|
โดย
พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร
ในโอกาสสัมมนานักการเมือง
ที่โรงแรมโบนันซ่า คอนโดเทล
จังหวัดนครราชสีมา
ระหว่างวันที่ 16 - 18 พฤศจิกายน 2540

ปัญหาการบริหารประเทศในยุคปัจจุบัน
ในเรื่องแนวคิดสำหรับในศตวรรษที่
21 นักการเมืองควรเป็นแบบไหนนั้น
เรายังไม่ได้เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ปี 2000 เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ
เลย
ในประเทศอื่นถือว่าเรื่องนี้มีความหมายในแง่ของการที่จะนำประเทศเข้าสู่ยุคสังคมแห่งการเรียนรู้
หรือยุคสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริง
สังคมไทยในสมัยนี้ปัจจัยภายนอกมีผลมากต่อการเปลี่ยนแปลง
การดูแต่ปัจจัยภายในไม่เพียงพอ
เหตุการณ์ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรวดเร็วนั้น
เนื่องจากสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกไม่มีผลต่อเราโดยตรง
เพราะเราเป็นประเทศที่ปิด
ดังนั้นการเตรียมตัวที่จะรับเศรษฐกิจที่เปิดเราจึงไม่แข็งแรงพอ
เราเปิดประเทศโดยยังไม่เตรียมพร้อม
เหมือนคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน
แต่เดินไปในย่านที่มีโรคติดต่อแพร่ระบาด
มันก็ต้องติดเชื้อ องค์กรต่างๆ
ของเราไม่แข็งแรงพอที่จะรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความที่ไม่เข้าใจว่าปัจจัยภายนอกมีผลต่อประเทศแค่ไหน
ในระยะยาวเราไม่ได้ทำกัน
และก็ต้องยอมรับอีกว่าทั้งประชาชนและนักการเมืองล้วนเหมือนกัน
ต่างก็คาดหวังผลเดี๋ยวนี้มากกว่าการคาดหวังผลระยะยาว
นักการเมืองที่เข้ามาชุดไหนก็ใช้เวลาแก้ปัญหาปัจจุบันมากกว่าการวางรากฐานสู่อนาคต
เติบโตจากฐานอ่อน ไม่มองไปข้างหน้า
ประชาชนก็ต้องการแก้ปัญหาที่มีอยู่ในขณะนี้
แต่ปัญหาหลายอย่างต้องใช้เวลา
ใครที่เข้ามา ในช่วงของเศรษฐกิจขาขึ้นจะได้รับประโยชน์
ซึ่งอาจจะเป็นการทำลายความเจริญระยะยาวก็ได้
แต่บางคนที่เข้ามาในช่วงของเศรษฐกิจขาลง
แม้อาจจะวางรากฐานที่ดีไว้ในอนาคต
แต่ว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันใจ
นักการเมืองจึงวางตัวลำบากว่าจะทำงานเพื่อผลระยะสั้นหรือระยะยาวดี
ซึ่งที่จริงควรทำทั้งสองอย่าง
การทำระยะสั้นก็เพื่อต้องการ
Service ทางการเมือง
ส่วนการทำระยะยาวเป็นการเสียสละ
เนื่องจากมองเห็นปัญหาบ้านเมืองและความเสียหายของบ้านเมืองในระยะยาว
จึงต้องทำทั้งสองอย่าง
เมื่อทำทั้งสองอย่างจึงเป็นเรื่องยากที่จะทำอย่างนั้น
ทำให้การบริหารบ้านเมืองยากขึ้น
ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน
เพราะสมัย
ก่อนปัจจัยภายนอกมีผลน้อย
เศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจปิด
ระบบข้าราชการประจำยังแข็งแรงดี
โครงสร้างในสมัยก่อนได้รับผลกระทบน้อย
แต่ตอนนี้ยากขึ้น
เพราะผลกระทบจากปัจจัยภายนอกสูงขึ้น
ฐานข้างล่างอ่อนลง
ระบบข้าราชการประจำก็อ่อนลงระบบเสาหลักของประเทศอ่อนลง
การที่จะไปปรับโครงสร้างของฐานจึงทำได้ยากขึ้น
ในการบริหารประเทศ
ผู้นำหรือรัฐบาลจึงต้องใช้หลักทั้งทางวิทยาศาสตร์และศิลปะ
ทางวิทยาศาสตร์นั้นต้องใช้ทั้งข้อมูลและตัวเลขในการวิเคราะห์แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
อย่างเป็นศาสตร์ และใช้ศิลปะ
เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างเรียบร้อย
เพราะฉะนั้นจึงเป็นศิลปะในการสร้างความสมดุลระหว่าง
Science and Art ศิลปะในการสร้างความสมดุลเหล่านี้จะเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักการเมืองในอนาคต
ทิศทางสังคมไทยในศตวรรษหน้า
ในอนาคตข้างหน้ากระแสที่มีผลต่อประเทศไทยมีอยู่
4 - 5 อย่าง
ซึ่งเราต้องคำนึงและรับสภาพกระแสแรกคือ
กระแสแห่งเทคโนโลยี
เราต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีมีผลมาก
เช่น อินเตอร์เน็ตระบาดทั่วโลก
เป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องใช้
และเทคโนโลยียังมีผลต่อสังคมข่าวสารที่เกิดขึ้นในด้านโทรทัศน์
วิทยุสื่อสารต่างๆ
ซึ่งทำให้คนที่อยู่ในทุกที่ได้รู้ข่าวสารเหมือนๆ
กันและการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ
มาใช้ก็จะมีผลต่อการแข่งขันมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตข้างหน้า
กระแสต่อไปคือ
กระแสของการค้าเสรี
ประเทศที่มีตลาดของเขาก็จะเอาตลาดของเขามาเป็นตัวต่อรองเพื่อให้เราเปิดตลาด
จริงๆ
แล้วมันเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยมีเรื่องของเงินตราเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
แต่ตลาดใครใหญ่กว่าก็ต้องมีการต่อรองกับตลาดที่เล็ก
เพื่อให้ประโยชน์กลับไปกลับมา
การค้าเสรีจึงเป็นเรื่องที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
จึงต้องเพิ่มศักยภาพของตนเอง
อีกกระแสหนึ่งคือ
การรวมตัวของภูมิภาคต่างๆ
เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองทางการค้า
ซึ่งเริ่มเด่นชัดขึ้นทุกวัน
นี่เป็นการต่อรองทางการค้าระหว่างกันและการค้าของนอกเขต
กระแสอีกอันหนึ่งคือ
กระแสแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
การคุ้มครองผู้บริโภคมีความแรงขึ้น
กระแสที่สำคัญสุดท้ายก็คือ
กระแสสังคมแห่งการเรียนรู้หรือสังคมยุคข่าวสาร
ในปี 2000 จะเป็นยุคของการเรียนรู้
หรือยุคของข่าวสาร
ผู้คนจะมีความรู้มากขึ้นและทัดเทียมกัน
ซึ่งจะมีผลต่อนักการเมืองโดยตรง
หัวใจรัฐธรรมนูญใหม่
