clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
Economy_Century.JPG (18228 bytes)


 
ปาฐกถาเรื่อง "สหัสวรรษเศรษฐกิจกับธุรกิจค้าปลีกไทย"

 
โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
  วันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 ณ โรงแรมเซ็นทรัล ลาดพร้าว

dot.gif (41 bytes)

         เรียนท่านรองประธานกลุ่มเซ็นทรัล   ท่านกรรมการผู้จัดการใหญ่เซ็นทรัลพัฒนา   ท่านผู้บริหาร  ท่านวิทยากร ท่านเจ้าของกิจการ และสื่อมวลชนที่เคารพรักทุกท่านผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญจากกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนามาบรรยายให้ท่านฟัง   ต้องขอชื่นชมทางฝ่ายบริหารของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาที่ได้เตรียมตัวโดยการติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้ที่ร่วมทำธุรกิจด้วยกันเพราะว่าโลกของหน้าจะมีคำขึ้นมาคำหนึ่ง   เรียกว่า KBE knowledge base economy  คือต่อไปจะเป็นเศรษฐกิจที่ต้องมีพื้นฐานของความรู้  เพราะฉะนั้นความรู้จะเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะทำให้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงการแข่งขัน

         KBE นั้นที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้ที่ต้องเรียนมาอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรอบรู้และรู้รอบ
พอสมควรท่านจะต้องอ่าน ต้องฟัง   ต้องไปหาความรู้จากการสัมมานาต่างๆให้มากผมเองนั้นตั้งตัวมาได้จากการได้พูดคุยกับผู้คนจากการอ่านหนังสือ ไปร่วมงานนิทรรศการ และฟังสัมมนาต่างๆ มาก   ผมขยันที่จะไปดูงานก็เลยได้ความรู้ใหม่ ๆมา ตลอดและได้เอาความรู้ใหม่เหล่านั้น   มาเชื่อมโยงกัน ซึ่งทำให้เกิดประกาย ความคิดใหม่ๆขึ้นมาได้ผมทำธุรกิจสารพัดอย่างเริ่มต้นกลับมาจากเมืองนอก ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ไปค้าผ้าไหม เพราะ ต้นตระกูล ทำผ้าไหมคือกลับไปหาของ เก่าก่อน  แต่เสร็จแล้วก็มอง ออกว่าอนาคตไม่มี ผมจึงเปลี่ยน ซึ่งก็กลับไปหาของเก่าอีกนั่นและ     คือที่บ้านมีโรงหนังซื้อ หนังมาเดินสายหนังผมก็ทำแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ดิ้นอยู่นาน ทำทุกอย่าง    ผลสุดท้ายก็มาทำสิ่งที่ใกล้ตัวอีก คือเรื่องคอมพิวเตอร์ ลองทำดูจนกระทั่งต่อมาพัฒนาไปสู่โทรคมนาคม   ทั้งที่ตัวเองเรียนมาทางด้านกระบวนการยุติธรรม ทางอาญาผมทำมาได้จนทุกวันนี้ ก็เกิดจากการที่พูดคุยไม่ปิดโอกาสตัวเองที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ใน area ของเราการที่กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาพยายามให้ท่านทั้งหลายได้รับความรู้ และเตรียมตัวสำหรับปี 2000 นั้น    ผมถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ท่านทั้งหลายก็ควรถือโอกาสนำความรู้ตรงนี้เอาไปคิดต่อ ไม่จำเป็นต้อง   เชื่อทั้งหมดท่านต้องคิดต่อว่าภายใต้สภาพแวดล้อม ของตัวท่านเองนั้น     สิ่งที่ได้ฟังไปจะเกิดประโยชน์กับตัวท่านสักแค่ไหนเสียดายให้เวลาผมแค่   45  นาที ความจริงเตรียมมาพูด 3 ชั่วโมง    เพราะเรื่องที่อยากให้ท่านรู้นั้นมันเยอะเหลือเกิน     เราเริ่มดูโลกข้างหน้ากันก่อนเขาพูดกันถึงคำว่า globaliteracy   ซึ่งประกอบด้วย 2 อย่างคือ global   คือภาษาอังกฤษ   กับอีกอย่างหนึ่งคือ informationechnology  วันนี้ประเทศไทยอาจจะเสียเปรียบในเรื่องภาษาอังกฤษ   เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร   ก็เลยภาษาไม่ดีนอกจากนี้เรื่องไอที เราก็ค่อนข้างช้าจึงเสียเปรียบไปอีกเรื่องด้วยโลกข้างหน้าจะเป็นโลกแห่งการที่ทุกคนจะต้อง operate  ภายใต้แสงสว่าง คือทุกอย่างจะถูกบังคับให้ transparent    ซึ่งจะทำให้คำว่า ความลับทางธุรกิจ เริ่มไม่มี   จะมีแต่คำว่า efficiency และคำว่าความเร็วโดยต่อไปโลกจะแข่งขันกันที่ความเร็ว

           ในปี 1980   เราแข่งขันกันที่คำว่า  quality   พอปี 1990 มัน upgrade มาที่เรื่อง process หรือกระบวนการ
