clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
Direction_Economy.jpg (15381 bytes)

  ปาฐกถาพิเศษ "ทิศทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษหน้า"
 
โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
  จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  วันพฤหัสบดีที่   20    ธันวาคม   2542


dot.gif (41 bytes)

        
         เรียนท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์     ท่านรองอธิการบดี    ท่านผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคาร  Standard Charter นครธน นักศึกษาที่รักทุกท่าน ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสมาพูดคุยให้ท่านฟังถึงเรื่องสหัสวรรษหน้า หรือที่เราเรียกกันว่าปี  2000     เพื่อที่ท่านทั้งหลายที่ถือว่าเป็นบัณฑิตในปี 2000 ผู้ที่จะจบไปเผชิญกับโลกในการสร้างเนื้อสร้างตัวในปี 2000   ซึ่งถือว่าการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับธนาคาร Standard Charter นครธนจัดในปีนี้ เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก   และผมคิดว่าเทปโทรทัศน์ที่เกิดจากงานนี้    น่าจะเผยแพร่ให้นักศึกษาที่ไม่ได้มาฟังให้มาร่วมคิด  คือบางครั้งเมื่อฟังแล้วอาจจะคิดไม่ได้ทันที กลับไปฟังสัก 2-3 รอบ แล้วเราจะคิดได้ว่าเราจะทำอะไรกับชีวิตเรา   จึงจะเป็นชีวิตที่มีคุณค่าสำหรับครอบครัว    และสำหรับประเทศชาติในอนาคต    ซึ่งเป็นเรื่องที่ถ้าไม่คิดอะไร มันก็ดีไปอย่าง  แต่เราก็เหมือนกับเรือที่ปล่อยไปในทะเล ที่ไม่รู้จะไปทางไหน โอกาสที่จะอับปางก็มีสูง      เพราะฉะนั้นจะทำทุกอย่างต้องมีทิศทางนะครับ

         ผมขอแสดงความยินดีที่ท่านกำลังจะจบการศึกษา แต่ขอแสดงความห่วงใยที่ท่านจบในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่ง
โอกาสหางานค่อนข้างจะยาก และจะเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่าน   ผมเป็นคนที่มาจากต่างจังหวัดเหมือนคนส่วนใหญ่ในห้องนี้    ตอนที่ผมจบ ผมอาจจะมีภาวะที่ต่างจากท่าน     เพราะผมจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จบมาแล้วมีงานทำเลย     แต่แน่นอน basic (พื้นฐาน) ของชีวิต ทุกคนคงต้องตั้งหลักเหมือนกัน   ตอนผมจบใหม่ผมก็ไม่มีบ้านอยู่ ผมต้องไปเช่าหอพักอยู่ที่บางโพ ห้องหนึ่ง 300 บาท แล้วใช้ห้องน้ำห้องส้วมร่วมกันกับผู้เช่าอีก 4 ห้อง    ก็เป็นชีวิตที่ก่อนจะตั้งตัวมา ก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ไม่มีชีวิตไหนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความอดทนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวท่าน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคลางหรือของขลังอะไรทั้งสิ้น   เดี๋ยวผมจะบอกให้ฟังตอนท้ายว่า ผมมีพระ 3 องค์ที่ให้ทุกคนแขวนติดตัวไว้ตลอดเวลา   แต่ว่าเป็นพระยุคใหม่  พระ millennium (สหัสวรรษ)

         นัยแห่งปี 2000 นั้น    ทำไมทุกคนจึงต้องตื่นตัว   ประเทศไทยเราใช้ปี 2543   แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ 2000 มันเกี่ยว
ครับเพราะ 2000 เป็นตัวเลขที่ใช้ในสากล      แล้วทุกชาติมองว่าปี    2000    เป็นปีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศของเขาโดยมีเป้าหมายในการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในการทำให้ประเทศเขาก้าวกระโดดได้อย่างไร

         คำว่า   millennium   ก็คือปีที่ลงท้ายด้วยศูนย์สามตัวนั่นแหละ   millennium   ต่อไปก็ปี 3000 ปีนี้ก็เป็นปี 2000
Y2K ที่ท่านพูดกัน ก็ย่อมาจาก Year Two Thousand K คือ 1 พัน

         โลกข้างหน้าในปี 2000 ผมจะเล่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงข้างนอกให้ฟังก่อนก่อน แล้วจึงจะกลับมาประเทศไทยที่เกี่ยวกับ
ตัวท่าน ท่านจะได้รู้ว่าสหัสวรรษหน้าท่านจะทำอะไร   ปัจจุบันนี้คำว่า globalization หรือโลกาภิวัตน์นั้นมีอยู่แล้ว แต่ดีกรีของมันจะรุนแรงมากขึ้นในปี 2000 เป็นปีของความเป็นโลกไร้พรมแดนมีมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีด้านสื่อสารคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปมาก มากจนบางครั้งเราก็ตกใจเหมือนกัน ขนาดคนตาบอดวันนี้ยังมีความหวังนะครับ     เพราะเขาสามารถสร้าง IC   Chip ที่สามารถเชื่อมกับเส้นประสาทของมนุษย์ได้    จะไปกระตุ้นให้ประสาทที่ตายทำงานได้    ได้ทดลองกันแล้วที่ John  Hopkins  คนตาบอดเริ่มจะมองเห็น ขนาดสตีวี วอนเดอร์เริ่มคิดว่ายังมีโอกาสที่จะมองเห็นบ้าง

          ดีกรีของ globalization   หรือดีกรีของโลกไร้พรมแดน ดีกรีแห่งการที่รัฐเริ่มมีอำนาจออกกฎหมายของตัวเองน้อย
ลงเพราะกระแสของข้อตกลงนานาชาติจะกดดันให้แต่ละประเทศต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมาก        ก็จะทำให้ความเชื่อมโยงของประเทศต่าง ๆ ในโลกมีมากขึ้น     สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อทั้งโลกได้    เหมือนกับที่เราเรียกว่า  Tom  Yum  Koong Disease ที่เกิดภาวะเศรษฐกิจของเรา ก็กระทบกันไปทั้งภูมิภาค

          อีกข้อหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปก็คือ   เศรษฐกิจข้างหน้าจะเป็นลักษณะที่เรียกว่า   KBE  หรือ  knowledge  base
economy    เป็นเศรษฐกิจที่อาศัยฐานของความรู้มากขึ้น   ถ้าคนที่เป็นผู้ผลิตโดยไม่มีความรู้ไม่มีทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองนั้นก็จะได้สตางค์น้อยมาก    แต่ต้องทำงานหนักมาก แต่ผู้ที่มีความรู้   ผู้ที่ใช้สมอง   ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองและมีนวตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น คนเหล่านั้นจะเป็นผู้ที่ทำงานเชิงแรงงานน้อย    แต่เป็นนักคิด  นักอ่าน ผลสุดท้ายก็จะสามารถได้สตางค์มากขึ้น เป็นโลกของ   knowledge  base  economy  (เศรษฐกิจที่อาศัยฐานของความรู้)     และจะเห็นว่าปี 2000 นี้   จะมีการประกาศนวตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นของบริษัทใหญ่ ๆ ทั่วโลกแทบทุกบริษัท    เดือนมกราคมนี้ท่านลองเฝ้ามองดู  ท่านจะเห็นว่า เดี๋ยวประเทศนั้นประกาศว่าจะทำอย่างนั้น    เดี๋ยวบริษัทนี้ก็จะพบอย่างนี้   แม้กระทั่งโซนี่ ต่อไปเครื่องวิทยุ  walkman   ของท่านเขาจะใช้แบบ  memory  stick   เป็นแท่งเหมือนปากกา  แล้วก็มี headphone (หูฟัง) เสียงดียิ่งกว่าท่านไปนั่งดูคอนเสิร์ตอีก ราคาก็จะถูกลงไปเรื่อย ๆ มันเปลี่ยนไปเยอะครับ

         ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นก็จะเป็น
digital economy เป็นเศรษฐกิจซึ่งอาศัยความเชื่อม
โยงของระบบสื่อสาร        และใช้คอมพิวเตอร์ก็คืออินเตอร์เน็ต        ซึ่งจะมีบทบาทมากในวิถีชีวิต   ทุกอย่างจะเป็น e หมด e-commerce e-money  e-service  e-medical      เพราะว่าทุกอย่างอาศัยอิเลคทรอนิคผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ฉะนั้นในโลกหน้านี้อินเตอร์เน็ตจะมีบทบาทต่อชีวิต ทำให้บริษัทที่ปรับตัวไม่ได้ล้มลงไป    หรือทำให้คนซึ่งทำงานวันนี้อาจตกงานได้ ถ้าไม่ปรับปรุงตัวเองอีกสิ่งหนึ่งคือ ทุกองค์กร ทุกประเทศต้องสร้างนวตกรรมใหม่     ถ้าไม่มีนวตกรรมใหม่ก็แพ้การแข่งขัน หรืออยู่ร่วมกับการแข่งขันยาก   คำว่ายุทธศาสตร์ หรือ strategy นั้น จะไม่มีคำว่า strategy ตัวเดียว อีกแล้วจะมีคำว่า competitive strategy คือยุทธศาสตร์ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ จะไม่ใช่ยุทธศาสตร์อีกต่อไป     ฉะนั้นโลกข้างหน้าที่ผมเล่าให้ฟังว่ามีความเชื่อมโยงมาก ทำให้ทุกคนต้องปรับศักยภาพการแข่งขันของตัวเอ

         ท่านทั้งหลายก็เหมือนกัน ที่เรานั่งกันอย่างนี้       เราต้องคิดว่าเราจะแข่งขันกันอย่างไรให้เข้าสู่เศรษฐกิจที่จะสร้างตัว

เราได้ในอนาคตข้างหน้า ไม่จำเป็นต้องไปสมัครงานอย่างเดียว เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง

         โลกข้างหน้านอกจากจะมีนวตกรรมใหม่ ๆ   แน่นอนครับ     แม้กระทั่งการบริหารองค์กรก็เปลี่ยนวิธีใหม่ต่อไปท่านทั้งหลายอาจจะทำงานกับบริษัททีละ 5 บริษัท หรือบางคนไม่มีงานทำก็อาจจะไม่มีงานทำเลย แต่บางคนอาจจะทำได้ 5 บริษัท

          เพราะเป็นการจ้างงานแบบ   virtual   คือท่านทำงานและส่งงานอยู่ที่บ้านได้โดยใช้อินเตอร์เน็ต ต่อไปจะใช้ office space (พื้นที่สำนักงาน) น้อยลง เพราะว่าคนทำงานไม่จำเป็นต้องมาทำงานที่สำนักงานอีกต่อไป       และเป็น  contract  worker  คือเป็นคนทำงานแบบคู่สัญญา อย่างเช่นบริษัท   Microsoft    มีพนักงาน  2  หมื่นกว่าคน    เป็น   full time employee  (พนักงานทำงานเต็มเวลา) 2 พันกว่าคนเองนะครับ อีกประมาณเกือบ 2 หมื่นนั้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งไม่รู้ว่าบางคนอาจจะเป็นลูกจ้าง Microsoft อยู่ก็ได้     ปีหนึ่งส่งงานหนเดียว นั่นคือสิ่งที่ระบบทุกอย่างถูกเปลี่ยนไปเยอะมาก

         สงครามเย็นจะยุติลง แต่สงครามจะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจ       คือการเจรจาจะเกิดในเวทีพหุภาคีของโลก ที่ผมพูดนี่กำลังจะมาเกี่ยวกับประเทศไทยแล้วนะครับ เดี๋ยวจะคิดว่ามาพูดเรื่องเมืองนอกอะไร ผมไม่สนใจท่านต้องเข้าใจว่าโลกมันไปตรงไหน เพื่อที่ท่านจะได้คิดว่า แล้วไทยเป็นอย่างไร เราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่รู้เขา   แล้วไม่รู้เราอีก   แพ้เลยนะครับ   ต้องรู้ทั้งเขารู้ทั้งเรา

         โลกข้างหน้าแข่งขันกันด้วยความเร็ว องค์กรต่าง ๆ ใครจะอยู่รอดไม่รอด   แข่งขันกันที่ความเร็วความฉับพลันในการ

ตัดสินใจจะเป็นประเด็นสำคัญมากในการแข่งขัน   ตัวแทนประเทศไทย   รัฐมนตรีไทยจะไปเจรจาในกรอบการค้าโลก ต้องมีข้อมูลในกระเป๋าเต็มที่ และพร้อมที่จะตัดสินใจฉับพลัน         ถ้าหากว่าไม่มีข้อมูล แล้วไปเออออตามเขา  แพ้ครับ   ก็คือความลำบากของคนทั้งประเทศ บริษัทก็เหมือนกันครับ จะเร็วได้ต้องข้อมูลแน่น ข้อมูลจะแน่นได้ต้องทั้งเทคโนโลยี ทั้ง process ขั้นตอนมันเริ่มพัฒนาจากคุณภาพ กระบวนการ แล้วมาถึงเรื่องความเร็ว       แต่ปี  2000  นั้น   องค์กรทุกองค์กร ประเทศทุกประเทศต้องแข่งขันกันด้วยความเร็ว และต้องแม่นยำด้วย ก็คือระบบข้อมูลที่อาศัยระบบเครือข่าย อินเตอร์เน็ต นั่นเอง

         หันมาดูประเทศไทย     คำว่า  globalization   หรือโลกาภิวัตน์ในความรู้สึกของประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง   แบ่ง
เป็น 2 พวกครับ พวกขวาจัดก็จะหาว่าพวกขายชาติลูกเดียว     พอเปิดเสรีนิยมก็จะหาว่าขายชาติ       ซึ่งมันไม่รุนแรงอย่างนั้น  ส่วนพวกเสรีนิยมก็เสรีจนไม่ทันโลก ไม่มีความพอดีครับ วันนี้เราอยู่ในโลก globalization (โลกาภิวัตน์) ที่ขาดความพอดี มีพวกขวาจัดที่รักชาติจนคลั่งชาติ เขาว่ารักชาติได้ แต่อย่าคลั่งชาติ พอคลั่งชาติมันเกินเลยไปแล้ว ต้องรักชาตินะครับ แต่พวกเสรีก็จะพยายามทำตัวสมัยใหม่ ว่าผมทันโลก ผมรู้เรื่อง      แต่ความจริงไม่ทัน เพราะไม่เคยเตรียมตัวเข้าสู่การเจรจาของโลก เพราะไม่รู้ ไม่ศึกษา ตรงนี้คือจุดที่ทำให้ประเทศเสียหาย เพราะฉะนั้นต้องกลับมาที่ความพอดี เสรีเท่าที่พอดี   รักชาติแต่ว่ามีความเสรี    ต้องดูว่าความพอดีอยู่ตรงไหน นี่เป็นทั้งศิลปะและเป็นทั้งวิทยาศาสตร์นะครับ

         อีกเรื่องหนึ่งคือ  ขณะนี้ประเทศไทยกำลังมีปัญหากับคำว่า global  literacy (การอ่านออกเขียนได้ในยุคโลกาภิวัตน์)
เมื่อก่อนเราพูดคำว่า literacy (ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้) คำเดียว  แต่เดี๋ยวนี้มีคำว่า global literacy

          ประการ
ที่หนึ่งคือภาษาอังกฤษ

          ประการที่สองคือ information technology หรืออินเตอร์เน็ต
นั่นเอง

          เพราะฉะนั้นในอนาคตถ้าท่านจะได้รับการจ้างงานง่ายที่สุด   ท่านต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษกับอินเตอร์เน็ต ภาษาอังกฤษท่านไม่ต้องรู้เหมือนฝรั่งหรอกครับ   เพราะท่านเป็นคนไทยถึงอย่างไรก็ต้องกินน้ำพริก    แต่ท่านต้องกล้าพูด  อ่านหนังสือ กล้าเขียน   ผิดถูกแกรมมาไม่เป็นไร   ฝรั่งเขาพยายามจะเข้าใจอยู่แล้ว ผมเองจนป่านนี้ก็ยังพูดผิดพูดถูกเป็นธรรมดาเลย   บางทีผมเจรจากับฝรั่งพูดแกรมมาผิดบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ต้องกล้าพูด กล้าอ่าน ต้องฝึกฝนอย่างมาก สุดท้ายก็จะคล่องไปเอง     อินเตอร์เน็ตก็ต้องเล่น ไม่ยากเลย    ถ้าใครไม่เคยเล่นก็เล่นซะ อย่าเล่นแต่ ICQ เท่านั้นเอง ต้องเข้าหาความรู้ เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นมหาวิทยาลัยของโลก   ตรงนี้
เป็นจุดที่ประเทศไทยเราอ่อน