ตรงนี้ลองมาวิเคราะห์รัฐธรรมนูญใหม่
ประเด็นหลักของรัฐธรรมนูญใหม่เป็นผลโดยตรงจากกระแสโลกาภิวัตน์อันประกอบด้วยประเด็นหลักคือ
ความโปร่งใส ระบบตรวจสอบ
ความมีส่วนร่วม คุณภาพชีวิต
และเสรีภาพ
โดยทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญใหม่
เราต้องยอมรับทั้ง 5
อย่างนี้และปรับตัวเข้าหามัน
ไม่เช่นนั้นท่านจะถูกมองไปอีกแบบหนึ่ง
ถึงแม้จะค้านว่าในทุกที่ไม่เป็นอย่างนั้น
แต่เราต้องยอมรับว่าสังคมไทยแบ่งเป็น
2 สังคมในสังคมเดียวกัน
เป็นสังคมชนบทกับสังคมในเมือง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมกรุงเทพฯ
เป็นสังคมที่ผู้คนได้รับกระแสโลกาภิวัตน์โดยตรง
และคนไทยรับสิ่งใหม่ง่ายจนบางครั้งขาดความยั้งคิด
ดังนั้นการเมืองจึงมี 2 สังคมในสังคมเดียวกัน
คะแนนที่เลือกตั้งนั้นมาจากสังคมชนบทเป็นส่วนใหญ่
แต่สังคมที่กดดันคือสังคมการเมือง
คนเหล่านี้คาดหวังจากท่านทั้งหลายว่าต้องมีความโปร่งใส
ต้องมีระบบตรวจสอบ
ต้องมีส่วนร่วม
ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
นั่นคือสิ่งที่สังคมคาดหวังจากท่านทั้งหมด
เพราะฉะนั้นท่านบอกว่าท่านไม่เกี่ยวไม่ได้
ท่านเชื่อไหมว่าแม้กระทั่งองค์กรอย่างภาคเอกชน
องค์กรที่เป็นบริษัทมหาชนทั้งหลาย
ถ้าไม่มีความโปร่งใสก็จะกู้เงินไม่ได้
ท่านรายงานตัวเลขผิด
ท่านปกปิดบางเรื่องกู้เงินไม่ได้
นักลงทุนไม่ซื้อหุ้น
ผู้ถือหุ้นไม่เชื่อถือ มันเป็นลักษณะตั้งแต่องค์กรเล็กๆ
ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่
มันถูกบังคับให้เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว
บางทีผู้บริหารบางคนอาจจะให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน
ทางฝ่ายการเงินเขาไม่ยอมนะ
เขาไปเล่นงานเลย
เพราะเขาบอกว่าเขาจะต้องเปิดทุกอย่างให้ Bank มาดู
เหมือนวันนี้ประเทศไทยก็คือบริษัทประเทศไทยนี่แหละ
เรากู้เงินจาก Bank คือ IMF
IMF ต้องบอกว่าผมขอดูทุกอย่าง
คุณโกหกผมไม่ได้
เพราะผมต้องมั่นใจว่าคุณไม่ใช้เงินผมผิดประเภท
คุณจะต้องบริหารในลักษณะที่ผมมั่นใจว่าคุณจะต้องมีเงินใช้หนี้คืนผม
บริษัทก็คือประเทศ
ประเทศก็คือบริษัท คล้ายกันครับ
บริหารเหมือนกัน
เป็นการบริหารด้วยเศรษฐกิจทั้งนั้น
ต่อไปนี้เป็นยุคของการบริหารด้วยเศรษฐกิจ
ไม่ใช่เป็นการบริหารด้วยตัวอื่น
เศรษฐกิจเป็นตัวกำหนด
เราบอกว่าเรื่องของความมีส่วนร่วมนั้นจำเป็นไหม
จำเป็นมากครับ
ผมสังเกตดูว่าตอนนี้ประชาชนเริ่มมีส่วนร่วมกับการเมืองมากกว่าแต่ก่อน
เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งคนต่างจังหวัด
เมื่อก่อนนี้เขาไม่ค่อยได้สนใจ
เจอผู้แทนก็ถามว่าผู้แทนเมื่อไหร่เลี้ยงเหล้า
เดี๋ยวนี้ถามแล้วทำไมคนนั้นเป็นอย่างนี้ทำไมคนนี้เป็นอย่างนี้
