายธุรกิจใหม่ๆ
จึงเกิดขึ้น
และเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว
รวดเร็วด้วยวิธีคิดแบบมองไปข้างหน้า
บวกกับความกล้าในการตัดสินใจ
ในช่วงระยะเวลา
ไล่เรี่ยกัน
ดร.ทักษิณริเริ่มธุรกิจใหม่ 3
ประเภทคือ
1.
ธุรกิจเครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
(เอส.โอ.เอส)
2. ธุรกิจวิทยุบนรถประจำทาง
(บัสซาวด์)
3.
ธุรกิจให้บริการวิทยุติดตามตัว(เพจเจอร์)
อย่างไรก็ตาม
แม้ในช่วงเติบโตขยายตัว
ดร.ทักษิณจะมีพร้อมทั้งความคิด
วิสัยทัศน์
ความกล้าในการตัดสินใจ
รวมไปถึงสายสัมพันธ์อันกว้างขวาง
แต่นั่นก็มิได้เป็นสูตรสำเร็จ
หรือเป็นหลักประกันว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในทุกๆ
ธุรกิจที่เข้าไปทำ
เมื่อเวลาผ่านไป
เงื่อนไขจากการยอมรับของตลาด
ปัจจัยด้านอื่นๆ
ก็ยังมีผลกระทบให้แผน
ที่วางไว้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
ทั้ง เอส. โอ. เอส.
และบัสซาวด์
ไม่สามารถขยายตัวทำกำไรได้เร็วและคุ้มกับการลงทุน
ขณะที่ธุรกิจวิทยุติดตามตัวที่
ดร.ทักษิณร่วมทุนกับบริษัท
แปซิฟิก เทเลซิส "แพ็คลิงค์"
เกิดปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น
ท้ายที่สุด
ดร.ทักษิณตัดสินใจขายหุ้นในกิจการดังกล่าว
สำหรับคนอื่น
ความผิดพลาดดังกล่าวอาจหมายถึงการปิดฉาก
เลิกรา ถอนตัวออกจากธุรกิจ
ไปแล้ว
ทว่าดร.ทักษิณกลับนำเอาบทเรียน
ประสบการณ์เหล่านั้นมาศึกษาและสร้างโอกาส
ใหม่
จนกระทั่งได้มุมมองข้อสรุปในทิศทางใหม่ที่เขาเชื่อว่าจะเหมาะสมกับตลาดและการ
แข่งขันมากกว่า
"ประสบการณ์จะสอนเรา
ผมถือว่าผิดเป็นครู
รู้เป็นอาจารย์
คือไม่มีอะไรจะเสีย
ถ้าผิดก็เป็นครู
อย่าให้การลงทุนที่เสียไปเป็นสิ่งสูญเปล่า
สิ่งที่เสียไปถ้านำมาสอน
เรา ให้ประสบการณ์แก่เรา
นั่นอาจเป็นกำไรก็ได้"
ดร.ทักษิณยืนยันความเชื่อดังกล่าว
ด้วยการนำโครงการวิทยุติดตามตัวกลับมาลงทุนทำเอง
ในชื่อ "โฟนลิงค์"
จนประสบความสำเร็จเป็นผู้นำในธุรกิจเพจเจอร์จนถึงปัจจุบันนี้
ด้วยแรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือ
คลื่นลูกที่สาม ของอัลวิน
ทอฟเลอร์ ดร. ทักษิณ
เล็งเห็นถึงทิศทางใหม่ของธุรกิจที่จะเข้ามามีบทบาทในสังคม
"ตั้งแต่ปี 2529
ผมสนใจเรื่องโทรคมนาคม . . .
ตอนนั้นหลายคนในบริษัท
ไม่สนับสนุนเพราะกำลังมองว่า
คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องดี . . .
แต่ผมมองว่า
คอมพิวเตอร์จะดีในแง่ชื่อเสียงแต่ไม่เหมาะสมในเชิงธุรกิจผมก็เริ่มจับงาน
โทรคมนาคมตั้งแต่นั้นมา . . .