         โลกจะเป็น knowledge base economy  (เศรษฐกิจที่อาศัยฐานของความรู้)   แต่ประเทศไทยวันนี้ใช้เงินในการ
วิจัยพัฒนาต่ำมาก เราจึงกลายเป็นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีของคนอื่นแทบทุกอย่าง    ส่วนภูมิปัญญาเดิมที่เรามีก็ถูกเขาเอาไปดัดแปลงจนกลายเป็นความรู้ของเขา     เราแทบจะลืมตัวเองว่าเรามีความรู้อะไรบ้าง   ฉะนั้นประเทศไทยต้องเพิ่มงบประมาณและส่งเสริมเรื่องวิจัยและพัฒนาทุกระดับ   เพื่อส่งเสริมให้เกิดนวตกรรมใหม่ ๆ ขึ้น    ถ้าเราไม่มีนวตกรรมใหม่ ๆ   เราก็ขาด intellectual capital หรือทุนทางปัญญา    ถ้าประเทศใดขาดทุนทางปัญญามาก    การแข่งขันในอนาคตเราจะเป็นแค่ผู้ใช้แรงงานเท่านั้นเอง ผมไม่อยากให้ประเทศไทยสร้างคนที่เป็น labor ของโลก วันนี้ประเทศไทยต้องสร้างคนทุกระดับ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีคนสมองดีเยอะ   ไปแข่งโอลิมปิกก็ได้เหรียญทองมาตั้งหลายคน   เรื่อง R  and  D (การวิจัยและพัฒนา) เป็นเรื่องสำคัญ

         เรื่อง digital economy หรืออินเตอร์เน็ตที่พูดเมื่อสักครู่นี้ประเทศไทยมีเพียง 6 แสนคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตหรือไม่ถึง
1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ซึ่งต้องพัฒนาอีกมาก สิ่งที่เป็นอุปสรรคทั้งหลายไม่ว่าเรื่องกฎหมายหรือกติกา เช่น  เรื่อง high speed   อินเตอร์เน็ต   นั้นมีปัญหามาก เพราะส่วนราชการรักษาผลประโยชน์จนมากเกินไป ผลสุดท้ายลืมผลประโยชน์ของประเทศ ทำให้อินเตอร์เน็ตของเราไม่ high speed เข้าไปใน web ต่างประเทศทีหนึ่ง   พอคีย์แล้วไปอาบน้ำจนเสร็จก็ยังไม่ขึ้นเลย ต้องปรับปรุงเรื่องอินเตอร์เน็ตใหม่

         ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2000   NPL  (สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้)   ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ซึ่งจะมีปัญหา
ถ้าเราไม่กล้าดึง NPL (สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ออกจากระบบอย่างเต็มที่   เพื่อให้เศรษฐกิจเดิน ผมคิดว่าประเทศไทยจะเติบโตแบบพิการ นั่นก็คือว่า การจ้างงานของพวกเราคงต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะธุรกิจคือผู้จ้างงาน    แต่บังเอิญธุรกิจเดินได้บางส่วน เดินได้ครึ่งเดียว     อีกครึ่งหนึ่งเดินไม่ได้   หรือเดินได้ชั่วคราว ใช้ไม้ค้ำยันอยู่ ฉะนั้นถ้ารัฐบาลยังใจไม่ถึง แก้ปัญหาNPL ไม่ถูกจุด แก้เป็นชิ้นๆ ไม่ได้ดูภาพรวมอย่างที่ผ่านมาก็จะเกิดภาวะที่ส่งเสริมให้คนไม่อยากใช้หนี้แบงก์มากขึ้น ตัวอย่างเช่นการประมูลหนี้ที่ ปรส.   มีการประมูลโดยที่ลูกหนี้ปลอมตัวไปประมูลเอง    ได้ทรัพย์สินตัวเองกลับคืนมาที่   20  หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกัน อีกคนหนึ่งเป็นคนดี ไม่เป็นหนี้แบงก์ หรือว่าเป็นหนี้แบงก์แต่ยังส่งแบงก์อยู่ต้นทุนร้อยบาท แต่อีกคนต้นทุน 30 บาท มันก็แข่งขันกับเขาไม่ได้ ระบบมันป่วนอยู่

         จากปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะนี้กำลังเริ่มเกิดระบบ alternative to banking system คือเกิดระบบทางเลือกของระบบ
การเงิน ฟังให้ดีนะครับ เพราะบางคนอาจได้ไอเดียไปทำธุรกิจ       อาชีพของธนาคารคือเป็นนายหน้าของคนที่มีสตางค์เหลือกับคนอยากใช้สตางค์ วันนี้คนมีสตางค์เหลือ เอาเงินไปฝากธนาคาร เคยได้ดอกเบี้ยสูงถึง 16 เปอร์เซ็นต์     แต่วันนี้เหลือ 3-4 เปอร์เซ็นต์ ความจำเป็นในชีวิตมีมากขึ้น เริ่มรู้สึกว่าไม่พอใช้ ทางเลือกก็ไม่มี        ถ้าใครสร้างทางเลือกให้คนที่มีสตางค์เหลือสามารถได้ผลตอบแทนดีขึ้นและมั่นคง    คนที่มีสตางค์เหลือก็จะวิ่งไปตรงนั้น

         ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลออกพันธบัตร 7 เปอร์เซ็นต์   คนที่มีสตางค์เหลือก็ซื้อ    แต่บังเอิญว่าการซื้อพันธบัตรแล้วสามารถขายคืนได้ก็จริงอยู่ แต่ขายลำบาก ไม่คล่องตัวเหมือนเอาเงินไปฝากแบงก์        ก็เริ่มมีพวกบริษัททั้งหลายที่มีความมั่นคงก็ออกพันธบัตรของตัวเอง ประชาชนก็เริ่มซื้อ    แต่ถ้าต่อไปมีชม้อยเกิดขึ้นก็อันตราย เพราะคนที่มีสตางค์เหลือเริ่มมีความรู้สึกว่าถูกมัดมือชก เพราะเขาเคยชินกับ 16 เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้เหลือ 3-4 เปอร์เซ็นต์ นั่นคือปัญหาที่เกิดขึ้น

         ส่วนอีกพวกหนึ่งคือพวกอยากใช้สตางค์ เข้าไปหาแบงก์ก็ปล่อยกู้น้อยลง   เนื่องจากว่าปล่อยไปแล้วกลัวเป็นหนี้เสีย ปล่อยไปแล้วในอนาคตไม่รู้ว่าจะมีคนบ้าจับเข้าคุกหรือเปล่า คนที่ต้องการใช้สตางค์ก็มีปัญหา      นี่คือสิ่งที่จะเริ่มเกิดวิธีใหม่   ว่าทำอย่างไรจึงจะมีที่ให้กู้เงินโดยไม่เสี่ยง ทำอย่างไรที่คนที่ไม่มีชื่อเสียงอยากประกอบธุรกิจ   จะไปกู้เงินที่ไหน เพราะฉะนั้นก็จะมีกองทุนบ้างเกิดขึ้นใหม่ เป็นระบบที่มาแข่งกับธนาคารโดยตรง

         ต่อไปโอกาสที่เงินฝากกับธนาคารจะลดลงก็มีสูง ทำให้ระบบธนาคารต้องปรับตัว เพราะถ้าธนาคารไทยทำงานแบบเดิม

