|
"ชีวิตผมมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด
ซึ่งทำให้ผมมองชีวิตและความเปลี่ยนแปลง เหมือนแต่ละฉากของละครแห่งชีวิตผมเห็นตัวเองเดินไปในแต่ละฉาก
แต่ละขั้นตอนของชีวิต
และทุกครั้งก็นำไปสู่ประสบการณ์ใหม่ๆอยู่เสมอ"
ประโยคดังกล่าวน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการอธิบายการตัดสินใจพลิกเส้นทางชีวิตของดร.ทักษิณ
เข้าสู่ถนนการเมืองได้อย่างชัดเจนมากที่สุดประการหนึ่ง
เพราะลักษณะพิเศษด้านหนึ่งของดร.ทักษิณ
ที่มักปรากฏในช่วงชีวิตต่างๆ
เป็นระยะๆ ก็คือ
เมื่อมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทาย
เขามัก
ไม่ลังเลที่จะเลือกเดินไปในเส้นทางใหม่นั้น
การเดินไปบนเส้นทางสายใหม่
นอกจากจะ
ตอบสนองความท้าทาย ความสนใจใฝ่รู้
และอยากทดลองปฏิบัติของดร.ทักษิณแล้วดู
เหมือนจะตอบสนองความมุ่งมั่นบางประการ
ในใจเขานั่นเอง
"ผมชอบการเมืองและรักที่จะอยู่กับ
การเมือง"ประโยคนี้
ดร.ทักษิณพูดกับคน
ใกล้ชิดอยู่บ่อยๆในความหมายที่ชีวิตของ
เขามักจะต้องเข้าไปข้องแวะกับการเมือง
อยู่เนืองๆ ทั้งทางตรง ทางอ้อม
ทั้งโดยตั้งใจ
และไม่ตั้งใจ
แรงบันดาลใจ
มองย้อนกลับไปในวัยเยาว์ของ
ดร.ทักษิณ
ชีวิตของเขาเข้าไปข้องแวะกับการเมืองแบบไม่ตั้งใจตั้งแต่ครั้งยังเด็ก
เนื่องเพราะ บิดาคือ "คุณพ่อเลิศ"
ก็เป็นผู้ที่สนใจการเมือง ชอบทำงานการเมือง
และพาเขาไปสัมผันงานการเมืองมาก่อนแล้ว
โดยที่คุณเลิศเริ่มเข้าสู่แวดวงการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2510 ประสบความสำเร็จในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด
และต่อมาได้เป็นประธานสภาจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2511
ปีถัดมามีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ
คุณเลิศจึงกระโดดลงสู่เวทีการเมืองระดับชาติ
และได้รับเลือกตั้งในปีนั้นเป็นส.ส.รุ่นเดียวกันกับ
นายอุทัย พิมพ์ใจชน,
นายชวน หลีกภัย, นายปรีดา
พัฒนถาบุตร ฯลฯ"ระหว่างที่เป็นส.ส.
นายเลิศมักจะพานายทักษิณ บุตรชาย
ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักเรียนเตรียมทหารไปพร้อมกับตนเอง
เข้าร่วมการประชุม
ทั้งประชุมพรรคและประชุมสภาฯ
อยู่เสมอ" (จากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ
คุณพ่อเลิศ ชินวัตร ต.ม. 3 พ.ย. 2540)
คุณเลิศเป็น ส.ส.