และทุกวันนี้ทุกคนก็ยอมรับว่าธุรกิจที่นำความ
สำเร็จและความยิ่งใหญ่มาให้บริษัทคือ
โทรคมนาคม"

สู่บทบาทผู้นำพลิกโลกสื่อสาร-โทรคมนาคม
หลังจากพลิกบทเรียนทางธุรกิจให้เป็นโอกาส
ก้าวเดินใหม่ด้วยวิธีคิดใหม่
ดร.ทักษิณ
และกลุ่มชินวัตรก้าวเดินสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงจนครองความเป็นผู้นำ
ในธุรกิจสื่อสาร-โทรคมนาคมได้แบบครบวงจร
โดยเมื่อสามารถดำเนินธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ
900 ได้อย่างกว้างขวาง
สร้างความสำเร็จให้แก่บริษัทเป็นอย่างยิ่ง
จึงขยายการลงทุนไปยังธุรกิจโทรคมนาคมอื่นๆ
อีก อาทิ
รับสัมปทานดำเนินโครงการดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร
"ไทยคม" ในนาม
บริษัทชินวัตร แซทเทิลไลท์
เซอร์วิส,
เพิ่มกลุ่มธุรกิจให้บริการด้านโทรคมนาคม
เช่น บริษัทชินวัตรดาต้าคอม,บริษัทชินวัตรเพจจิ้งกลุ่มธุรกิจการลงทุนด้านสื่อสาร
โทรคมนาคมในต่างประเทศ เช่น บริษัท
แคมโบเดีย ชินวัตร(ดำเนินงานในกัมพูชา)
บริษัทลาวชินวัตรเทเลคอม
(ดำเนินงานในลาว) บริษัท อิสลา
คอมมิวนิเคชั่น ฯลฯ
ขณะที่กลุ่มธุรกิจอื่นๆ
อาทิกลุ่มธุรกิจคอมพิวเตอร์,
บริการเคเบิลทีวี ฯลฯ
ก็ยังดำเนินงาน
ต่อไปได้อย่างเข้มแข็งภายใต้ระบบการบริหารงานแบบผสมผสานซึ่งถือเป็นเคล็ดลับ
อีกประการหนึ่งของ
ดร.ทักษิณหลังการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ
และบริษัทในกลุ่มหลายครั้ง
บทบาทของ ดร.ทักษิณในบริษัทต่างๆ
ของกลุ่มชินวัตรยิ่ง
น้อยลง
หรือกล่าวอีกทางหนึ่งเขาลอยตัวขึ้นไปเหนือโครงสร้างการบริหารมากขึ้น
หลังจากใช้ช่วงเวลาในระหว่างการขยายธุรกิจ
พัฒนาบุคลากร สร้างทีมบริหารใน
ระดับต่างๆ
เข้ามารองรับงานได้อย่างเหมาะสม
"ท่านรอง(ดร.ทักษิณ)
ไม่ได้เข้ามาทำงานแล้ว
ส่วนมากจะเป็นผู้บริหารกลุ่มต่างๆ
เป็นคน
ดำเนินการมากกว่า"
ผู้บริหารในกลุ่มชินวัตรให้สัมภาษณ์ถึงบทบาท
ดร.ทักษิณในระยะ
หลังสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นจุดแข็งอย่างแท้จริงอีกประการหนึ่งในการ
"เลือกคน"
และบริหารคนของดร.ทักษิณนั่นคือ
เขาพร้อมที่จะให้โอกาสคนเก่ง
คนที่มีความสามารถ
ช่วงเวลาที่ผ่านมา
บริษัทในเครือชินวัตรจึงได้ต้อนรับ
"มืออาชีพ"
จากหลายองค์กรหลาย
สถาบันเข้ามาทำงานร่วมกับ
ดร.ทักษิณ
ไม่ว่าจะเป็น
ดร.ไพบูลย์ ลิมปพยอม (อดีตผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์ฯ),
บุญคลี ปลั่งศิริ (อดีต ผอ.
กองโทรศัพท์ระหว่างประเทศ),
ดร.นิยม ปุราคำ
(อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ),
คุณนิวัฒน์ บุญทรง
(อดีตผู้บริหารจาก ไอบีเอ็ม) ฯลฯ
ความสามารถของมันสมองระดับมืออาชีพเหล่านี้เองเป็นกุญแจสำคัญที่นำพาเครือชินวัตร
ก้าวไปสู่ความสำเร็จและยังคงรักษาความเป็น
"ผู้นำ"
ในวงการธุรกิจสื่อสาร-โทรคมนาคม
มาได้จนถึงวันนี้และด้วยคุณลักษณะของความเป็น
"นักคิด" เป็น "นักแก้ปัญหา"
ที่เปี่ยม
ไปด้วยวิสัยทัศน์
ความมุ่งมั่นลำดับต่อไปของ
ดร.ทักษิณนอกเหนือความสำเร็จทางธุรกิจ
ก็คือ
การก้าวออกมาอาสางานเพื่อสังคมด้วยความหวังว่าเขาจะมีโอกาสนำเสนอแนวคิด
ทิศทางเพื่อที่จะเป็นคำตอบใหม่สำหรับประเทศไทยที่จะก้าวเดินไปในวันพรุ่งนี้ |