ไม่มีนวตกรรมใหม่ ๆ    แต่ธุรกรรมทางธนาคารมีความเสี่ยงสูง ธนาคารก็จะมีปัญหา   ต้องปรับตัวมาก ขณะนี้เราก็มีธนาคารที่ถูกต่างประเทศซื้อและบริหารหลายธนาคาร ข้อดีคือแน่นอนว่าจะมีนวตกรรมใหม่ๆ กับธนาคารไทย ข้อเสียคือความเข้าใจในวัฒนธรรมในการทำมาหากินแบบไทยนั้น ต้องใช้เวลาให้ผู้บริหารชาวต่างประเทศทำความเข้าใจ       ท่านทั้งหลายต่อไปถ้าจะทำงานธนาคาร ภาษาอังกฤษจะกลับมาเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง

         ปัญหาของประเทศไทยอีกอย่างหนึ่งคือ   ระบบของเรากระจัดกระจายมาก    การที่เราจะช่วยคนทั้งระบบให้ขึ้นมาจาก
หลุม ต้องคิดอย่างเป็นระบบ      ผมจะบอกแนวทางที่ผมจะใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของประเทศ    และเป็นแนวทางที่ apply (ประยุกต์) ไว้ให้ท่านทั้งหลายเอาไปคิดว่านี่คือช่องที่ท่านจะเข้าทำงานหรือนำไปประกอบธุรกิจได้ผมใช้ concept (แนวคิด) ของคำว่า server หรือ  HUB   ของระบบ  LAN   คือต้องมีศูนย์ที่เป็นคนดูแลด้านออกแบบ ด้านการตลาด  ด้านวิจัยและพัฒนา ด้านควบคุมคุณภาพการผลิต ด้านการเงิน ถ้ามีศูนย์ตรงนี้เกิดขึ้นจะสามารถอุ้มทุกอย่างได้หมด      ถ้าท่านจะประกอบธุรกิจ ท่านดูเลยว่าคนไหนเก่งการตลาด เอามานั่งรวมกัน คนไหนเก่งการเงิน เอามานั่งคุยกัน คนไหนมีความรู้เฉพาะเรื่องที่เราอยากทำ ก็เอามารวมกัน     คนไหนมีความละเอียดในการติดตามประเมินผล เอามารวมกัน ถ้าท่านมีกำลังตรงนี้ท่านสามารถประกอบธุรกิจอะไรก็ได้ แต่ต้องสามารถคิดได้ว่าคนเหล่านี้จะมาทำอะไร

         ยกตัวอย่างถ้าผมมีศูนย์นี้ เป็นศูนย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องการแปรรูปผลไม้ ผมก็สามารถตั้งโรงงานขนาดเล็กตามชุมชนต่างๆ ที่มีเกษตรกรปลูกผลไม้ ชุมชนเหล่านี้สามารถซื้อผลไม้มาแปรรูป แต่จะแปรรูปเป็นอะไร   นักการตลาดที่ศูนย์นี้จะคิดให้   แล้วนักออกแบบจะช่วยคิดว่าออกแบบอย่างไรจะขายได้      ขณะเดียวกันจะมีคนคอยควบคุมคุณภาพไปฝึกอบรมชุมชน     เพื่อให้ชุมชนพัฒนาตนเองจนสามารถผลิตสิ่งที่เป็นมาตรฐานสากลที่โลกยอมรับ   ขณะเดียวกันนั้นก็มีการวิจัยพัฒนา    เพื่อปรับปรุงการแปรรูปนั้นให้ดีขึ้น ทันสมัยขึ้น     จะทำให้เกิดการอุ้มชุมชนทั้งหมดที่มีการปลูกผลไม้ได้ทั้งประเทศ    นี่คือ   concept (แนวคิด) ง่ายๆ ที่ท่านทั้งหลายสามารถประยุกต์ได้

         เช่น    ถ้าท่านมีคนกลุ่มนี้ ท่านอาจจะทำร้านกาแฟโบราณ   แต่แทนที่จะทำร้านเดียวก็ทำหลายร้านเพราะมีทีม  เหมือนทำแฟรนไชส์  Star Buck ที่ head quarter  (สำนักงานใหญ่)    ของ   Star Buck   ก็มีไม่กี่แผนก      คิดว่าจะมีลูกเล่น

กาแฟประเภทไหนมาก กาแฟของประเทศไหนมีกลิ่นหอม ไปหาว่ามีเรื่องราวจะขายได้ รสชาติเป็นอย่างไร   อีกพวกหนึ่งทำโปรโมชั่น  ทำการตลาด อีกพวกหนึ่งไปกู้เงิน เมื่อคนเหล่านี้มารวมตัวกันก็สร้างเป็นบริษัทได้ คล้ายกับกาแฟโบราณนั่นแหละครับ เขาช่องเป็นอย่างไร อาราบิก้าที่ชุมพรเป็นอย่างไร ต่างกับอาราบิก้าที่แม่ฮ่องสอนอย่างไร     แล้วก็มีคนออกแบบแต่งหน้าร้านให้แข่งกับ Star Buck คนนี้มีความรู้เรื่องไฟแนนซ์ สามารถนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ท่านก็จะเป็นเถ้าแก่วัยเด็ก เป็นสิ่งที่อย่าคิดว่าตัวเราคนเดียวจะทำได้      บางครั้งต้องรวมพลังกัน      ทีนี้ก็จะงงว่าจะเอาสตางค์จากที่ไหน เดี๋ยวค่อยคิดนะครับ

         ท่านพอจะเห็นช่องทางไหมครับว่า ถ้าประเทศมีกลุ่มอย่างนี้หลายกลุ่ม ก็จะสามารถหิ้วชุมชนให้เข้มแข็ง     ถ้าชุมชน
เข้มแข็ง กำลังซื้อทั้งประเทศก็จะเกิด   การจ้างงานทั้งประเทศก็จะเกิดขึ้น   ระบบทั้งระบบก็จะเดิน    วันนี้เราต้องเริ่มตั้งแต่ฐานรากขึ้นมา แต่เรากำลังลืมฐานราก   เราคิดว่าตัวเลขอย่างนี้เป็นเศรษฐกิจที่ดีแล้ว แต่มันดีเฉพาะกลุ่มเฉพาะคน    ซึ่งวันนี้ตัวเลขที่จะดีขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ของปีนี้เกิดจากการส่งออกดี    บังเอิญว่ากำลังซื้อลดลง การนำเข้าลดลง  จึงมีเงินเป็น surplus (เงินที่เหลือ) จำนวนหนึ่ง

         ทีนี้การส่งออกที่เป็นพระเอกก็อุตสาหกรรมรถยนต์      ซึ่งมีบริษัทแม่มาตั้งโรงงานในประเทศไทย      เมื่อก่อนขายในประเทศไทยได้ดี    แต่เดี๋ยวนี้ขายไม่ได้     จึงเอาของที่ผลิตได้ส่งออกต่างประเทศ ให้บริษัทแม่หาตลาดให้    แต่วันหน้าพอเศรษฐกิจไทยดี พวกนี้ไม่ส่งออกแล้ว ผลิตขายในประเทศดีกว่า แล้วเอาของประเทศอื่นไปขายแทน นี่ยังเป็นอันตรายอยู่

         ประการที่สอง   คืออุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์   ซึ่งส่วนใหญ่เราเป็นสายการผลิต ไม่มีเทคโนโลยีของตัวเอง นี่ก็เป็น
อันตรายอีกอย่างหนึ่ง       แต่ดีที่ฝีมือไทยเราดี ยังสามารถขึ้นค่าแรงได้     เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้มี margin (กำไร) สูง  ยังพอไปได้   แต่ยังอันตราย เพราะเราเป็น labor (แรงงาน) ไม่ได้เป็นมันสมองของโลก

         เศรษฐกิจที่ดีอีกส่วนหนึ่งเกิดจากเงินกู้มากระตุ้นเศรษฐกิจ       ซึ่งการกู้นั้นบางอันก็เกิดประโยชน์       บางอันก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าเรากำลังคิดว่ากู้เงินมาแจก ก็เหมือนวันนี้ผมเลี้ยงข้าวท่าน ท่านอิ่มวันนี้ แต่ทั้งชีวิตของท่าน   ท่านจะทำอะไร   แต่ถ้ากู้แล้วมาสร้างวิธีการทำมาหากินให้ท่าน ท่านสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งชีวิต        แต่วิธีกู้ของเราวันนั้นบางส่วนสามารถช่วยชีวิตได้ระยะยาว แต่ส่วนใหญ่ช่วยได้ระยะสั้น    ในบ้านนอกเงินกู้มิยาซาวาเอาไปดายหญ้า    ผมไม่รู้ว่าเขาใช้สมองส่วนไหนคิด    บางทีกู้มาซื้อสินค้านำเข้า   ยกตัวอย่างกู้มาซื้อเรือขจัดคราบน้ำมัน    นี่ก็เป็นการกู้โดยไม่มีความจำเป็นต้องกู้ อาจจะเช่าก่อนก็ได้ ทำไมต้องกู้ เพราะภาวะของประเทศ       ถ้ากู้เงินมากเกินไป ก็จะลดความน่าเชื่อถือลงได้ ช่วงนี้เศรษฐกิจเดินได้ด้วยเงินกู้ส่วนหนึ่ง

         เราเร่งการส่งออก แต่ไม่สะกัดสินค้านำเข้า     วันนี้การนำเข้าโตในอัตราที่สูงกว่าการส่งออก    สักวันหนึ่งการนำเข้า
มากกว่าส่งออกเหมือนในอดีต ประเทศก็จะมีปัญหาต่อ ฉะนั้นตลาดผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้าจะเป็นตลาดใหญ่   ท่านทั้งหลายต้องดูว่าประเทศไทยนำเข้าอะไรบ้าง และอะไรที่เราผลิตได้เองที่แข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ เพราะเราผลิตได้ถูกกว่า ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะประกอบธุรกิจได้

        ขณะนี้ส่วนใหญ่เราพ่ายแพ้ในการเจรจาระหว่างประเทศ เราไม่ค่อยทัน   เพราะเรามีข้อมูลน้อย   การกีดกันทางการ
ค้าในรูปที่ไม่ใช่ภาษีมีมากขึ้น เป็นชั้นเชิง เป็นลูกเล่นของต่างประเทศที่เป็นประเทศใหญ่ เราต้องปรับตัว

        เมื่อรู้โลก รู้ประเทศแล้ว มาดูตัวเราว่าจะต้องทำอย่างไร อย่างที่ผมเรียนว่าอัตราการจ้างงานมีน้อย     เชื่อไหมครับ
วิ่งเส้นกันใหญ่ คนนั้นคนนี้ฝากงานกันเยอะ เพราะว่า demand (อุปสงค์) มาก supply (อุปทาน) น้อยนั่นเอง

        สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หนึ่ง คำว่า efficiency หรือประสิทธิภาพ กำลังกระหึ่ม       เพราะวิกฤตเศรษฐกิจทุกคนที่เคย
ใช้เงินอย่างสบาย ๆ ก็คำนึงถึง efficiency (ประสิทธิภาพ)   เมื่อเน้น efficiency (ประสิทธิภาพ)   คนตกงานก็มีมากขึ้น  การจ้างงานมีน้อยลง    ฉะนั้นคนที่มีคุณภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีระบบการจ้างงานใหม่

        สอง มีการปรับโครงสร้างหนี้ หรือ  debt re-structuring    เมื่อมีการปรับโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้จะเข้าไปดูการ
ทำงานของแต่ละบริษัท    เพื่อให้บริษัทมีประสิทธิภาพฉะนั้นบริษัทก็ต้องตัดค่าใช้จ่าย      ส่วนหนึ่งก็คือค่าใช้จ่ายในการจ้างงานนั่นเองแม้กระทั่งรัฐบาลเองก็ยังใช้วิธีลดการจ้างงานด้วยการ early retirement (เกษียณก่อนกำหนด)   ซึ่งมันผิดจังหวะ ถ้า early retirement (เกษียณก่อนกำหนด) เกิดในช่วงเศรษฐกิจดี คนที่รัฐบาลสร้างมาตั้งนาน       บางคนเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลก็จะออกจากระบบราชการไปสู่ภาคเอกชน แต่วันนี้ออกจากระบบแล้วไปนั่งอยู่บ้านเฉย ๆ น่าเสียดายทรัพยากรที่เราสร้างมา

        สาม จะมีบางบริษัทที่ไม่สามารถไปสู่กระบวนการ    debt  re-structuring  (ปรับโครงสร้างหนี้)   ได้ ก็จะไปสู่
การล้มละลาย ตั้งแต่ต้นปีหน้าไปคนจะตกงานมากขึ้น ก็จะมาแย่งตลาดงานมากขึ้น ต้องสร้างงานใหม่      ถ้าเรายังคิดว่ากรอบการจ้างงานเป็นแบบปัจจุบัน แล้วยังไม่มีนวตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น  คนตกงานวันนี้ประมาณ 1.7  ล้านคน  คนที่ตกงานแฝงอีกประมาณ 1.2  ล้านคน ก็ประมาณ 2.9 ล้านคน แล้วท่านทั้งหลายที่จบการศึกษาอีกปีละ   2-3   แสนคนจะเข้าไปแข่งกันในตลาดงาน   วันนี้การบริโภคในประเทศก็ยังไม่ถูกกระตุ้น เพราะคนที่อยู่ต่างจังหวัดรายได้ไม่ดี แล้วคนส่วนใหญ่คือคนที่อยู่ต่างจังหวัด   เพราะฉะนั้น โอกาสในการจ้างงานแบบปกติ แก้ปัญหาแบบปกติ บริหารแบบปกติ มีปัญหาครับระบบการบริโภคในประเทศลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้น         เกิดความกลัวภาวะไม่มีสตางค์ใช้ในอนาคต   จึงไม่เกิดความต้องการที่จะใช้จ่ายมากนักแต่ถ้าเขามีความมั่นใจในอนาคต    การใช้จ่ายนี้ก็จะกลับคืนมา

        ผมจะเสนอวิธีการว่า     เราคงต้องสร้างงานใหม่     คือรัฐบาลจะต้องตั้งกองทุนร่วมทุน    คือ   venture capital
แต่กองทุนร่วมทุนของรัฐบาลจะไม่เข้มแข็งเท่ากองทุนของเอกชน   แต่รัฐบาลต้องเริ่มเพื่อให้เอกชนเกิดความมั่นใจ ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กองทุนร่วมทุนเกิดได้ แล้วให้มีทางออก      คือเขาสามารถขายเงินทุนของเขาได้ในตลาดหลักทรัพย์      วันนี้ก็เหมือนกับว่าเราได้เริ่มแล้ว    แต่ว่ายังไม่ไปถึงไหน    รัฐบาลต้องส่งเสริมเรื่อง   venture  capital (กองทุนร่วมทุน) ในอเมริกานั้นเรื่อง  venture capitalist หรือสาขาของกองทุนร่วมทุนมีมากกว่าสาขาของธนาคาร ฉะนั้นถ้าหากกองทุนร่วมทุนของประเทศไทยเกิดขึ้นน้อย โอกาสที่การจ้างงานของเด็กรุ่นใหม่ ๆ จะมีปัญหา

         ฉะนั้นต้องเน้นเรื่องการสร้างกองทุนร่วมทุนโดยด่วน       เพื่อให้ท่านทั้งหลายที่รวมตัวเป็นกลุ่มอย่างที่ผมพูดเมื่อ
สักครู่ได้เดินไปหา เป็นภาครัฐบ้าง เป็นของธนาคารบ้าง ซึ่งต่อไปธนาคารเองก็ต้องตั้งกองทุนร่วมทุน    เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถดูดเงินในตลาดได้เพียงพอ     เมื่อเกิดกองทุนร่วมทุนขึ้น    ก็จะให้โอกาสแก่เด็กที่จบใหม่หรือคนตกงานเกิดความคิดใหม่ในการทำธุรกิจได้