ทำไมเรื่องนี้ไม่ทำอย่างนั้น
ทำไมไม่ทำอย่างนี้
เขาอยากมีส่วนร่วมมากกว่าอยากให้เราไปเลี้ยงเหล้า
แต่สมัยก่อนไม่ใช่
เพราะเจอผู้แทนก็คือเมื่อไหร่เลี้ยงเหล้า
นี่คือเริ่มเปลี่ยน
และสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ
แรงขึ้น
เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านบอกว่า
โอ๊ย ผมรำคาญ
สิ่งเหล่านี้ผมรับไม่ได้
ท่านต้องเลิก
ถ้าท่านบอกรับไม่ได้ ท่านต้องเลิกเล่นการเมือง
ถ้าท่านจะเล่นการเมือง
ท่านต้องเตรียมใจและพร้อมปรับตัวเพื่อรับสิ่งเหล่านี้
วันนี้เรายอมรับว่าสังคมไทยเราคิดน้อย
มองภาพช็อตเดียว
มองภาพแบบโพลารอยด์
ไม่เก็บฟิล์มไว้ ถ่ายช็อตนี้สวยก็จบ ฟิล์มเก่าไม่เก็บ Video
เป็นเรื่องไม่ดู
ชอบแต่โพลารอยด์ แต่ว่าจริงๆ
แล้ว มันมี Record โดยเฉพาะกระบวนการทางสื่อสารมวลชนเขามี
Record ไว้ เมื่อเขามี Record
ไว้เขาจะมาใช้
สิ่งที่เป็นภาพลบเป็นเรื่องติดลบก็จะเอามาใช้ยามที่เขาผิดหวังหรือหมดหวัง
แต่วันที่เขามีหวังอยู่เขาไม่เอามาใช้ครับ
อย่างวันนี้ผมยังเชื่อว่าพรรคการเมืองบางพรรคได้ทำในสิ่งที่ว่าคนอื่นไว้
แต่วันนี้ผมอยากบอกว่า
ไม่เชื่อว่าประชาชนจะไม่รู้
ประชาชนรู้
สื่อมวลชนรู้
แต่วันนี้ยังหวังว่าจะทำอย่างนั้น
จะทำอย่างนี้ได้อยู่
แต่เมื่อความหวังตรงนั้นถูกทำลายหรือไม่ได้ขึ้นมา
มันดูผิวเผินเหมือนคิดฉากเดียว
เมื่อก่อนนี้ใช่ครับ
คิดฉากเดียว
เมื่อก่อนเราต้องยอมรับว่าคนไทยขี้เบื่อ
ขี้ลืม ขี้รำคาญ
แต่ว่าไอ้ความที่จำต่อเนื่องนั้นยังอยู่
เพราะผมสังเกตดูในหลายเรื่องที่ออกมาวันนี้
ผมยังนึกว่าคนไทยยังเป็นอย่างนั้นอยู่
แต่ว่าวันนี้คนไทยยังจำได้
แต่บังเอิญอดทนกดไว้ก่อน
หวังว่าสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดจะได้รับการแก้ไข
สิ่งที่เป็นปัญหาของตัวเองจะได้รับการแก้ไข
แต่ถ้าเมื่อไรปัญหาที่เป็นของตัวเองไม่ได้รับการแก้ไข
เขาก็ทนไม่ได้
และสิ่งเหล่านั้นก็จะออกมา
เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านอย่าเพิ่งไปคิดว่าคนจะไม่เข้าใจ
คือท่านต้องคิดว่าในสังคมยุคต่อไปท่านจะเป็นนักการเมืองที่ต้องเผชิญกับคนที่เป็นกำลังของประเทศ คือ GenerationX
ซึ่งคนรุ่นใหม่นั้นสิ่งสำคัญของเขาคือ
เขาต้องการผู้นำ
หรือนักการเมืองที่เป็นแบบอย่างของเขา
และคนเหล่านี้เขาบูชาความสำเร็จเป็นสรณะ
เขาต้องการเห็นความสำเร็จเป็นสรณะ
เพราะฉะนั้นนักการเมืองจะต้องมีความรู้มากขึ้น
เพราะสังคมมีความรู้มากขึ้น
การเรียนรู้ของสังคมมากขึ้น
เมื่อมากขึ้น
การสร้างความศรัทธาความเชื่อถือก็จะทำได้ยากขึ้น
ถ้าหากว่าคนนั้นไม่มีอะไรเหนือกว่าเขา
การเหนือกว่าเขาไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเพราะเรียนหนังสือมากกว่า
แต่การเหนือกว่านั้นก็คือการประพฤติปฏิบัติที่ทำให้เขาศรัทธาได้
ตรงนี้คือจุดเปลี่ยนของสังคมที่เกิดจากการศึกษา
ฉะนั้นใน Generation X ข้างหน้าที่ท่านจะต้องเผชิญนี้
คนเรียนหนังสือหนังหามากขึ้น
ดังนั้นท่านจะต้องใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม
ท่านต้องทันต่อเหตุการณ์ของโลก
ท่านต้องรู้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
และต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงความประพฤติของท่านก็เหมือนกันที่ต้องเป็นแบบอย่าง
เพราะคนเหล่านี้เฝ้าดูแบบอย่างที่ดี
ท่านจึงต้องเป็นนักการเมืองที่เป็นแบบอย่างตามที่สังคมคาดหวัง
เรื่องของภาพพจน์จึงเป็นเรื่องสำคัญ
บางครั้งต้องยอมรับว่าหลายคนเป็นคนดี
หลายคนเป็นคนมีความรู้ความสามารถ
แต่ว่าก็อาจจะไม่มี Charisma พอ
หรือไม่มี Image พอ ซึ่งอาจจะทำให้โอกาสทางการเมืองไม่ดีพอทั้งๆ
ที่เป็นคนดี
คนมีความรู้ความสามารถ
ในทางการเมืองกับทางธุรกิจมีความต่างกัน
ทางธุรกิจนั้นมุ่ง Bottom Line เป็นหลัก
คือผลกำไรขาดทุนเป็นหลักทางธุรกิจ
กระบวนการที่นำไปสู่กำไรขาดทุนนั้นได้รับความสนใจไม่มากนัก
แต่เป้าหมายก็มุ่งที่ Bottom Line
ส่วนทางการเมืองนั้นต้องยึดกระบวนการมากกว่ายึด
Bottom Line ต้องเดินทางให้ถูกต้อง
ถูกวิธี และถูกกับกระแส ซึ่งจะนำไปสู่จุด Bottom
Line ของมันเอง โดยที่ไม่ได้เอา Bottom Line
เป็นตัวตั้ง นักธุรกิจ เขาต้องมีการทำ Feasibility
โดยเอา Bottom Line
เป็นตัวตั้งก่อนแล้วค่อยกำหนดเส้นทางทีหลัง
แต่ทาง
การเมืองนั้นมันต่างกันตรงนี้
ดังนั้นจากนี้ไปข้างหน้า
วิธีทางการเมืองของนักการเมืองและพรรคการเมืองจะต้องกำหนดกระบวนการ
และวิธีการเดินไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางอย่างเป็นระบบ
ถูกต้องตามกระแสทั้งภายในและภายนอกที่จะมีผล
คุณสมบัตินักการเมืองในศตวรรษที่
21
ผมคิดว่านักการเมืองในศตวรรษที่
21 นั้นต้องมาดูก่อนว่า
ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็คือว่า
เมื่อเราเข้าสู่ปี 2000
ซึ่งเป็นยุคของสังคมข่าวสารนั้น
ประชาชนเรียกหาอะไรบ้าง
ประการที่
1 ประชาชนกำลังเรียกหาคุณธรรมที่หายไป
ในยุคที่ 2
ที่ผ่านมาหรือยุคอุตสาหกรรม
ซึ่งเป็นยุคที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา
มีการแข่งขันกันในเรื่องของการผลิต
จนทำให้สิ่งแวดล้อมเสียไปทรัพยากรธรรมชาติหมดไป ศิลปวัฒนธรรม คุณธรรมหมดไป
ประชาชนกลายเป็นผู้ใช้แรงงาน
และเป็นคนจนที่เจ็บปวดกับยุคนี้
แต่ยังจำยุคที่ 1
หรือยุคเกษตรกรรมได้
แล้ววันนี้สังคมไทยก็ยังอยู่ในยุคที่
1 อยู่จำนวนมาก ยุคเกษตรกรรมเป็นยุคที่คนไทยมีความอบอุ่น
