dnc_splash_top.jpg (29388 bytes)
 
top_life_t.gif (1007 bytes)top_business_t.gif (696 bytes)top_ontheroad_t.gif (737 bytes)top_social_t.gif (829 bytes)top_speech_t.gif (908 bytes)top_issue_t.gif (760 bytes)top_qa_t.gif (1061 bytes)
cornerpic.GIF (18089 bytes)



 side_trtp_t.GIF (542 bytes)

 side_sme_t.GIF (571 bytes)

 แผนที่เว็บไซด์

 ภาษาอังกฤษ

 ภาษาไทย

hard2.gif (1808 bytes)
 

"ชีวิตผมมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ซึ่งทำให้ผมมองชีวิตและความเปลี่ยนแปลง เหมือนแต่ละฉากของละครแห่งชีวิตผมเห็นตัวเองเดินไปในแต่ละฉาก แต่ละขั้นตอนของชีวิต และทุกครั้งก็นำไปสู่ประสบการณ์ใหม่ๆอยู่เสมอ"

ประโยคดังกล่าวน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการอธิบายการตัดสินใจพลิกเส้นทางชีวิตขอดร.ทักษิณ เข้าสู่ถนนการเมืองได้อย่างชัดเจนมากที่สุดประการหนึ่ง

pol21.jpg (11759 bytes)เพราะลักษณะพิเศษด้านหนึ่งของดร.ทักษิณ
ที่มักปรากฏในช่วงชีวิตต่างๆ เป็นระยะๆ ก็คือ
เมื่อมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทาย เขามัก
ไม่ลังเลที่จะเลือกเดินไปในเส้นทางใหม่นั้น

การเดินไปบนเส้นทางสายใหม่ นอกจากจะ
ตอบสนองความท้าทาย ความสนใจใฝ่รู้
และอยากทดลองปฏิบัติของดร.ทักษิณแล้วดู
เหมือนจะตอบสนองความมุ่งมั่นบางประการ
ในใจเขานั่นเอง

"ผมชอบการเมืองและรักที่จะอยู่กับ
การเมือง"
ประโยคนี้ ดร.ทักษิณพูดกับคน
ใกล้ชิดอยู่บ่อยๆในความหมายที่ชีวิตของ
เขามักจะต้องเข้าไปข้องแวะกับการเมือง
อยู่เนืองๆ ทั้งทางตรง ทางอ้อม ทั้งโดยตั้งใจ
และไม่ตั้งใจ


แรงบันดาลใจ


มองย้อนกลับไปในวัยเยาว์ของ ดร.ทักษิณ ชีวิตของเขาเข้าไปข้องแวะกับการเมืองแบบไม่ตั้งใจตั้งแต่ครั้งยังเด็ก เนื่องเพราะ บิดาคือ "คุณพ่อเลิศ" ก็เป็นผู้ที่สนใจการเมือง ชอบทำงานการเมือง และพาเขาไปสัมผันงานการเมืองมาก่อนแล้ว

โดยที่คุณเลิศเริ่มเข้าสู่แวดวงการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ประสบความสำเร็จในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และต่อมาได้เป็นประธานสภาจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2511 ปีถัดมามีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ คุณเลิศจึงกระโดดลงสู่เวทีการเมืองระดับชาติ และได้รับเลือกตั้งในปีนั้นเป็นส.ส.รุ่นเดียวกันกับ นายอุทัย พิมพ์ใจชน, นายชวน หลีกภัย, นายปรีดา พัฒนถาบุตร ฯลฯ"ระหว่างที่เป็นส.ส. นายเลิศมักจะพานายทักษิณ บุตรชาย ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักเรียนเตรียมทหารไปพร้อมกับตนเอง เข้าร่วมการประชุม ทั้งประชุมพรรคและประชุมสภาฯ อยู่เสมอ" (จากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ คุณพ่อเลิศ ชินวัตร ต.ม. 3 พ.ย. 2540)

คุณเลิศเป็น ส.ส. ทำงานการเมืองอยู่จนกระทั่ง พ.ศ. 2519 จึงวางมือและสนับสนุนให้น้องชาย คือ นายสุรพันธ์ ชินวัตร ผู้มีศักดิ์เป็นอาของ ดร.ทักษิณ ลงสมัคร ส.ส.แทน

ตลอดระยะเวลาที่ติดตามคุณเลิศเข้าไปรับรู้เรื่องราวทางการเมือง ความชอบ ความสนใจก็เริ่มติดอยู่ในใจของดร.ทักษิณเรื่อยมา

จนเมื่อพลิกผันเส้นทางชีวิตไปเป็นตำรวจแล้ว ดร.ทักษิณก็ยังมีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับการเมืองอีกครั้ง โดยในราวปี พ.ศ. 2518 เขาได้เข้าไปเป็นนายตำรวจติดตาม นายปรีดา พัฒนถาบุตร ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ระยะหนึ่ง

การได้เข้าไปสัมผัสสัมพันธ์กับแวดวงการเมือง นักการเมือง กอปรกับทัศนะ มุมมองของ ดร.ทักษิณ ต่อความเป็นไปทางสังคม การเมืองในประเทศไทย ล้วนมีส่วนทำให้เกิด "ความคิดทางการเมือง" และพัฒนาความคิดดังกล่าวมาเป็นลำดับ

ในบางช่วง ดร.ทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์เองด้วยซ้ำว่า มุมมองของเขาต่อการเมืองไทยนั้นค่อนข้างจะมองตรง และรุนแรงพอสมควร

"คุณเชื่อไหม ความฝันของผมในอดีต ผมอยากเป็นเลขาฯ คณะกรรมการ ป.ป.ป. ก่อนนี้ผมเคยหัวรุนแรงมาก แต่เมื่อกลับจากเมืองนอก ผมก็รู้ว่าผมไม่มีโอกาสทางการเมือง ผมเลยทำการค้า"

การพัฒนาความคิดทางการเมืองดูจะสะดุดหยุดไปเมื่อเขาตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่โดยมุ่งสู่ถนนธุรกิจ ทว่าในความเป็นจริงแล้วเขาก็ยังแยกตัวเองออกไปได้ไม่ไกล พรรคพวกเพื่อนฝูง และบุคคลมากมายที่เขาเกี่ยวข้องด้วยส่วนหนึ่งก็เป็นนักการเมืองนั่นเอง

แล้ววันหนึ่ง ดร.ทักษิณ ก็ตัดสินใจหักมุมชีวิตจากความสำเร็จทางธุรกิจอันรุ่งโรจน์ ความร่ำรวยจากสินทรัพย์ในหุ้น-กิจการต่างๆ ก้าวเข้ามาสัมผัสวิถีการเมืองไทยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

สัมผัสประสบการณ์จริง

2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 ดร.ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจเจ้าของกิจการโทรคมนาคมชั้นหนึ่งของประเทศ ก้าวเข้ารับงานในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่ามกลางความเปลกใจของทุกฝ่าย ทุกวงการ

นอกจากคำอธิบายในเรื่องของความชมชอบส่วนตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และลักษณะนิสัยที่กล้าตัดสินใจอย่างรวดเร็วแล้ว ดร.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ไว้ในวันแรกๆ ของการเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองว่า

"ผมคิดว่า ผมสามารถสร้างฐานะความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัวเพียงพอแล้ว และกิจการธุรกิจของผมที่มีอยู่ก็มีผู้ที่จะคอยดูแลให้ โดยที่ผมไม่ต้องเป็นห่วง ฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะ "ตอบแทน" บ้านเกิดเมืองนอน ด้วยการ "เสียสละ" และ"อุทิศ" กำลังกายกำลังสติปัญญา ในทิศทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ"

ปรากฏการณ์การเข้าสู่ถนนการเมืองของ ดร.ทักษิณ ในคราวนั้น ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง นั่นคือนักธุรกิจที่สนใจทำงานการเมือง จะต้องทำอย่างเปิดเผย โปร่งใส พร้อมให้ประชาชนและสื่อมวลชนตรวจสอบ ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ดร.ทักษิณได้วางมือจากการบริหารธุรกิจในกลุ่มชินวัตรโดยสิ้นเชิง เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ในการอาสาเข้ามาทำงานการเมือง

โจทย์ข้อสำคัญที่ ดร.ทักษิณใช้เป็นตัวตั้ง และเป็นหลักในการเข้ามาทำงานการเมืองในเบื้องแรกก็คือ

ประการหนึ่งเขาชัดเจนในเจตนาของการเข้ามาเพื่อทำ "ผลงานการเมือง" ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม มิใช่เข้ามาเพื่อหวังประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัว หรือพวกพ้อง

อีกประการหนึ่ง เขาเชื่อมั่นว่าระบบวิธีคิด วิสัยทัศน์ของเขาที่ผลักดันกลุ่มบริษัทในเครือชินวัตรประสบความสำเร็จมาแล้ว น่าจะนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้การทำงานทางการเมืองสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้มากยิ่งขึ้น
101 วันของการปฏิบัติและสัมผัส "ของจริง" ทางการเมืองในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นับเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าสำหรับ ดร.ทักษิณ เป็นอย่างยิ่งขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาในการปฏิรูป ปรับบทบาท-ทิศทางของกระทรวงการต่างประเทศครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน

ดร.ทักษิณได้นำเอามุมมอง วิธีคิด และ"วิธีการ" ที่เขาเรียนรู้และเชี่ยวชาญมาจากการทำธุรกิจ ผนวกเข้ากับวิสัยทัศน์ในการมองไปข้างหน้า ทักษะในการเป็นนักเจรจา มาใช้บริหารงานในกระทรวงต่างประเทศ พัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานโดยลด-ตัดขั้นตอนต่างๆ ลง ยกเครื่องความคิดเปลี่ยนมุมมองให้กับข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศในหลายๆ เรื่อง

โดยเฉพาะแนวคิดการกำหนดนโยบายอย่างมีกลยุทธ โดยปรับเปลี่ยนนโยบายของกระทรวงมาเป็น “เศรษฐกิจนำการเมือง” เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลก, ลดขั้นตอนการทำงานเน้นการให้บริการ-อำนวยความสะดวก รูปธรรมที่ชัดเจนคือกระบวนการจัดทำหนังสือเดินทางในยุคใหม่ของกองหนังสือเดินทางกระทรวงการต่างประเทศ

ผลงานเหล่านี้ถือเป็นความสำเร็จในการทำงานการเมืองครั้งแรกที่ได้รับการยอมรับพอสมควร แม้จะอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวในช่วงระยะเวลาไม่นานนัก

หลังผ่านประสบการณ์ครั้งแรกในตำแหน่งดังกล่าวแล้ว เส้นทางบนถนนการเมืองของ ดร.ทักษิณ ยังคงทอดยาวต่อเนื่องมาอีก ทำให้มีโอกาสได้เข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์ที่หลากหลาย และซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2538 ตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังธรรม และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 กรุงเทพมหานคร ซึ่งผลการเลือกตั้งปรากฎว่า ดร.ทักษิณ ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเป็นอันดับ 1 ในเขตนั้น

หลังการเลือกตั้ง เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา รับผิดชอบงานจราจรและระบบขนส่งมวลชน พยายามผลักดันการแก้ปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบ รวมถึงประสานโครงการระบบขนส่งมวลชนให้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกันอย่างสมบูรณ์มากขึ้น

การเข้าร่วมบริหารประเทศในครั้งนั้น ดร. ทักษิณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังธรรม ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง โดยการให้ส.ส.ทุกคนของพรรคเปิดเผยรายได้และทรัพย์สินของตนเองต่อสาธารณะ เพื่อให้สามารถมีการตรวจสอบได้ว่า สมาชิกทุกคนในพรรคเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนมิใช่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน

อย่างไรก็ตามด้วยเงื่อนไขอันซับซ้อนทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล แนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน รวมไปถึงความขัดแย้งทางแนวคิดภายในพรรคพลังธรรม ทำให้ในที่สุด ดร. ทักษิณ ตัดสินใจลาออกจากการร่วมรัฐบาล และลาออกจากพรรคพลังธรรมตามลำดับ

และแม้จะถูกทาบทามให้กลับมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมาตรีในรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อีกครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2540 แต่ก็เป็นเพียงการทำงานการเมืองในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

บนถนนการเมือง ตลอดช่วงระยะเวลาที่ ดร.ทักษิณ มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองนั้น อาจถูกมองและประเมินว่า ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จสูงสุดทางการเมืองอย่างชัดเจนทว่าในอีกมุมหนึ่ง ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าดร.ทักษิณได้มีส่วนผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ทางการเมืองไทยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานการเมืองที่ยึดหลักความโปร่งใส และการเปิดโอกาสให้สาธารณชนตรวจสอบได้ตลอดเวลา

จนถึงทุกวันนี้แนวทางดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการเมืองไทย

การเมืองยุคหน้ากับวิสัยทัศน์-วิธีการใหม่

"แนวคิดสำหรับศตวรรษที่ 21 นักการเมืองควรเป็นแบบไหนนั้น เรายังไม่ได้เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ปี 2000 เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ เลย . . . ปัญหาของเราคือ นักการเมืองที่เข้ามาชุดไหนก็ใช้เวลาแก้ปัญหาปัจจุบันมากกว่าการวางรากฐานสู่อนาคต เติบโตจากฐานก่อน ไม่มองไปข้างหน้า . . .

"กระแสโลกาภิวัตน์ประกอบด้วยประเด็นหลักคือ ความโปร่งใส ระบบตรวจสอบ ความมีส่วนร่วมคุณภาพชีวิต และเสรีภาพ โดยทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญใหม่ เราต้องยอมรับและปรับตัวเข้าหามัน . . . "

ดร.ทักษิณ กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง "บทบาทนักการเมืองในศตวรรษที่ 21" ระหว่างการสัมมนานักการเมือง ณ โรงแรมโบนันซ่า คอนโดเทล จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 16-18 พ.ย. 2540

นั่นคือกรอบความคิดล่าสุดทางการเมืองของ ดร.ทักษิณ ผู้ซึ่งยังคงก้าวเดินไปอย่างชัดเจนบนถนนการเมืองไทยวันนี้

ท่ามกลางกระแสข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า เขาอาจตัดสินใจเข้าร่วมพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเองนั้น สิ่งที่ชัดเจนมากกว่านั้นก็คือ แนวคิดหลายๆประการที่เขาสรุปจากประสบการณ์ทางการเมือง รวมไปถึงการวิเคราะห์จนตกผลึก จากแนวทางใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "ความโปร่งใส" ที่เขาเป็นผู้ริเริ่มสร้างวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง ให้มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินให้สาธารณชนรับรู้ สามารถตรวจสอบได้ ตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งแรก

เรื่อง "การมีส่วนร่วม" ซึ่งดร.ทักษิณแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนสนับสนุนการปฎิรูปการเมือง โดยลงสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เชียงใหม่ หรือการเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในโอกาสที่เหมาะสมหลายๆ ครั้ง

หลังจากผ่านการพิสูจน์แรงบันดาลใจของตัวเอง ได้เข้าไปสัมผัส ทดลองปฏิบัติ จนกระทั่งได้กลับมา "คิดใหม่" อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว

ดร.ทักษิณ ชินวัตร บนถนนการเมืองวันพรุ่งนี้ กำลังจะออกเดินอีกครั้งหนึ่ง โดยมีเข็มทิศที่ชัดเจน และมีคำตอบพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยในยุคหน้า

 

 

 
  

Paid for by Thaksin Shinawatra.
PO Box 55 Dusit
Bangkok 10300, Thailand
(662)668-2000
Copyright @ 2000.