         ผมมีคนคนหนึ่งจบเกษตร เป็นคนที่ทำงานหลายที่ ทำงานแล้วบริษัทปิดบ้าง ตกงานบ้าง   สุดท้ายเขาก็ถามตัวเอง
ว่าเขามีความรู้อะไร    เขามีความรู้ด้านเกษตร   ก็คิดถึงเรื่องการใช้เทคโนโลยี    hydroponics  ปลูกผักไร้สารพิษคือปลูกผักในอากาศไม่ต้องลงดิน ใช้ระบบชลประทานหมุนเวียน     ใช้พันธุ์ผักที่ไม่ต้องปลูกลงดิน     เขามีที่ไร่กว่า ๆ วันนี้สามารถมีรายได้มากกว่าการทำงานหลายสิบเท่า ส่งผักให้โรงแรมซูเปอร์มาร์เก็ต วันนี้ใกล้เป็นเศรษฐีแล้ว ยังมีความคิดใหม่ๆ อีกหลายอย่างที่บางครั้งคนไทยคิดไม่ออก มีอีกคนหนึ่ง พ่อแม่ส่งไปเรียนหนังสือที่เมืองนอก    เขาเห็นพ่อแม่ของเขาทำมะขามแก้ว ห่อด้วยกระดาษแก้วเคลือบน้ำตาลเป็นเม็ด ๆ      พอโดนความร้อนหน่อยน้ำตาลก็ละลาย   เยิ้มไม่น่ากิน ครอบครัวก็พอมีฐานะบ้าง   แต่ก็ไม่รวยสักที   พอกลับจากเมืองนอก       เขาไปเห็นช็อคโกแลตท็อบเบลอร์โลนที่เป็นกล่องสามเหลี่ยมนะครับ         ทำไมท็อบเบอร์โลนถึงไม่ละลายง่ายนัก เขาก็ดูแล้วก็ไปปรึกษากับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่าทำอย่างไรถึงจะให้มะขามแก้วของเขาได้รับการเคลือบเหมือนกับช็อคโกแลต แล้วก็เปลี่ยนห่อใหม่ให้ทันสมัย ปรากฏว่าทดลองไปทดลองมา เขาก็สามารถเปลี่ยนมะขามแก้วเป็นเม็ดกลมๆ เคลือบสีเหมือนกับช็อคโกแลต แต่รสชาติเป็นมะขามแก้วเดิมของไทย        ห่อด้วยกระดาษฟอยด์อัดเลเซอร์      ผลสุดท้ายมะขามแก้วของเขาสามารถส่งขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตได้ และส่งออกได้ เดี๋ยวนี้ที่โรงแรมโอเรียนเต็ลมีมะขามแก้วให้ เพราะหลังจากกินเบรคฟาสต์ตอนเช้า กินไข่ดาว หมูแฮมแล้วมันเลี่ยน ตอนนี้เขาอายุ 28 แต่ร่ำรวยแล้ว

         ยังมีทางออก ทางคิดอีกเยอะ แต่ท่านต้องกล้าคิด แล้วเพื่อนฝูงที่มีความรู้ต่างกันต้องจับมารวมกัน    ตั้งเป็นบริษัท
เทียม เรียกว่าเป็น virtual company มาร่วมกันคิดร่วมกันทำ ใครมีคอมพิวเตอร์ก็มาดูอินเตอร์เน็ตหาความรู้ไปเรื่อย ไปดูไซท์ต่างๆ ทั่วโลก แล้วท่านจะได้ความรู้ขึ้นมาเอง และก็จะเกิดประกายความคิดว่าจะทำอะไร      ในอเมริกานะครับ การไปสมัครเป็นลูกจ้างนี่เป็นทางเลือกสุดท้ายนะครับ    เขาขอคิดก่อนว่ามีอะไรที่เป็นงานอดิเรกที่เขารักเป็นจิตวิญญาณจะมอบให้ ถ้ามีจิตวิญญาณที่จะมอบให้แล้ว     เขาจะไปหา venture capitalist (กองทุนร่วมทุน)      เพื่อเสนอไอเดีย venture capitalist (กองทุนร่วมทุน)   ก็จะกลั่นกรองไอเดียอีกที ถ้าเห็นว่าใช้ได้  venture  capitalist    (กองทุนร่วมทุน) ก็จะให้สตางค์ venture capitalist (กองทุนร่วมทุน)   ก็คือคนที่ลงสตางค์       แต่ท่านลงสมองลงแรงงาน ถือหุ้นกันคนละครึ่ง ถ้าธุรกิจดีก็แบ่งกำไรกัน ท่านเองก็ไม่ต้องเสี่ยงแลกเช็ค หรือกู้เงินเขาโดยเอาบ้านไปจำนอง

         อย่างสมัยผมยังไม่มี venture capitalist (กองทุนร่วมทุน) ต้องจำนำบ้าน จำนำรถ แลกเช็ค   ผ่านกระบวนการ
ทุกอย่าง      ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างทำให้สมองของเราจมอยู่กับเรื่องหมุนเงินเสีย 80 เปอร์เซ็นต  ์ เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะคิดเรื่องธุรกิจของตัวเอง      ซึ่งช้าไม่ทันการ   ไม่มีโอกาสเติบโต แต ่ venture   capitalist    เขามีสตางค์ ถ้าไอเดียท่านดี อยากขอขยายทุน ขยายบริษัท เขาก็ทำให้   ท่านก็จะได้สัดส่วนหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  นายบิลล์ เกทส์  ที่ทำ Microsoft ก็มาอย่างนี้ สตีฟ จ็อบบ์ ที่ทำ Apple ก็มาอย่างนี้ ไมเคิล เดล ที่ทำเดลคอมพิวเตอร์ ก็มาอย่างนี้ คนเหล่านี้มาอย่างนี้ทั้งนั้น เชื่อไหมว่า venture capitalist (กองทุนร่วมทุน) ที่ถือหุ้นใน Microsoft 5 หมื่นหุ้นสมัยก่อนโน้น ซึ่งมีราคาสัก 1 แสนเหรียญสหรัฐฯ   ถ้าเขาเก็บไว้แล้วเพิ่มทุนตามมาเรื่อยจนถึงวันนี้ วันนี้เขาสามารถขายได้ราคา  500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นมัน Win Win ครับ คนที่เอาสตางค์มาลงทุนก็ Win ท่านก็ Win

        แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีตรงนี้ มีแต่ความคิดแต่ไม่มีการทำ ผมจะทำ   ถ้าไม่ทำเด็กรุ่นใหม่เหนื่อย    แล้วเรารอ
ได้ไหม ยิ่งรอนาน moral (ความรู้สึกผิดชอบ) จะตกต่ำ ความรู้ที่เรียนมาเบื่อไม่อยากเรียนต่อ แล้วสังคมจะอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อทั้งประเทศต้องเสียภาษีอุดหนุนสถาบันการศึกษาให้ท่านทั้งหลายเรียนจนมาถึงขณะนี้ ต้องทำต่อเขาเรียกฆ่าควายอย่าเสียดายเกลือครับ ลงทุนมาเยอะขนาดนี้แล้ว ก็ต้องลงทุนต่อ รัฐบาลต้องเริ่ม เมื่อเริ่มแล้ว ธนาคารที่รัฐยึดมาต้องทำต่อ หลังจากนั้นเอกชนก็จะทำต่อไป     ระบบจะโตด้วยตัวของมันเองเป็นธรรมชาติ   ฉะนั้น venture capitalist (กองทุนร่วมทุน) ต้องเกิดขึ้นในเมืองไทย เพื่อให้ท่านทั้งหลายมีโอกาส ไม่ใช่ว่าจะไปเป็นลูกจ้างอย่างเดียว   เมื่อธุรกิจใหม่เกิดขึ้น การจ้างงานใหม่ก็จะเกิดขึ้น     เราไม่จำเป็นต้องรอการจ้างงานเก่า        ในอเมริกามีบริษัทใหม่ ๆ   เกิดขึ้นปีละล้านบริษัท โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า  5   คนต่อบริษัทเล็กๆ     ฉะนั้นการจ้างงานก็โตขึ้น     ในขณะที่บริษัทใหญ่กำลังลดคนเพราะเรื่อง efficiency (ประสิทธิภาพ) แต่ขณะเดียวกันคนที่ถูกลดนั้นก็จะคิดว่าตัวเองจะเป็นเถ้าแก่ได้อย่างไร ก็วิ่งหา venture capitalist (กองทุนร่วมทุน) ขายไอเดียของตัวเอง ร่ำรวยกันเป็นแถว

         มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งทำประมูลในอินเตอร์เน็ต เคยได้ยินไหมครับทำ เป็นเว็บไซท์ที่ใครมีของที่อยากประมูลก็เอาเข้า
ไปที่เว็บไซท์นี้ แล้วใครอยากซื้อก็ประมูลเอา     ปรากฏว่าแป๊บเดียว   ผู้หญิงคนนี้ร่ำรวยมาก   นี่คือถ้าใครมีความคิดใหม่ ๆ โอกาสที่จะร่ำรวยชั่วพริบตามีสูง

         มีเด็กคนไทยอายุ 16 ปี สอบเตรียมอุดมฯ ได้ที่ 1 ยังไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเลย   แต่ปรากฏว่าชอบเล่นอินเตอร์เน็ต
มีแก๊งอีก 4-5 คนเล่นอินเตอร์เน็ตเหมือนกัน   วันนี้จับกลุ่มกันกำลังเป็นเถ้าแก่    เป็น CEO ของบริษัทนะครับ ทั้ง 4-5 คนเขียนโปรแกรมที่เป็น shopping street เมื่อท่านเข้าไปในอินเตอร์เน็ต    เขาจะสมมติว่าเป็นตัวท่าน    ผู้ชายก็เลือกเป็นผู้ชาย ผู้หญิงก็เลือกเป็นผู้หญิง    อยากแต่งตัวออกจากบ้านอย่างไรมีให้เลือกเสร็จสรรพ   แล้วก็เดินไปตามถนน    อยากซื้ออะไรก็ซื้อ เป็นการซื้อจริง ๆ ผ่านระบบ e-commerce software ตัวนี้กำลังเจรจา คิดว่าจะขายให้ญี่ปุ่น    และกำลังจะขายให้แฮร์รอดส์ ถ้าขายให้ 2 แห่งนี้     เด็กกลุ่มนี้ที่บางคนอายุ 16 บางคนอายุ 18 รวมกันแล้ว 5 คนจะมีรายได้จากการขายระบบนี้ 300 กว่าล้านบาท   ยังไม่ทันเข้ามหาวิทยาลัยนะครับ พ่อยังต้องขับรถมาส่งอยู่เลย แม่ก็ไม่อยากให้เป็นเถ้าแก่ อยากให้เรียนหนังสือต่อ แต่ลูกบอกว่าผมอยากเป็น บิลล์ เกทส์ เมืองไทย ก็ไม่เรียน การศึกษาเป็นสิ่งที่ดี    แต่ต้องถามว่าเมื่อศึกษาแล้ว ชีวิตข้างหน้าคืออะไร ถ้าศึกษามาแล้วไม่รู้จะทำอะไรกับชีวิตที่เหลือ    บางทีไม่ได้ศึกษามากเท่าไร แต่มีทางเลือกที่ดี นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญ   นายบิลล์ เกทส์ นายสตีฟ จ๊อบบ์ น ายไมเคิล เดล   คือคนที่ดร็อปจากมหาวิทยาลัย แต่เขาเป็นคนมีความคิด ผมไม่ได้บอกให้ท่านดร็อป        แต่ไม่จำเป็นที่เราจะต้องจำกัดตัวเองว่าต้องมีประกาศนียบัตรเท่านั้น ถ้าเราจะไปเป็นลูกจ้างก็แน่นอน แต่ถ้าเรามีไอเดียจะประกอบบริษัท บางทีประกาศนียบัตรก็ไม่สำคัญ   ยกเว้นจะไปเป็น ส.ส. ต้องจบปริญญาตรี          ท่านจะต้องมีความคิด โดยท่านต้องพูดคุย ดู exhibition (นิทรรศการ) ต่าง ๆ ผมเองจบ criminal justice กระบวนการยุติธรรมทางอาญา     เรียนคอมพิวเตอร์มาแค่    6   หน่วยกิจ ไม่รู้เรื่องการสื่อสารเลย    แต่ผมเรียนรู้เพิ่มเติมจากการดู   exhibition (นิทรรศการ)    จากการพูดคุยกับคน    และมองเห็นช่องทาง ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ไขว่ค้าได้ ท่านเรียนหนังสือเหมือนเป็นวีซ่าเท่านั้นเอง สมมติเราเข้าไปในประเทศอเมริกา เข้าไปแล้วทุกคนมีภารกิจ ต่างคนต่างคิด ต่างจิตต่างใจ ไม่ใช่ว่าทุกคนได้วีซ่าแล้วจะต้องทำเหมือนกัน ก็เหมือนกันครับ  ท่านจบปริญญาอะไรมาก็แล้วแต่ ท่านต้องคิดว่าจะทำอะไรต่อไปที่จะทำให้ท่านอยู่รอด ทำให้มีประสบการณ์ มีความรู้ นั่นคือสิ่งที่ท่านต้องคิดต้องหา โลกข้างหน้ากำลังจะเปิดโอกาสใหม่ให้ท่าน แต่ท่านต้องช่วยเหลือตัวเอง   ทีนี้ถามว่าเมื่อเรียนจบแล้ว ความแตกต่างที่จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นต่างกันอย่างไร ก็ต่างกันที่พระ  3   องค์ที่ท่านต้องห้อยไว้   พระ 3 องค์นี่ออกฤทธิ์ไม่ต้องเท่ากัน    บางองค์ออกน้อย   บางองค์ออกได้มาก   พระองค์แรกคือ  I.Q. หรือ Intelligent Quotient ความสามารถทางเชาว์ปัญญา แต่ละคนมีไม่เท่ากัน แต่สามารถพัฒนาได้ด้วยการอ่าน การคุย การดู exhibition (นิทรรศการ) การเข้าอินเตอร์เน็ต หนังสือที่ท่านเรียนจบมา 80 เปอร์เซ็นต์    ล้าสมัยหมดแล้วครับ ในอเมริกามีหนังสือใหม่ๆ ออกทุกวินาที สิ่งที่เราเรียนนี่เป็นพื้นฐานให้ท่านคิดเป็น แต่ท่านต้องอ่านเพิ่ม ผมจบด็อกเตอร์ แต่วันนี้ยังอ่านหนังสืออยู่นะครับ ทำงานมาจนถึงขั้นนี้แล้วผมยังไม่เลิกอ่านหนังสือ ไม่เช่นนั้นผมล้าสมัยทันที โดยเฉพาะหนังสือฝรั่ง เชื่อไหมครับว่าที่ฮาร์เวิร์ด มีหลักสูตรหนึ่งให้สตางค์นักเรียนคนละ 25 เหรียญให้ซื้อหนังสือที่ราคาปก 25เหรียญ แล้วบอกว่าใครซื้อได้ถูกกว่าที่เหลือก็เก็บไป      ปรากฏว่าคนเข้าไปที่ amazon.com ราคาหนังสือ 20 เหรียญ บางคนก็ซื้อเลย เก็บไว้อีก 5 เหรียญ บางคนก็รู้ว่าหนังสือชื่ออะไร มีเอเยนต์ที่ไหนบ้างก็ไปที่เอเยนต์ เอเยนต์ลดเหลือ 10เหรียญ เพราะหนังสือนี้กำลังจะเอาออกจาก   shelf  (ชั้นโชว์สินค้า)    เพราะหนังสือใหม่ที่ออกมาเรื่อย ๆ   มาที่ shelf (ชั้นโชว์สินค้า) ก็จะแพงกว่า บางคนเข้าไปที่ thecheapest.com ปรากฏว่าเหลือ 5 เหรียญ คนที่ได้ 5 เหรียญนี่ภูมิใจมากว่าถูกที่สุดแล้ว พรุ่งนี้เข้าไปที่ห้องครูต้องให้รางวัลแน่นอน   ปรากฏว่ามีคนหนึ่งซื้อของราคา 25 เหรียญได้แค่ 3 เหรียญ เขาไปที่โรงพิมพ์เลยครับ โรงพิมพ์รับคืนมาจากเอเยนต์แล้วต้องทิ้ง ฉะนั้นขายแค่ 3 เหรียญ เห็นไหมครับวันนี้ท่านทั้งหลายต้องมี I.Q. พระองค์ที่ 2 คือ E.Q. หรือ Emotion Quotient คือท่านต้องมีความสามารถทางอารมณ์ที่จะทำงานร่วมกับเพื่อนมนุษย์ได้ ไม่ใช่ว่าท่านเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนไม่เอาใครเลย ขออยู่คนเดียวในโลก ถ้าจะอยู่คนเดียวในโลกและ I.Q. ดี ท่านไปเป็นนักวิจัย เอาตัวรอดได้ รวยได้เพราะท่านมีทรัพย์สินทางปัญญา แต่ถ้าท่านมีทั้ง I.Q. และ E.Q. ท่านเป็นนักบริหารได้ เพราะท่านทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ มี leadership (ภาวะผู้นำ) ได้     พระองค์ที่ 3 เป็นพระใหม่ ปลุกเสกมาล่าสุด เรียกว่า A.Q. หรือ Adversity Quotient ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ คือความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรค มนุษย์มีต่างกัน     บางครั้งท่านทั้งหลายจะปีนเขา    เดินไปถึงตีนเขาก็บอกเหนื่อย    แดดร้อน   ไม่สบาย พวกนี้เป็นพวกที่อนาคตน่าเป็นห่วง ภาษาอังกฤษเรียกว่า quitter นักเลิกเลย ทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง     อีกประเภทหนึ่งขอไปปีนภูเขาด้วย ไปได้นิดเดียว เห็นวิวดีก็กางเต้นท์นอนเลย ไม่พิชิตยอดเขาแล้ว พวกนี้เรียกว่า camper   อีกพวกหนึ่งไม่สนใจว่าภูเขาจะสูงเท่าไร แต่ต้องพิชิตยอดเขาให้ได้ ปีนจนถึงยอดเขา     แล้วยังสงสัยว่าทำไมภูเขาเตี้ยจัง มีสูง ๆ อีกไหมเนี่ย พวกนี้ก็จะปีนต่อ พวกนี้เรียกว่า climber เป็นนักปีนป่าย   ฉะนั้นท่านต้องคิดว่าดูว่า I.Q. ท่านเป็นอย่างไร      ท่านต้องสำรวจตัวเองว่าท่านมีปัญหาเรื่อง     Emotion    Quotient   ไหม   มีปัญหาเรื่อง Adversity Quotient ไหม ต้องวิเคราะห์ตัวเอง แล้วจะปรับปรุงตัวอย่างไร     ตรงนี้จะทำให้ท่านแตกต่างจากเพื่อน ถ้าท่านเป็นคนไม่สู้    มีปัญหาทางอารมณ์ ท่านเรียนเก่งสอบได้ที่ 1   ก็เอาตัวไม่รอด      ถึงจะเป็นนักวิจัย     แต่ก็อาจจะมีปัญหากับครอบครัว เพราะเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาเปรียบ เราต้องหาความพอดี ถ้าเป็นคน I.Q. สูงอย่างเดียวแล้วไม่สู้     สู้เป็นคน I.Q. สูงปานกลางแล้วเป็นคนสู้ดีกว่า หรือเป็นคนสู้แต่มีปัญหาเรื่องนิสัย สู้ไปเห็นแก่ตัวไป ก็ใช้ไม่ได้   ท่านต้องสำรวจตัวเองว่าท่านมีครบ 3 อย่างไหม ถ้าท่านมีครบ 3 อย่าง     แน่นอนว่าท่านเอาตัวรอดได้ ประเทศไทยมีทองเยอะ  คือมี golden opportunity มาก เพียงแต่ว่า 3 อย่าง ท่านต้องใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ศึกษาเพิ่มเติม แล้วท่านจะมีโอกาส    ขอให้ทุกท่านมีพระ 3 องค์ ไม่ต้องแย่งกันออกฤทธิ์   แต่ขอให้ออกฤทธิ์สม่ำเสมอทั้ง 3 องค์    ท่านจะเป็นผู้ที่ฟันฝ่าอุปสรรค หางานก็ได้ แต่การหางานการจ้างงานในประเทศไทยวันนี้ ยังอาศัย academic record (หลักฐานทางการศึกษา)เป็นหลัก เพราะยังไม่มีกลไกในการที่จะทดสอบ   I.Q.  E.Q. ของคนได้ดีเท่าที่ควร ก็เลยดู G.P.A. (เกรดเฉลี่ย) คนไหนได้ G.P.A. (เกรดเฉลี่ย) สูงก็ได้เปรียบ     แต่สุดท้ายคนที่ได้ G.P.A. (เกรดเฉลี่ย) สูงก็ไม่ใช่จะเป็นคำตอบของปัญหา เหมือนการเมืองไทยวันนี้ ใครเป็นคนดีก็นึกว่าเป็นคำตอบ แต่ดีอย่างเดียวไม่พอ     ในอนาคตข้างหน้าคงต้องมีกระบวนการในการสอนเด็กอย่างพวกท่านทั้งหลาย เพื่อให้เกิดประกายความคิด ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต EntrepreneurHow To (วิธีสู่การเป็นผู้ประกอบการ) จะเป็นยังไง พวกนี้ผมมีตำราไว้หมดแล้ว เดี๋ยวผมจะสอน พวกที่จบกฎหมายจะตั้งบริษัทเป็น consulting service (บริการให้คำปรึกษา) เอาเพื่อนที่จบทางบัญชีมารวมกัน    จะตั้งบริษัทนี้อย่างไร อันนี้มีตำราสอนให้ คนที่จบ home economic (การเรือน) หรือ child care (บริบาลเด็ก)    จากสถาบันราชภัฏจะตั้ง child care (บริบาลเด็ก) จะทำอย่างไร คนที่จบเกษตรจะทำ herb farm (ฟาร์มสมุนไพร)    ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของโลกนะครับ จะทำอย่างไร    คนที่เรียนบริหารจะทำ import export (การส่งออก-นำเข้า) อย่างไร ทุกอย่างมีตำราหมด วันนี้ผมและเพื่อนๆ ช่วยกันศึกษาหาคำตอบให้ประเทศไทย ให้สังคมไทย    หวังว่าท่านทั้งหลายกลับไปวิเคราะห์ตัวเองให้ดี ถามตัวเองว่าถนัดอะไร คิดว่าจะเอาดีทางไหนได้ แล้วทดลอง   ลองแล้วอย่าหวังว่าจะสำเร็จ    มันต้องมีการล้มเหลว ผมล้มมา 3 รอบ การล้มเหลวถือว่าเป็นครู เราต้องศึกษาว่าเราล้มเพราะอะไร   เอามาเป็นครูสำหรับอนาคตไม่มีใครที่ทำแล้ว สำเร็จในทันที ไม่มีหรอกครับ   ที่ท่านเห็นคนที่สำเร็จวันนี้ก็ล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น   ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตำนาน Banking คือคุณชิน โสภณพนิช ทุกคนผ่านความลำบากมาหมดท่านต้องอดทนต่อความล้มเหลวแล้วให้ความล้มเหลวเป็นครูที่ดีสำหรับอนาคต แล้วต้องกล้าตัดสินใจ กล้าคิด ที่สำคัญคือท่านต้องเป็นคนดี เสียสละเป็น ถ้าท่านเป็นคนเห็นแก่ตัวแล้ว ยิ่งเป็นคนเห็นแก่ตัวมากเท่าไร โอกาสยิ่งไม่ได้อะไรมากเท่านั้น คนยิ่งเสียสละมากเท่าไร   โอกาสจะได้มากเท่านั้น ท่านคิดและปรับปรุงตัวเองให้ดี ศึกษา อ่านหนังสือ พบปะผู้คน ดู exhibition (นิทรรศการ) ถึงแม้จะไม่เกี่ยวกับที่เรียนก็ไปดูเถอะครับ สักวันหนึ่งมันจะเกิดประกาย วันนี้ประกายความคิดยังไม่เกิด ก็ไปเป็นลูกจ้างก่อน เมื่อไรประกายความคิดเกิด ค่อยไปเป็นผู้ประกอบการ ขอให้โชคดีทุกคนนะครับ สวัสดีครับ