ทำงานการเมืองอยู่จนกระทั่ง พ.ศ. 2519
จึงวางมือและสนับสนุนให้น้องชาย
คือ นายสุรพันธ์ ชินวัตร
ผู้มีศักดิ์เป็นอาของ ดร.ทักษิณ
ลงสมัคร ส.ส.แทน
ตลอดระยะเวลาที่ติดตามคุณเลิศเข้าไปรับรู้เรื่องราวทางการเมือง
ความชอบ ความสนใจก็เริ่มติดอยู่ในใจของดร.ทักษิณเรื่อยมา
จนเมื่อพลิกผันเส้นทางชีวิตไปเป็นตำรวจแล้ว
ดร.ทักษิณก็ยังมีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับการเมืองอีกครั้ง โดยในราวปี พ.ศ. 2518
เขาได้เข้าไปเป็นนายตำรวจติดตาม
นายปรีดา พัฒนถาบุตร
ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล
พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ระยะหนึ่ง
การได้เข้าไปสัมผัสสัมพันธ์กับแวดวงการเมือง
นักการเมือง กอปรกับทัศนะ
มุมมองของ
ดร.ทักษิณ ต่อความเป็นไปทางสังคม
การเมืองในประเทศไทย
ล้วนมีส่วนทำให้เกิด
"ความคิดทางการเมือง"
และพัฒนาความคิดดังกล่าวมาเป็นลำดับ
ในบางช่วง ดร.ทักษิณ
เคยให้สัมภาษณ์เองด้วยซ้ำว่า
มุมมองของเขาต่อการเมืองไทยนั้นค่อนข้างจะมองตรง
และรุนแรงพอสมควร
"คุณเชื่อไหม
ความฝันของผมในอดีต
ผมอยากเป็นเลขาฯ คณะกรรมการ ป.ป.ป.
ก่อนนี้ผมเคยหัวรุนแรงมาก
แต่เมื่อกลับจากเมืองนอก
ผมก็รู้ว่าผมไม่มีโอกาสทางการเมือง ผมเลยทำการค้า"
การพัฒนาความคิดทางการเมืองดูจะสะดุดหยุดไปเมื่อเขาตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่โดยมุ่งสู่ถนนธุรกิจ
ทว่าในความเป็นจริงแล้วเขาก็ยังแยกตัวเองออกไปได้ไม่ไกล
พรรคพวกเพื่อนฝูง
และบุคคลมากมายที่เขาเกี่ยวข้องด้วยส่วนหนึ่งก็เป็นนักการเมืองนั่นเอง
แล้ววันหนึ่ง
ดร.ทักษิณ
ก็ตัดสินใจหักมุมชีวิตจากความสำเร็จทางธุรกิจอันรุ่งโรจน์
ความร่ำรวยจากสินทรัพย์ในหุ้น-กิจการต่างๆ
ก้าวเข้ามาสัมผัสวิถีการเมืองไทยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
สัมผัสประสบการณ์จริง
2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 ดร.ทักษิณ ชินวัตร
นักธุรกิจเจ้าของกิจการโทรคมนาคมชั้นหนึ่งของประเทศ
ก้าวเข้ารับงานในตำแหน่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ท่ามกลางความเปลกใจของทุกฝ่าย
ทุกวงการ
นอกจากคำอธิบายในเรื่องของความชมชอบส่วนตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
และลักษณะนิสัยที่กล้าตัดสินใจอย่างรวดเร็วแล้ว
ดร.ทักษิณ
ให้สัมภาษณ์ไว้ในวันแรกๆ
ของการเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองว่า
"ผมคิดว่า
ผมสามารถสร้างฐานะความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัวเพียงพอแล้ว
และกิจการธุรกิจของผมที่มีอยู่ก็มีผู้ที่จะคอยดูแลให้
โดยที่ผมไม่ต้องเป็นห่วง
ฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะ "ตอบแทน"
บ้านเกิดเมืองนอน ด้วยการ "เสียสละ"
และ"อุทิศ" กำลังกายกำลังสติปัญญา
ในทิศทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ"
ปรากฏการณ์การเข้าสู่ถนนการเมืองของ
ดร.ทักษิณ ในคราวนั้น
ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง
นั่นคือนักธุรกิจที่สนใจทำงานการเมือง
จะต้องทำอย่างเปิดเผย โปร่งใส
พร้อมให้ประชาชนและสื่อมวลชนตรวจสอบ
ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
ดร.ทักษิณได้วางมือจากการบริหารธุรกิจในกลุ่มชินวัตรโดยสิ้นเชิง
เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ในการอาสาเข้ามาทำงานการเมือง
โจทย์ข้อสำคัญที่
ดร.ทักษิณใช้เป็นตัวตั้ง
และเป็นหลักในการเข้ามาทำงานการเมืองในเบื้องแรกก็คือ
ประการหนึ่งเขาชัดเจนในเจตนาของการเข้ามาเพื่อทำ
"ผลงานการเมือง"
ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
มิใช่เข้ามาเพื่อหวังประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัว
หรือพวกพ้อง
อีกประการหนึ่ง