คนมีสิ่งแวดล้อมที่ดี
มีทรัพยากรธรรมชาติที่ดี
แต่พอมาถึงยุคที่ 3 ในทุกวันนี้
ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้เข้าสู่ยุคที่
3 อย่างจริงจัง
เพราะเราไม่ได้มีการเตรียมพร้อม
เมื่อประกอบกับความล้มเหลวของยุคที่ 2
จึงทำให้เราเรียกหาความสุขความสบายในยุคที่
1 เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับว่า
ทุกวันนี้เราเหมือนถูกมหาอำนาจทางเศรษฐกิจกดดันให้เราต้องถอยกลับไปสู่ยุคที่
1 ใหม่
แต่เราต้องไม่ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น
เราต้องผสมผสานระหว่างยุคที่ 3
กับยุคที่ 1
มากกว่าเราจะกลับไปสู่ยุคที่ 1
อย่างเดียว
ประการที่
2
ผมเห็นว่านักการเมืองกำลังต้องเผชิญกับคนรุ่นใหม่
การเรียนรู้ที่จะเป็นแบบอย่างของนักการเมืองที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเน้น
ความรู้ความสามารถของนักการเมืองเป็นสิ่งที่สำคัญ
ต้องคอยเรียนรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา
ยุคนี้นักการเมืองต้องรู้จักและใช้อินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นแหล่งความรู้จากทั่วโลก
นักการเมือง
ต้องทันสมัยในการออกกฎหมายต่างๆ
ประการที่
3 คือ Transparency
หรือความโปร่งใส
ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ
ท่านต้องมีความชัดเจนในตนเอง
ทั้งในเรื่องนโยบายและวิธีการ
ต้องแสดงให้เห็นว่าเราทำเต็มที่แล้ว
ทำได้แค่นี้ คือมีอะไรก็บอกหมด
ซึ่งต้องอาศัยการสื่อความหมายที่ดี เราต้องสื่อเป็น
ต้องโปร่งใส และต้องใจกว้าง
ประการที่
4
นักการเมืองเป็นบุคคลสำคัญในท้องถิ่น
เราต้องเป็นผู้นำประชาชนในท้องถิ่นมากพอสมควรทีเดียว
ดังนั้นจึงต้องมีวิสัยทัศน์
ต้องรู้ลึก และคิดอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่สำคัญทุกวันนี้ก็คือจุดอ่อนของสังคมไทย
จุดอ่อนของผู้บริหารประเทศไทย
ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือภาครัฐก็ดี
คือขาดการคิดอย่างเป็นระบบ
มักจะคิดเป็นจุด
มองภาพรวมไม่เป็น
นี่คือความผิดพลาดอันหนึ่งของนักบริหารที่ขาดการมองที่ครบวงจร
ซึ่งการมองที่ครบวงจรต้องเป็นคุณสมบัติอันหนึ่งของนักการเมืองในยุคหน้า
ต้องรู้ลึก ต้องมีวิสัยทัศน์
และคิดอย่างเป็นระบบ
ประการที่
5 คือต้องเป็นนักเจรจา
การเมืองคือเรื่องของการประสานผลประโยชน์
ดังนั้นการเป็นนักเจรจาจึงเป็นสิ่งจำเป็น
แม้กระทั่งการเป็นผู้นำของประเทศก็ต้องเจรจาประสานผลประโยชน์กับประเทศที่เราเป็นคู่ค้า
การแลกเปลี่ยนตลาดการค้ากันก็ต้องเจรจา
ถึงแม้อยู่ในท้องถิ่นก็ต้องเจรจาประสานกลุ่มผลประโยชน์ในท้องถิ่น
การเป็นนักการเมืองต้องยอมรับสิ่งที่คงอยู่ในประเทศ
การประสานการจัดการจึงต้องอาศัยเทคนิคของการเป็นนักเจรจา
ประการที่
6 คือ
การมีภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
เพราะว่าศตวรรษที่ 21
นั้นเป็นยุคแห่งการปฏิรูป
ต่อไปนี้จะเกิดการปฏิรูปทุกอย่าง
เป็นยุคของการปฏิรูประบบราชการ
ปฏิรูปกฎหมาย ปฏิรูปการศึกษา
ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ
เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ
น้อยๆ ไม่เพียงพอ
เพราะสิ่งที่เรามีอยู่ทุกวันนี้
เราอาศัยวิสัยทัศน์ของในหลวงรัชกาลที่
5
ซึ่งท่านพระราชทานมา 100 ปีแล้ว
จากนั้นมาเราได้มีการเปลี่ยนแปลงจากวิสัยทัศน์ท่านน้อยมาก
แต่ขณะเดียวกันโลกไปไกลแล้ว
ดังนั้นจากนี้ไปคนที่เข้าไปจัดการบริหารประเทศต้องปฏิรูป
นักการเมืองจึงต้องมีภาวะผู้นำ
ต้องเป็นคนไปจัดการระบบการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
จะต้องแสวงหาความร่วมมือจากทุกฝ่าย
แต่ถ้าท่านไม่มีภาวะผู้นำก็ยากเหมือนกัน
ท่านจะต้องสามารถบริหารการเปลี่ยนแปลงได้
เพราะปี 2000 นั้น
หัวใจคือประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลง
จะต้องมีการ modernize
ประเทศอย่างเร่งด่วนในทุกๆ
เรื่อง
ดังนั้นท่านต้องคิดอย่างเป็นระบบ
ท่านต้องมีภาวะผู้นำ
ท่านต้องเจรจาเป็น
ท่านต้องมีศิลปะแห่งการบริหารการเปลี่ยนแปลงนั้น
ประการที่
7 คือ
ความมีคุณธรรมและเมตตาธรรม
ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่จะเป็นผู้นำ
ผู้ที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีของคนรุ่นใหม่
ประการสุดท้าย
ผมคิดว่านักการเมืองต้องเข้าใจและใช้เทคโนโลยีเป็น
ต้องยอมรับการเรียนรู้ที่เป็นศาสตร์
และท่านต้องอาศัยศิลปะในการที่จะทำให้สิ่งที่เป็นศาสตร์นั้นสมดุลและเป็นจริงได้
เช่น
ท่านต้องยอมรับว่าทุกอย่างมันมีวิทยาศาสตร์มันมีศาสตร์ของมัน
ดังนั้นสิ่งที่เป็นความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ท่านต้องให้ความสนใจ
และสิ่งเหล่านี้เป็นตัวที่ใช้ในการแก้ปัญหา
แต่ว่าท่านต้องใช้ศิลปะในการจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างศาสตร์กับศิลปะนี้ให้ได้
ซึ่งเป็นศิลปะอันหนึ่งที่นักการเมืองต้องทำ
เพราะฉะนั้นนักการเมืองต้องยอมรับและเข้าใจเทคโนโลยี
และต้องใช้ศาสตร์ในการบริหาร
แต่ต้องอาศัยศิลปะในการที่จะทำให้สิ่งที่บอกด้วยศาสตร์นั้นเป็นผล
นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากให้ความเห็นในโอกาสที่ผมได้เข้ามาสู่การเมือง
ถึงแม้ว่าจะระยะเวลาสั้นๆ
แต่ก็เป็นความปรารถนาดีด้วยใจจริงที่อยากจะเห็นการเมืองบ้านเราเป็นไปอย่างนี้
เพราะผมเชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก |