|
นอกเหนือไปจากบทบาทความสำเร็จทางธุรกิจของ
ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโทรคมนาคมแล้ว
ปฏิเสธไม่ได้ว่า
ภาพลักษณ์ของการเป็น
"บุคคลสาธารณะ"
และการทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ของ
ดร.ทักษิณ
คือจุดที่เสริมให้คนส่วนใหญ่รับรู้
และรู้จักตัวตนของ ดร.ทักษิณ
ได้ดียิ่งขึ้น
เบื้องหลังภาพลักษณ์ของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จดร.ทักษิณ
มีมุมมองต่อการ
"คืนกำไรกลับสู่สังคม"
ที่ชัดเจน และดำเนินการมาแล้วอย่างต่อเนื่อง
เพราะ ณ
จุดที่กลุ่มชินวัตร สามารถวางเครือข่ายครอบคลุมธุรกิจในไลน์ที่เกี่ยวข้องได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
สิ่งที่อยู่ในความคิดของ
ดร.ทักษิณ
ก็เปลี่ยนไปความสำเร็จทางธุรกิจไม่ใช่เรื่องท้าทายสำหรับเขาอีกต่อไป
"ผมคิดว่า
ผมสามารถสร้างฐานะความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัวเพียงพอแล้ว
ฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะ
"ตอบแทน"
บ้านเกิดเมืองนอนด้วยการ
"เสียสละ" และ "อุทิศ"
กำลังกาย กำลังสติปัญญา
นั่นเป็นประโยคที่ดร.ทักษิณ
กล่าว เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง
เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งถือเป็นการเปิดบทบาทการทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม
โดยการเข้าทำไปทำงานการเมืองแบบโปร่งใสชัดเจน
หากในความเป็นจริงแล้ว
การปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของดร.
ทักษิณ
หาได้จำกัดอยู่เพียงการทำงานทางการเมืองเท่านั้น
แต่ยังรวมไปถึงการทำงานด้านสังคมตามกำลังความสามารถ
ซึ่งดร.ทักษิณได้ทำมาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
ก่อนหน้าที่จะเข้ามาทำงานการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอุทิศตนเพื่อการศึกษา
ภายใต้อุปนิสัยส่วนตัวที่
"ชอบสอน" ชอบถ่ายทอดความรู้
ในระหว่างรับราชการ ดร.ทักษิณเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน
และสอนต่อเนื่องมา
แม้จะออกจากราชการแล้ว
นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรรับเชิญในการ
บรรยาย
อภิปรายแสดงปาฐกถาในหัวข้อที่เป็น
ประโยชน์ต่อวงการศึกษา การพัฒนาเทคโนโลยีทั้งในส่วนราชการและสถาบันทางวิชาการต่างๆ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่
ดร. ทักษิณ จะมีบทบาทในการสนับสนุนการศึกษาไทยอย่างแข็งขัน
มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,
มหาวิทยาลัยรามคำแหง,
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกรรมการสภาที่ปรึกษาสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"ผมอยากสอนหนังสือเป็นวิทยาทาน
เพราะผมเป็นเด็กบ้านนอก
ผมชอบสอนหนังสือ
เพราะผมมีความรู้สึกว่า
ผมอยากให้อะไรแก่คนที่ไม่มีโอกาสบ้าง
ผมคิดว่าโอกาสของคนเราทุกคนไม่เท่าเทียมกัน
แต่ว่าการศึกษาเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดการเลื่อนชั้นทางสังคม
เพราะฉะนั้นคนเราถ้ามีการศึกษาดีมีคนชี้แนะให้เกิดโอกาสที่ดี
เขาก็มีโอกาสก้าวหน้าเติบโตได้ เหมือนตัวของผมเอง
ผมกับภรรยาก็ทำงานหนักตั้งตัวกันมา
เราหคิดว่าสิ่งไหนที่เป็นวิทยาทานให้แก่คนทั่วไปผมก็อยากทำ"
นอกจากการให้ทุนการศึกษากับสถาบันต่างๆ
และสนับสนุนสถาบันการศึกษาหลายๆ
แห่งแล้ว
โครงการใหญ่ที่ถือเป็นรูปธรรมชัดเจนในการทำงานเพื่อสังคมอย่างแท้จริงตามแนวคิดของดร. ทักษิณ
ก็คือการจัดตั้งมูลนิธิ
ไทยคม
โดยริเริ่มนำดาวเทียมสื่อสาร"ไทยคม"
ที่ บริษัท ชินวัตร
แซทเทิลไลท์ เป็นผู้ดำเนินงาน
มาใช้ประโยชน์ด้านการศึกษาผ่านดาวเทียมร่วมกับกรมการศึกษานอกโรงเรียน
กระทรวงศึกษาธิการ
วัตถุประสงค์หลักของโครงการให้การศึกษาผ่านดาวเทียม (Satellite Education)นั้นก็คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนในชนบทห่างไกลที่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาชั้นประถม 6
สามารถเรียนต่อได้ตามโครงการศึกษาผ่านดาวเทียมดังกล่าว
ซึ่งหากโครงการนี้สำเร็จตรงตามเป้าหมายที่วางไว้"ความเท่า เทียม"
ทางการศึกษาที่ดร.ทักษิณต้องการให้เกิดขึ้นก็จะเป็นจริง
และช่วยให้โอกาสสำหรับ
"เด็กบ้านนอก" อีกนับพัน
นับหมื่นคนมีโอกาสที่จะก้าวหน้าและเติบโตได้เช่นกัน
.
นอกเหนือไปจากบทบาทเพื่อสังคมด้านการศึกษาข้างต้นแล้วดร.ทักษิณยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อผลักดันให้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศไทยในศตวรรษหน้า
โดยในขณะที่มีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย
ดร.ทักษิณ ได้สนับสนุนให้นักคิด
นักวิชาการ
ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญระดับชั้นสมองของประเทศมาร่วมกันระดมสมอง
ศึกษา รวบรวม แลกเปลี่ยน
และนำเสนอวิสัยทัศน์ประเทศไทย
ที่ละเอียดชัดเจน
พร้อมเป้าหมายในการพัฒนาระบบและพัฒนาคน
โดยครอบคลุมวิสัยทัศน์ในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง การปกครอง
และกฏหมาย, ด้านเศรษฐกิจ พาณิชย์
เกษตรกรรม
และอุตสาหกรรม, ด้านการศึกษา สังคม
วัฒนธรรมและศาสนา, ด้านสาธารณสุข,
ด้านการจราจรและขนส่ง,และด้านวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี่ สิ่งแวดล้อม โทรคมนาคมพลังงาน และทรัพยากรมนุษย์
นอกจากนี้ ดร.ทักษิณ
ยังดำรงตำแหน่งกรรมการในสถาบันและหน่วยงานต่างๆอีกมากมาย
อุทิศตัวเพื่อตอบแทนให้กับสังคม
เท่าที่โอกาส
และสถานการณ์จะเอื้ออำนวย |