เขาเชื่อมั่นว่าระบบวิธีคิด
วิสัยทัศน์ของเขาที่ผลักดันกลุ่มบริษัทในเครือชินวัตรประสบความสำเร็จมาแล้ว
น่าจะนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้การทำงานทางการเมืองสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้มากยิ่งขึ้น
101
วันของการปฏิบัติและสัมผัส
"ของจริง" ทางการเมืองในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นับเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าสำหรับ ดร.ทักษิณ เป็นอย่างยิ่งขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาในการปฏิรูป ปรับบทบาท-ทิศทางของกระทรวงการต่างประเทศครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน
ดร.ทักษิณได้นำเอามุมมอง
วิธีคิด
และ"วิธีการ"
ที่เขาเรียนรู้และเชี่ยวชาญมาจากการทำธุรกิจ
ผนวกเข้ากับวิสัยทัศน์ในการมองไปข้างหน้า
ทักษะในการเป็นนักเจรจา
มาใช้บริหารงานในกระทรวงต่างประเทศ
พัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานโดยลด-ตัดขั้นตอนต่างๆ ลง
ยกเครื่องความคิดเปลี่ยนมุมมองให้กับข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศในหลายๆ
เรื่อง
โดยเฉพาะแนวคิดการกำหนดนโยบายอย่างมีกลยุทธ
โดยปรับเปลี่ยนนโยบายของกระทรวงมาเป็น เศรษฐกิจนำการเมือง
เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลก,
ลดขั้นตอนการทำงานเน้นการให้บริการ-อำนวยความสะดวก
รูปธรรมที่ชัดเจนคือกระบวนการจัดทำหนังสือเดินทางในยุคใหม่ของกองหนังสือเดินทางกระทรวงการต่างประเทศ
ผลงานเหล่านี้ถือเป็นความสำเร็จในการทำงานการเมืองครั้งแรกที่ได้รับการยอมรับพอสมควร
แม้จะอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวในช่วงระยะเวลาไม่นานนัก
หลังผ่านประสบการณ์ครั้งแรกในตำแหน่งดังกล่าวแล้ว
เส้นทางบนถนนการเมืองของ
ดร.ทักษิณ
ยังคงทอดยาวต่อเนื่องมาอีก
ทำให้มีโอกาสได้เข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์ที่หลากหลาย
และซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ค.
2538 ตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังธรรม
และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เขต 2 กรุงเทพมหานคร
ซึ่งผลการเลือกตั้งปรากฎว่า ดร.ทักษิณ
ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเป็นอันดับ 1
ในเขตนั้น
หลังการเลือกตั้ง
เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล นายบรรหาร
ศิลปอาชา
รับผิดชอบงานจราจรและระบบขนส่งมวลชน
พยายามผลักดันการแก้ปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบ
รวมถึงประสานโครงการระบบขนส่งมวลชนให้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกันอย่างสมบูรณ์มากขึ้น
การเข้าร่วมบริหารประเทศในครั้งนั้น
ดร. ทักษิณ
ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังธรรม
ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง
โดยการให้ส.ส.ทุกคนของพรรคเปิดเผยรายได้และทรัพย์สินของตนเองต่อสาธารณะ
เพื่อให้สามารถมีการตรวจสอบได้ว่า
สมาชิกทุกคนในพรรคเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนมิใช่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน
อย่างไรก็ตามด้วยเงื่อนไขอันซับซ้อนทางการเมือง
ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
แนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน
รวมไปถึงความขัดแย้งทางแนวคิดภายในพรรคพลังธรรม
ทำให้ในที่สุด ดร. ทักษิณ
ตัดสินใจลาออกจากการร่วมรัฐบาล
และลาออกจากพรรคพลังธรรมตามลำดับ
และแม้จะถูกทาบทามให้กลับมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมาตรีในรัฐบาลพล.อ.ชวลิต
ยงใจยุทธ
อีกครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม พ.ศ.
2540
แต่ก็เป็นเพียงการทำงานการเมืองในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
บนถนนการเมือง
ตลอดช่วงระยะเวลาที่ ดร.ทักษิณ
มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองนั้น
อาจถูกมองและประเมินว่า
ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จสูงสุดทางการเมืองอย่างชัดเจนทว่าในอีกมุมหนึ่ง
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าดร.ทักษิณได้มีส่วนผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ทางการเมืองไทยหลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานการเมืองที่ยึดหลักความโปร่งใส
และการเปิดโอกาสให้สาธารณชนตรวจสอบได้ตลอดเวลา
จนถึงทุกวันนี้แนวทางดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการเมืองไทย
การเมืองยุคหน้ากับวิสัยทัศน์-วิธีการใหม่
"แนวคิดสำหรับศตวรรษที่ 21
นักการเมืองควรเป็นแบบไหนนั้น
เรายังไม่ได้เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ปี 2000
เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ เลย . . .
ปัญหาของเราคือ
นักการเมืองที่เข้ามาชุดไหนก็ใช้เวลาแก้ปัญหาปัจจุบันมากกว่าการวางรากฐานสู่อนาคต
เติบโตจากฐานก่อน
ไม่มองไปข้างหน้า . . .
"กระแสโลกาภิวัตน์ประกอบด้วยประเด็นหลักคือ
ความโปร่งใส ระบบตรวจสอบ
ความมีส่วนร่วมคุณภาพชีวิต
และเสรีภาพ
โดยทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญใหม่
เราต้องยอมรับและปรับตัวเข้าหามัน
. . . "
ดร.ทักษิณ
กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง "บทบาทนักการเมืองในศตวรรษที่
21" ระหว่างการสัมมนานักการเมือง ณ
โรงแรมโบนันซ่า คอนโดเทล
จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 16-18 พ.ย. 2540
นั่นคือกรอบความคิดล่าสุดทางการเมืองของ
ดร.ทักษิณ
ผู้ซึ่งยังคงก้าวเดินไปอย่างชัดเจนบนถนนการเมืองไทยวันนี้
ท่ามกลางกระแสข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า
เขาอาจตัดสินใจเข้าร่วมพรรคใดพรรคหนึ่ง
หรือตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเองนั้น
สิ่งที่ชัดเจนมากกว่านั้นก็คือ
แนวคิดหลายๆประการที่เขาสรุปจากประสบการณ์ทางการเมือง
รวมไปถึงการวิเคราะห์จนตกผลึก
จากแนวทางใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "ความโปร่งใส"
ที่เขาเป็นผู้ริเริ่มสร้างวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง
ให้มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินให้สาธารณชนรับรู้
สามารถตรวจสอบได้
ตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งแรก
เรื่อง "การมีส่วนร่วม"
ซึ่งดร.ทักษิณแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนสนับสนุนการปฎิรูปการเมือง
โดยลงสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เชียงใหม่
หรือการเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในโอกาสที่เหมาะสมหลายๆ
ครั้ง
หลังจากผ่านการพิสูจน์แรงบันดาลใจของตัวเอง
ได้เข้าไปสัมผัส ทดลองปฏิบัติ
จนกระทั่งได้กลับมา "คิดใหม่"
อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว
ดร.ทักษิณ ชินวัตร
บนถนนการเมืองวันพรุ่งนี้
กำลังจะออกเดินอีกครั้งหนึ่ง
โดยมีเข็มทิศที่ชัดเจน
และมีคำตอบพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยในยุคหน้า |