ที่ทำให้เกิด efficiency นั่นเอง คือเรื่องของการ re-structuring และ re-engineering   พอมาที่ปี  2000 เราจะขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งคือ เรื่องของ speed หรือความเร็ว      เพราะฉะนั้นวันนี้   quality    ยังไม่ไปไหน  process   ยังไม่ได้ปรับปรุงแต่เขาบอกว่ามาแข่งกันที่ speed มันก็เข้าทำนองที่ว่าคนแข็งแรงมักจะจับคนพิการวิ่งมาราธอนตลอดเวลา และคนแข็งแรงก็จะชนะเรื่อยไป นี่คือโลกใหม่ที่เรารียกกันว่าเสรี  ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเสรีแบบไหน แต่ที่เห็นคือเป็นเสรีภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เป็นเสรีที่มี capitalism คือระบบทุนนิยมติดอยู่  ระบบทุนนิยมนั้นก็คือยิ่งโต    ยิ่งได้เปรียบ   แล้วภายใต้   ระบบทุนนิยมนั้นสิ่งที่อยู่ด้วยกัน เกื้อกูลกันนั้น     พร้อมที่จะกินกันเสมอ  ทุกคนจึงต้องอยู่ด้วยความเข้มแข็งของตัวเอง เพื่อที่จะไม่ถูกกินขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะเกื้อกูลกัน และกินกันไปด้วย   ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องของบริษัทยามที่ good time แน่นอน shareholder ได้ dividend การบริหารจัดการก็ perk สารพัดอย่าง ขณะเดียวกัน employeeได้โบนัส แต่ยามที่ bad time นั้นผู้ถือหุ้นบอกว่าการบริหารจัดการไม่ดี ต้องปลดผู้บริหารถ้าเป็นเจ้าของเองปลดตัวเองไม่ได้ ก็ปลดลูกจ้างที่ไม่ efficiency     เพราะฉะนั้นถ้าลูกจ้างอยากรอดก็ต้อง efficiency เห็นมั้ยครับว่าเกื้อกูลกัน แต่ก็พร้อมกัดกันตลอดเวลา มันเป็นธรรมชาติของระบบทุนนิยม     ถ้าคนที่ไม่ต้องการโดนกินก็ต้องเข้มแข็งพอหรือว่ากระจายความเสี่ยงเป็นยกตัวอย่างเรื่อง fast  capital  flow  อีกเรื่อง คือเงินที่ไหลเข้าออกประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ในอดีตเราปลื้มการที่เงินไหลเข้า แน่นอนครับเงินไหลเข้า ทำให้เศรษฐกิจเราดี     แต่เราลืมไปว่าเงินมันมีต้นทุน เงินเป็นการแสวงหากำไร มันพร้อมจะเกื้อกูลเราและพร้อมจะกินเรา ที่ผ่านมาเราเผลอมันจึงกินเราเงินเข้าไปสู่   speculativesector ด้านภาคเก็งกำไร ไม่เข้าภาคการผลิตที่แท้จริง ผลที่ได้ไม่พอกับต้นทุนของเงิน       เงินจึงมาเป็นอันตรายต่อระบบบริษัทข้ามชาติวันนี้เริ่มทำ mergence & exquisition ทำข้ามชาติมากขึ้นแล้วไม่ว่าจะเป็นไคร์สเลอร์   หรือเดมเลอร์ เบนซ์ มันมี 2 ประเภทคือ   ต้องใหญ่   หรือไม่ก็ต้อง diversify     ตอนที่ผมตั้งพรรคไทยรักไทยเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว   ผมถึงเรียกร้องให้หันกลับมาดู SME   วันนี้เราใหญ่ไม่ทันเขาหรอก เพราะระบบของเราไม่เอื้ออำนวยให้ใหญ่ แหล่งทุนของเราก็ไม่มากพอที่จะให้เราใหญ่ กฎหมายไทยก็ไม่อยากให้คนใหญ่      เราจึงไม่สามารถแข่งใหญ่กับคนอื่นได้เราไม่ทันเขาแล้วเราจึงต้องรบนอกแบบ เอาแบบสงครามเวียดกง     คือหันมาทำ SME ที่มีความคล่องตัวหลายอย่างอย่างที่คนใหญ ่ๆ ทำไม่ได้ เราต้องติดอาวุธให้ SME เข้มแข็งออกไปรบได้ผมคงไม่ลงรายละเอียดในเวลาที่จำกัดก่อนที่จะมองว่าจะไปข้างหน้าอย่างไร เราต้องมาถามกันว่าวันนี้เศรษฐกิจจริง ๆ เป็นอย่างไร   แน่นอนว่าตัวเลขมันเป็นบวกบวกขึ้นมาเล็กน้อยจากที่ลบลงไปมากมาย ก็เลยดูเหมือนหายใจได้มากขึ้น จริงแล้วเขาฝึกให้เราอดทนมานานแล้ว    ทีนี้พอหายใจได้บ้าง เราก็ดีใจกันใหญ่แต่ปัญหาในอาชีพของท่านนั้นคือ ตัว C consumer ครับ ด้านของ C หรือ consuming index ยังไม่ขึ้น ซึ่งน่าห่วงวันนี้ตัวเลขทั้งหลายที่บวก มันเป็นเหมือนอาการไข้ที่ลดลง   แต่ไม่ได้ลดลงด้วยธรรมชาติของการหายจากโรคแต่มันลดเพราะมีน้ำแข็งมาโปะอยู่   หมอเองก็ไม่ได้บอกให้ญาติคนไข้ฟังเป็นเพราะน้ำแข็งโปะ   ถ้าน้ำแข็งละลายแล้วจะเป็นยังไงต่อ ไม่มีใครบอกเลยที่ผ่านมาเราจึงเห็นการกระตุ้นโดยการกู้     การขยายภาครัฐแน่นอนมันทำให้ตัวเลขดูดี   แต่ปัญหาคือภาคประชาชนเองเผชิญปัญหาหลายอย่างที่ทำให้ไม่กล้าใช้เงิน    เพราะยังไม่ค่อยแน่ใจในโชคชะตาข้างหน้า ก็เลยเกิดอย่างที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า  fear grater than desire คือ กลัวมากกว่าอยาก ทำให้เกิดการสงวนการใช้เงิน ดอกเบี้ยฝากก็ลดทุกวัน คนไทยจำนวนไม่น้อยมีรายได้จากการออม กินดอกเบี้ยมาตลอด พออยู่ๆหล่นเร็ว ก็กลัว พวกภาคธุรกิจเมื่อก่อนก็โดนดอกเบี้ยเต็มที่เลย อยู่ๆก็ลดลงมา ดอกเบี้ยลงตอนนี้จึงช่วยได้เฉพาะในภาคธุรกิจ     แต่ขณะเดียวกัน NPL   ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ระบบธนาคารยังเดินไม่ค่อยได้ ถึงแม้จะมีการแต่งบัญชีปลายปีนี้ เพื่อให้   NPL  ดูดีขึ้น     แต่ข้อเท็จจริงแล้วแบงก์ก็ยังกลัวอยู่ดีเพราะตอนที่ลำบากมันจะตายกันทุกคนทุกคนจึงกลัวกันหมด      จึงเอาตัวรอดต่อไป   ถ้ายังคิดว่าจะทำประเทศให้เติบโตด้วยการสร้างหนี้ ไม่ยั่งยืนหรอกครับ เพราะเงินมีต้นทุน เราต้องให้ประเทศเติบโตด้วยการสร้างรายได้   นั่นล่ะครับกำลังซื้อจึงจะอยู่อย่างมั่นคง   การส่งเสริมการสร้างรายได้นั้น      ต้องเริ่มตั้งแต่รายได้บุคคล    รายได้ครอบครัวรายได้ชุมชน จนกระทั่งถึงรายได้ระดับจังหวัดและประเทศแน่นอนว่าถ้าคนหนึ่งคนมีรายได้ดีขึ้น   ทุกอย่างก็จะดีขึ้นหมดจุดหนึ่งที่พวกเราเข้าใจกันผิดๆอยู่คือการไปเพิ่มศักยภาพให้คนหรือธุรกิจระดับบน    จะเป็นคำตอบที่จะไหลลงมาสู่ระดับล่างนั้น เรากำลังคิดผิดเราไม่ได้กำลังเอาเทจากยอดเขาแต่เรากำลังรดน้ำต้นไม้ครับ ต้นไม้นี้ชื่อว่าต้นเศรษฐกิจประเทศไทย ถ้ารดตรงยอดต้นไม้ มันจะไม่ลงที่รากหรอก ต้องรดที่รากมันถึงจะขึ้นที่ยอด      เพราะวันนี้ฐานของประเทศคือกลุ่มคนใช้  แรงงาน เกษตรกร ธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลาง ซึ่งล้วนไม่แข็งแรงแต่เรากลับคิดว่าการทุ่มเงินไปช่วยแบงก์นั้น แบงก์จะกลับมาเนรมิตเศรษฐกิจทั้งหมดให้ฟื้นได้ แบงก์นั้นความจริงมีประโยชน์มากในยาม good time   แต่ยาม bad time แบงก์ก็เหนื่อยและอันตรายมาก เพราะฉะนั้นเรากำลังเข้าใจตรงนี้ผิด      สำคัญที่สุดคือเราต้องเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน   เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ ต้องเข้มแข็ง เพราะเศรษฐกิจไม่มีทางที่จะบูมได้ ถ้าธุรกิจอ่อนแอในอดีตประเทศไทยเราให้ภาคธุรกิจเป็นคนสร้างรายได้ แต่ภาครัฐเป็นคนเพิ่มหนี้ หนี้เราโตขึ้นตลอดเวลาจนจะติดเพดานหนี้ของต่างประเทศอยู่แล้ว     นั่นคือสิ่งที่เป็นปัญหาภาครัฐจึงต้องเข้ามามีส่วนในการเข้ามาสร้างรายได้    ต้องมากระตุ้นให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตได้ด้วยตัวเองวันนี้ภาคธุรกิจอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถทำเองโดยลำพังภาคธุรกิจจะไม่สามารถโดดเด่นเข้มแข็งเหมือนเมื่อก่อนได้ภาครัฐต้องเข้ามาจัดการในหลายเรื่องเดี๋ยว ผมจะเล่าให้ฟ้งว่าทำอย่างไรบ้าง เพราะแนวคิดมาจากความเข้าใจระบบคอมพิวเตอร์ธรรมดา ๆ นี่เองเวลาที่ผมทำอะไร ผมชอบหลับตาคิดถึงภาพ แล้วเราจะเข้าใจง่าย ตอนสมัยเด็ก ๆ ผมจะต้องอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบ ผมจะอ่านหนังสือด้วยการวาดรูปคืออ่านไปแล้วก็จินตนาการว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้    เวลาเข้าห้องสอบ อ่านข้อสอบปุ๊บ ผมก็จะวาดรูปก่อน หลังจากนั้นผมก็จะสามารถนั่งเขียนได้ถึง   3  ชั่วโมงเลย ท่านทั้งหลายที่มานั่งฟังวันนี้ก็ขอให้ผ่อนคลายนะครับ แล้วจินตนาการตามไป ท่านก็จะเห็นภาพและเข้าใจง่ายได้ขึ้น     ความเป็นจริงของประเทศไทยวันนี้เผอิญว่าผมเพิ่งกลับจากฮาร์วาร์ด ไปเจอคนที่เรียนหลักสูตร ANP ผมก็ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมคนที่ผลิตสินค้าของไทยเป็นของที่ตลาดโลกต้องการ เป็นของที่มีฝีมือดีพอ   มีคุณภาพดี      แต่ทำไมถึงขายได้เงินนิดเดียว และทำไมพวก young entrepreneur ทั้งหลายในอเมริกา ถึงได้รวยเร็วนัก   ผมขอสรุปว่าผมเชื่อว่า มีทฤษฎี one third คือทฤษฎีเศษ 1 ส่วน3 อยู่ ปรากฏว่าผู้บริหารคนไทยคนหนึ่งที่ไปอยู่ที่ฮาร์วาร์ดบอกว่า   มีแน่นอนเลยครับเพราะอาจารย์เพิ่งสอน    แต่อาจารย์    identify ได้แค่  two  third  อาจารย์ยังงงอยู่ว่าอีกอันหนึ่งนั้นคืออะไรผมก็เลยเล่าให้เขาฟังว่า ผมเป็นพวกเข้าใจในเรื่องของ  value chain สมมติว่าท่านเป็นคนผลิต เป็นคนทำจริง ขายจริงอย่างทุกวันนี้   ท่านจะได้ประมาณเศษ  1 ส่วน  3 ของแท่งราคาปรากฏว่าคนที่จะส่วนที่เหลือคือคนเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา        หรือ  intellectual  property รวมทั้งนักการตลาดเช่นโรงงานที่ผลิตจะได้เศษ 1 ส่วน 3    แต่นักออกแบบกับคนขายที่เป็นเจ้าของแบรนด์ จะได้อีกเศษ 1ส่วน 3   ส่วนอีก 1 ส่วน 3 ก็คือคนที่เอาสินค้าไปสร้างความคาดหวังของราคาในอนาคต เช่น เอาไปเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือสร้าง story ออก roadshow เพื่อให้คนแตกตื่นมาซื้อหุ้น หุ้นก็ขึ้น บางทีทะลุบ้อง 100 เปอร์เซ็นต์ เหมือนนายบิลล์เกทส์   ที่เอาคนมาทำงานแล้วตัวเองเป็นเจ้าของ intellectual  property คนทำงานให้เขาก็เป็นคนเอเซียเป็นส่วนใหญ่อย่างที่เขาเรียก  IC   ก็มาจากคำว่า Indian & Chinese เพราะเป็นคนทำงานให้บิลล์ เกทส์   พอขายของได้  เอาหุ้นเข้าตลาด สร้างความร่ำรวยได้ด้วยการสร้าง story พลิกฟื้นให้โลกทั้งโลกเชื่อตามแนวคิดคนรุ่นใหม่อย่างเขา   เพราะฉะนั้นนายบิลล์ เกทส์จึงได้เงินทั้งแท่ง เกิน 100 เปอร์เซ็นต์    ประเทศไทยวันนี้เราอยู่ในเศษ 1 ส่วน 3 ล่าง ถ้าเราสอบได้ A เราได้แค่เศษ 1 ส่วน 3 ถือว่ายังสอบตกอยู่นะนั่นคือศักยภาพการแข่งขันระหว่างประเทศต่อประเทศ   เราแพ้  เรามีภูมิปัญญาเดิม แต่เราไม่รักษาไว้ หดหายไป เราไม่มีจุดยืนเราต่อยอดภูมิปัญญาเก่าไม่เป็น เมื่อภูมิปัญญาถูกกระแทกลงมาให้อยู่ในเศษ1 ส่วน 3  ล่าง   เลยไม่ได้อยู่เศษ 1 ส่วน 3 ที่สอง แล้วเศษ 1 ส่วน 3 ที่สามเนี่ย ก็ยังอีกนานกว่าจะไปถึง   อย่าเพิ่งเอามาพูด ดังนั้นถ้าเราได้เศษ  2  ส่วน   3   ถือว่าเราเกินครึ่ง สอบผ่านแล้วศักยภาพการแข่งขันของเราจะไปได้    แต่วันนี้ปัญหาคือ marketing  กับ intellectual property   ของเราไม่มีการส่งเสริมทำวิจัยเพื่อพัฒนา ของเรานั้นอ่อนมากผมขอยกตัวอย่างสิงคโปร์   วันนี้เขาเชิญนักวิจัยจากทั่วโลกมาอยู่ในประเทศเขาใครอยากได้อะไรบอกมา เขาจะให้ ขอให้มาทำวิจัยในประเทศเขาเท่านั้น เมื่อวิจัยเสร็จก็เอาไปจ้างไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนิเซีย ผลิตให้เห็นมั้ยครับว่าเขาไม่ต้องออกแรง เขาก็ได้เศษ 1 ส่วน 3 แล้ว สิงคโปร์เขาสร้าง value เป็น   เขาก็จะได้ข้างบนอีกขณะที่พวกเราทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ได้แค่เศษ 1 ส่วน 3     นี่คือสิ่งที่แท่งราคา ของสินค้าและความร่ำรวยข้างหน้า มันจะถูกกำหนดมาอย่างนี้    ถ้าเรามองตามตรงนี้ไม่ทัน เราจะขยับไม่ทัน อย่างวันนี้ผมเป็นคนทำงานอย่างเดียว ผมก็ได้เศษ 1 ส่วน 3     แล้วถ้าหากว่าผมมีการตลาดที่ดี ผมจะได้อีกเศษ 1 ส่วน 3 ผมก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ ผมก็ได้ 100 เห็นมั้ยครับ   หรืออย่าง   Black  Canyon  ของคุณประวิทย์ วันนี้ได้เศษ 1 ส่วน 3 แต่ถ้าเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ และสร้าง story จนกระทั่งไม่แพ้   Starbuck  แล้วล่ะก็ Black Canyon ก็จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์    เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องค่อยๆปรับและขยับตัวเองแต่ท่านต้องรู้ครับว่าแท่งของราคา 100 เปอร์เซ็นต์นั้นมันเป็นอะไร ถ้าท่านไม่รู้ตรงนี้ ไม่เข้าใจตรงนี้ ท่านทำแทบตาย ก็แค่สอบผ่านได้ A เท่านั้น คือแพ้เขา   ทำไมวันนี้คนเหล่าเก่า พวกเศรษฐีเก่าถึงเหนื่อย เพราะปรับตัวเข้าไปอยู่ตรงแท่งราคาที่เต็ม 100  เนี่ยไปปรับบนพื้นฐานที่ไม่เข้าใจ ป รับบนพื้นฐานที่ขาดความเป็นมืออาชีพ จึงติดนิสัยเก่าๆ ท่านทั้งหลายกำลังอยู่ใน stage   ที่ผมกำลังอยู่มา ท่านค้าขาย ซื้อกับข้าวก็เอาเงินในเก๊ะ ลูกะไปโรงเรียนก็เอาเงินในเก๊ะ   ท่านอย่าลืมครับว่าเมื่อท่านจดทะเบียนบริษัทแล้วท่านใช้เงินบริษัทได้เพียง2 กรณีคือ  หนึ่ง. เงินเดือนของท่านเอง  สอง เงินปันผล   ถ้าบริษัทมีกำไร แต่ถ้าหากว่าท่านใช้เงินบริษัทในวินาทีแรก ไม่เป็นไรหรอกครับถ้าบริษัทยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ยังพอให้กรรมการยืมไปเรื่อยๆ ปิดบัญชีสิ้นปีอะไรอย่างนี้ได้      แต่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องดี หลายบริษัทในไทยที่เป็นมหาชนวันนี้ ยังคงเอาเงินในเก๊ะไปใช้ เอาไปซื้อรถเบนซ์ ซื้อแหวนเพชรให้เมีย   ผลสุดท้ายเงินมันใช้ผิดประเภท จึงพังกันเป็นแถว เพราะแยกกันไม่ออกเราต้องเริ่มหัดกันใหม่ต่อไปเราจะมีบริษัทข้ามชาติเรียงหน้าเขามาเป็นแถว บริษัทพวกนี้จะเก่งมากในเรื่องการอ่านงบดุล     อ่านปร้าดเดียวก็รู้ว่าท่านใช้เงินในเก๊ะหรือเปล่าถ้าเขาอ่านออกอย่างนี้ ต่อไปท่านจะกู้เงินยากขึ้น       เพราะการกู้เงินในอนาคต ระบบมันต้อง transparency ต้องมีความโปร่งใสสูงมากท่านเองต้องปรับในส่วนนี้   เพื่อจะเข้าไปสู่โลกแห่งการต่อสู้กันด้วยความตรงไปตรงมา ประเภทพวกขี้โกง ต่อไปจะเหนื่อยมันไม่มีใครโง่กว่าใคร      เพราะระบบบังคับให้เปิดหมดบรรดาลูกจ้าง มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย จะเป็นลักษณะของ knowledge worker มากขึ้น แล้วก็คนทำงาน full time จะลดน้อยลงไป จะหายไปทำงานที่บ้านกันเยอะ    อย่าง นายบิลล์ เกทส์มีคนทำงานให้ 20,000 กว่าคน    มีเพียง 2,000 กว่าคนเท่านั้นที่ full time ที่เหลือกระจายกันทำงานอยู่ทั่วโลกเพราะเขาทำงานกันผ่านอินเตอร์เน็ต    ถึงเวลาปีหนึ่งก็ส่งงานหนหนึ่ง โลกข้างหน้าทุกอย่างจะเป็น virtual ดูเหมือนจริง   แต่ไม่ใช่ของจริงสักอย่างออฟฟิศก็เป็น virtual   ศูนย์การค้าก็เป็น virtual   อีกหน่อยจะเป็น  virtual corporation   มีคนทำงานแค่ 4-5 คนก็สามารถมีโรงงานผลิตเองได้ โดยทีไม่ได้มีโรงงานจริง ๆ  หรือมีศูนย์การค้าเองได้         โดยที่ไม่มีเองนั่นคือโลกที่มีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมากอย่าเพิ่งตกใจครับ    เดี๋ยวผมจะหาทางออกให้ท่านและโลกข้างหน้าจะเป็นโลกที่เราเรียกว่า    digital  age  คือ คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องอินเตอร์เน็ต    ซึ่งเกิดจากคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก ผ่าน information superhighway ผ่านระบบใยแก้วหรือดาวเทียม ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างติดต่อกันได้หมดมันจะทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป    รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม     เปลี่ยนไปหมดวันนี้มีคนใช้อินเตอร์เน็ตถึงสิ้นปีนี้จะมีประมาณ 200 ล้านคน พอถึงสิ้นปี 2005 เชื่อว่าจะมีคนใช้ถึง 500 ล้านคน และภายในกลางปี 2001 เขาเชื่อว่าการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตจะมีประมาณ 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ      แต่แค่ปี 2003 เชื่อว่าจะขึ้นไปถึง 300 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐท่านอย่าไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีผลกับท่านนะครับ     โดยเฉพาะท่านที่มีอาชีพค้าขายโดยตรง ท่านจะมีทั้งวิกฤตและโอกาสพร้อมกันถ้าท่านมองสิ่งเหล่านี้โดยไม่สนใจ ท่านเสร็จแน่  ในอเมริกา เขาเรียกเด็กรุ่นใหม่อายุสัก 20 กว่าว่า เป็นอินเตอร์เน็ต เจนเนอเรชันจึงไม่สายเกินไปที่ท่านจะหันมาเรียนอินเตอร์เน็ต ถ้าผมเป็นรัฐบาล ผมจะจับอธิบดีทุกกรม     ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดมานั่งเรียนอินเตอร์เน็ต      ผมเองจัดโครงการสอนอินเตอร์เน็ตเด็กอายุ 10-15 ขวบ ใช้เวลาเพียง 9 ชั่วโมงเท่านั้นเอง เขาทำเวบเพจเป็นแล้วเพราะฉะนั้นคนระดับอธิบดีต้องเรียนได้    ถ้าไม่อย่างนั้นผมให้ลูกสอนให้ เราต้องไม่หนีสิ่งเหล่านี้ ไม่ยากเลยเดี๋ยวนี้มีคอมพิวเตอร์ที่กดตัว I ตัวเดียว  เชื่อมอินเตอร์เน็ตให้เลย ท่านมีหน้าที่เลือกว่าจะดูเวบอะไรเท่านั้น    ต่อไปคอมพิวเตอร์จะมีเครื่องรูดการ์ดในตัวเสร็จ อยากซื้ออะไร เลือกและก็รูดการ์ดได้เดี๋ยวนั้นเลย อีกหน่อยจะซื้อกางเกงที่เซ็นทรัล ก็นั่งซื้อที่บ้าน เซ็นทรัลมีหน้าที่ส่งไปให้ลองแล้วใส่ไม่ได้ ก็ส่งไปคืน มาดูร้านค้าของพวกท่านทั้งหลายบ้าง     เมื่อก่อนลองมองย้อนยุคปฏิวัติคอมพิวเตอร์กับยุคการปฏิวัติร้านค้ามีความเหมือนกันมาก       เมื่อก่อนร้านค้าเล็ก ๆ   อยู่ได้ตามลำพัง เหมือนเครื่องคิดเลขธรรมดา ๆ   อันหนึ่งหรือเหมือนคอมพิวเตอร์สมัยแรก อยู่โดด ๆ    ต่อมาคอมพิวเตอร์พัฒนาไปเป็นระบบเมนเฟรมขนาดใหญ่แล้วก็มีจอคอมพิวเตอร์ที่ลากสายไปหลายจอ ก็เปรียบเหมือนร้านค้าเริ่มมีสาขา    ตอนนี้เมื่อเป็นยุคอินเตอร์เน็ต ร้านค้ามันจะเปลี่ยนเหมือนกันอีกคืออยู่ตามลำพังตัวเอง แต่สามารถทำให้เล็กได้ ใหญ่ได้ คือห้องแถวเดียว         แต่จะสามารถขายของให้กับทั้งโลกได้ ในที่สุดก็คือ  e-commerce   อย่างที่เรารู้จัก  เราจะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการของร้านค้ากับระบบคอมพิวเตอร์นั้น จะเหมือนกันเลยครับมาดูพฤติกรรมการบริโภคของโลกบ้าง ก็จะเปลี่ยนไปมาก อัลวิน ทอฟเลอร์ เคยพูดไว้เมื่อ 20 ปีก่อนว่า ในยุคคลื่นลูกที่สาม คือยุคของ information age   หรือยุคไอทีนั้น  เขาบอกว่าสิ่งที่ตามมาหลังการใช้คอมพิวเตอร์คือคนเริ่มมองความล้มเหลวของยุคปฏิวัติ อุตสาหกรรมว่าทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายพลังงานธรรมชาติ ทำลายสุขภาพของมนุษย์ ทำลายศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมจนหมด ก็เลยมาเรียกร้องใหม่ในยุคที่สาม คือเรียกร้องหาสิ่งที่เป็นธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็น green world และการเมืองต่อไปก็จะเป็น green politic รวมทั้งโหยหาศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเดิมอัลวันพูดไว้เมื่อ   20  ปีก่อน  ผมมีโอกาสได้อ่าน และเป็นคนหัวอ่อน    จึงเชื่อง่าย ผมจึงตามเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด  จนเป็นว่าเวลานี้มันเป็นจริงแล้ว วันนี้ในยุโรป แม้กระทั่ง GMO เขาก็ไม่เอา GMO นั้นคือเทคโนโลยีทางชีวภาพ   ที่เจริญรวดเร็วมาก อเมริกาเป็นผู้นำในเทคโนโลยีนี้อเมริกาเป็นประเทศที่ทำงานด้วยยุทธศาสตร์มาโดยตลอด เริ่มต้นยุทธศาสตร์แรกของเขาคือเรื่อง   สิทธิมนุษยชน แรงงานเด็กและประชาธิปไตยซึ่งเป็นจุดเปิดทำให้ capitalism หรือการค้าเสรีในระบบทุนนิยม    บุกเข้ามาได้หลังจากนั้นอเมริกาก็ไปเล่นเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้ทุกคนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม     เพื่อให้โลกน่าอยู่         หลังจากนั้นมาก็เล่นเรื่อง intellectual property หรือทรัพย์สินทางปัญญา ทุกคนต้องจดสิทธิบัตร       ต้องป้องกันไม่ให้ใครละเมิดลิขสิทธิ์สารพัดจะทำ เสร็จแล้วอเมริกาก็ซุ่มเงียบทำ R&D ไปเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไอที ไบโอเทค เคมี อวกาศ ผลสุดท้ายเชื่อหรือไม่ครับว่าปี 2020   เขาจะสามารถทำ  mapping DNA   เอา DNA ของมนุษย์มาเรียงและเลือกผสมได้ อยากได้คนหน้าตาอย่างไร ทำได้หมดพอมาถึงเรื่อง GMO อเมริกาทำเรื่องตัดต่อพันธุกรรมมานานแล้ว แต่การตัดต่อในสายพันธุ์เดียวกัน ก็คงไม่น่าเป็นไร แต่หนักเข้าดันไปทำข้ามสายพันธุ์เขา   ไปเน้นเรื่องของการป้องกันแมลงกินพืช   ก็เลยเลือกเอาเชื้อบีที เป็นแบคทีเรียตัวหนึ่ง เอาเชื้อนี้ไปใส่ในฝ้ายบ้าง ข้าวโพดบ้างเพื่อที่เวลามันออกดอกออกผล แมลงกินแล้วจะตาย ทีนี้ปรากฏว่าที่อาฟริกา ผีเสื้อไปกินแล้วตาย อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ตกใจเลย    กลัวว่าถ้าเป็นคนจะเป็นอย่างไร จึงเกิดสัญญาณเตือนอเมริกาว่า สินค้า GMO ให้รอไว้ก่อน   ที่จริงแล้วเป็นการผสมผสานเรื่องความกลัว กับการต่อรองทางการค้าระหว่างกลุ่มยุโรปกับอเมริกา     แต่ประเทศเราต้องถือว่าเป็นโอกาสของเราด้วยถ้าเราฉลาดพอ แต่เราต้องระวัง อย่าฉลาดมากไป เดี๋ยวจะโดนเตะตกรถ เราจึงต้องดูให้พอเหมาะคือ ยุโรปกับญี่ปุ่นซึ่งตลาดเรายังไม่ใหญ่ ขณะที่ตลาดของเราในอเมริกายังไม่ใหญ่นัก เราจึงต้องรีบผลิตอาหารที่เป็น organic food เป็นอาหารไร้สารพิษปราศจากการตัดต่อพันธุกรรม เขียนมันไปเลยว่า non toxic หรือ GMO free ติดฉลากส่งขายยุโรปกับญี่ปุ่นเลย เพราะโลกวันนี้ผมบอกได้เลยว่าความกลัวมีราคา    อุตสาหกรรมความกลัวนั้นใหญ่มาก เหมือนเรากลัว Y2K ทำให้หมดเงินไปหลายสตางค์ ที่จริงแล้วไม่ต้องทำกันถึงขนาดนั้น เรากลัวมากเกินเหตุประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะทำ organic foodเรามีbiodiversity คือมีความหลากหลายทางชีวภาพอีกมาก เราต้องรีบทำ   แต่ขณะเดียวกันเราต้องให้เด็กรุ่นใหม่สถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยไปศึกษาเรื่องการตัดต่อพันธุกรรมควบคู่ไปด้วย เพราะเรื่องนี้ยังมีประโยชน์อยู่บ้างในแง่การเพิ่มผลผลิต เราเตรียมศึกษาไว้ก่อน เพราะถ้าหากพิสูจน์ได้ว่ามันไม่มีอันตราย  โลกลดความกลัวแล้ว เราก็หันมาผลิต GMO ได้เราจะไม่ตกรถและไม่ต้องไปด่าอเมริกา เราต้องสร้างความชัดเจนของสินค้าเราด้วยการติดฉลากว่า อันไหนเป็น GMO อันไหนเป็น GMO  free   เราจะได้เพิ่มราคาสินค้าของเราได้    ผักปลอดสารพิษกับผักธรรมดา     ราคามันต่างกันตั้งเยอะ เพราะที่ผ่านมาความกลัวมันสร้างราคาได้   วิธีการบริโภคของโลกที่เปลี่ยนไปอีกอันหนึ่งก็คือ   ความเป็นธรรมชาติ    ความละเมียด     เพราะคนทางตะวันตกนั้นอยู่กับเครื่องจักร   และคอมพิวเตอร์ทั้งวัน กลับบ้านทีเขาก็อยากจะได้ human  touch  จะกินข้าวก็อยากกินด้วยช้อนที่มีสัมผัสมนุษย์คือเป็นของที่มนุษย์ทำด้วยมือ ไม่ใช่เครื่องจักรทำ    หรือใช้จานเซรามิค    เขาก็อยากใช้จานศิลาดลที่ทำจากมือของคนสันกำแพง ที่ทำทีละชิ้น เป็นความรู้สึกละเมียดละไมที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เราผลิตได้ เราต้องรีบทำ รีบขายอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือวันนี้วิทยาการก้าวหน้า ต่อไปคนแก่จะมีเยอะเลย เพราะมีการสอนให้รักษาสุขภาพ    คนจะอายุยืนขึ้นยิ่งต่อไปมนุษย์จะมีอะไหล่อวัยวะไว้เปลี่ยนแทบทุกชิ้น ยกเว้นผิวหนังที่จะเปลี่ยนเฉพาะชิ้นได้ ไม่ต้องพูดถึง ยิ่งอยู่กันได้อีกนานดังนั้นต่อไปท่านจะต้องมีสินค้าคนแก่มากขึ้นวิธีการซื้อของคนก็จะเปลี่ยนไปมาก เพราะช่องทางการซื้อของเปลี่ยนหมด เมื่อก่อนในอเมริกามี mail order  เป็น analog style แต่ต่อไปนี้ e-commerce จะเป็น digital style    ผมขอยกตัวอย่างห้างแฮร์รอดที่ได้ปรับตัวเองแล้วเขา    มีร้านเดียวในโลกตั้งอยู่ที่อังกฤษ    ไม่ยอมเปิดสาขานายอัฟาแยต   เจ้าของแฮร์รอด   เขาเป็นคนสมัยใหม่มาก     แม้จะอายุ 60 กว่า ก็ตาม เขาไปเอาผู้เชี่ยวชาญทาง warehousing  และการขนส่งสินค้า   มาจากเยอรมันซึ่งเป็นประเทศที่มีความชำนาญใน เรื่องเหล่านี้มาก แล้วเขาก็ไปเอาผู้เชี่ยวชาญด้าน mail order มาจากอเมริกา แล้วไปซื้อบริษัทอินเตอร์เน็ตในอเมริกาเอาทั้งหมดมารวมกัน วันนี้เขากำลังจะเป็น cyber mall เป็นศูนย์การค้าแฮร์รอดในคอมพิวเตอร์คนที่อยู่ที่ไหนในโลกต่อไปจะ ช้อปปิ้งที่แฮร์รอดได้ ต่อไปเขาจะตั้ง warehouse หรือ hub ไว้ในจุดใหญ่ ๆ ทั่วโลก   สั่งซื้อใกล้ hub ไหน ก็ให้ hub นั้นส่ง    นั่นคือแนวที่เขากำลังปรับเปลี่ยนไปดู   Save Way   บ้าง เขาเชื่อมอินเตอร์เน็ตระหว่าง supplier    กับตัวเขา    เพื่อให้ supplier มองเห็นเลยว่าสินค้าใน Save Way เคลื่อนไหวอย่างไร ดังนั้น Save Way จึงไม่ต้องเก็บสต็อคสินค้าเลย   ไม่เหมือนการไฟฟ้าภูมิภาคของเรา เก็บสต็อค 125 ปี  Save Way เขาใช้ just in time   inventory ระบบที่ supplier ต้องรู้เองว่าถึงเวลาส่งสินค้าให้แล้ว supplier เองก็จะผลิตสินค้าตามความเคลื่อนไหวของ Save Wayจะเห็นว่าทุกอย่างเปิดเผยทั้งหมด   สะท้อนให้เห็นว่าต่อไปถ้าแน่จริง     ต้องแข่งกันที่สมอง   ไม่ใช่ความลับของข้อมูลแม้กระทั่งโค้กกำลังทดลองการกำหนดราคาขายในเครื่องขายโค้กแบบหยอดเหรียญ ให้ขายตามอุณหภูมิ คือถ้าอากาศร้อนมาก เครื่องก็จะขายแพงหน่อย หรือกางเกงลีวายส์ เขาให้ประชาชนช่วยออกแบบกางเกงให้ เหมือนกับที่ GE  ทำเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนโดยตั้งคอมพิวเตอร์แบบ touch screen   ทำเป็นเหมือนเกมให้ประชาชนไปเล่นเพื่อออกแบบสินค้าให้เขา เช่น ชอบตู้เย็นแบบไหน สีอะไร ข้อมูลจะถูกเก็บไว้    เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็ผลิตของตามข้อมูลนั้น ๆ มันก็ตรงตามความต้องการของประชาชนผลสุดท้าย ของก็ขายดี สต็อคก็ไม่เหลือ    การมีส่วนร่วมของลูกค้าจะเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จข้างหน้าตอนนี้ท่านเคลื่อนไหวไปในทางที่ถูกแล้ว ที่รวมทุกท่านมาให้เกิดความมีส่วนร่วมกับเซ็นทรัล พัฒนาใครมาบอกว่าจะทำคนเดียวไม่ต้องการใครมามีส่วนร่วม   เป็น  one  top-down  อย่างนี้เจ๊งครับการเมืองก็เจ๊ง ถ้าเป็น top - down    วันนี้การเมืองไทยกำลังหลงคิดว่าเป็นการเมืองระบบตัวแทน ข้าราชการบางคนไปคิดว่าผมได้รับการแต่งตั้ง ผมจึงมีอำนาจเต็มที่ที่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ใช่แล้วนะครับ ต่อไปนี้รัฐธรรมนูญใหม่ จะเป็นการบริหารแบบใหม่ เขาบังคับว่าทุกคนต้องมีส่วนร่วม  ถ้าเราหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมเมื่อนั้นการต่อต้านจะเกิดขึ้น ความสำเร็จไม่มีทางเกิดแม้กระทั่งการบริหาร  ลูกจ้างยังต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเราจะก้าวไปด้วยกันอย่างไร โอ้โอ จะเกิดพลังมากมายเลยครับ อย่างน้อยการที่เขาร่วมกำหนดนโยบาย เขาก็จะรักษานโยบายนั้น       เขาจะหวงแหน เหมือนกับรัฐบาลที่เขาตั้งขึ้นมา เขาก็จะหวงแหนแต่วันนี้รัฐบาลส่วนใหญ่ ประชาชนไม่ได้ตั้งครับเอาสตางค์มาตั้ง ดังนั้นความศรัทธากับความเป็นจริง จึงขัดกันไปหมดต่อไปนี้จะเกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้นตามรัฐธรรมนูญใหม่ถ้าเมื่อไหร่ที่ท่านยังคิดแบบเก่า คิดว่าจะบริหารแบบที่จะทำเอง เผด็จการ  ผมบอกได้ว่าเจ๊ง แต่ว่าบางอย่างยังต้องเป็นguided democracy คือเป็นประชาธิปไตยแบบชี้นำ เพราะว่าจุดอ่อนของสังคมไทยคือ ไม่ค่อยกล้าคิด กล้าแสดงออก เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องมีฝ่ายที่รู้จริง มาพูดให้ฟังเพื่อให้ประชาชนเห็นคล้อยตาม และไม่ขัดขวาง คงยังต้องนำวิธีนี้มาผสมผสานด้วย บางครั้งการที่ผมยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอีกโลกหนึ่งเนี่ย มัน extreme และประเทศไทยเราอยู่ตรงนี้เราก็ต้องหาความเป็นจริง หาความพอดี พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า   ความพอดีคืออะไร วันนี้ไม่มีทฤษฎีไหนที่สมบูรณ์และอยู่มายาวนาน เท่ากับทฤษฎีของพระพุทธเจ้า   นั่นคือ  ทฤษฎีแห่งความพอด ี ทุกอย่างต้องมีความพอดี ถ้าไม่พอดี จะอยู่ไม่ได้เหมือนร่างกายของท่านทั้งหลาย มีเชื้อโรคอยู่ในตัวท่านทุกคนถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเมื่อไหร่มีเชื้อโรคมากกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ตับไตไส้พุงจะเริ่มถูกกัดกร่อนเพราะเชื้อโรคทันที และถ้าเมื่อไหร่ที่ท่านบอกว่าจะเอาเชื้อโรคออกจากร่างการจาก 18 เหลือ 8 ท่านก็จะติดโรคง่าย ไม่มีภูมิคุ้มกันความพอดีเท่านั้นครับ   ที่เป็นทั้งศิลป์และศาสตร์ ท่านต้องมีข้อมูลความรู้ เพื่อให้รู้รอบและรอบรู้และใช้ศิลปะเพื่อไปทำให้เกิดจุดพอดี   ถ้าพบจุดพอดี ไม่มีใครที่จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตนี้ เรื่องความพอดีนั้นไม่มีใครสอนกันได้ เราต้องเอาศาสตร์และศิลป์มาพิจารณาเอง แล้วเราจะไปรอดต่อไปเรื่องของ global brandingจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอำนาจของการทำโฆษณาและการตลาดนั้น มันยิ่งใหญ่ ยิ่งได้เปรียบ ยิ่งโลกสามารถเชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด global branding จะยิ่งสำคัญมากขึ้น วันนี้กระทิงแดงโคลา ไม่มีทางขายสู้โคลาได้เพราะกระทิงแดงโคลาไม่ได้เป็น global branding พลังในการใส่โฆษณาเข้าไปได้ไม่เต็มที่ เรื่องโฆษณานี้ต่อไปมันจะไปได้หลากหลายมีที่ให้โฆษณามากขึ้น   จึงต้องใช้เงินมากขึ้นด้วยแนวโน้มอีกทางหนึ่งคือการ customize วิธีการที่ GE และ Levi's ทำก็คือการ customize   แต่เป็นในวงกว้าง เหมือนกับที่นายไมเคิล เดลล์   เจ้าของบริษัทเดลล ์ คอมพิวเตอร์  อายุ 36 ปี    ตอนนี้มีเงินอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท คนๆนี้เรียนหนังสือไม่จบ เรียนแพทย์ปี 2 แล้วดร็อป เพราะเกิดไปอ่านนิตยสารคอมพิวเตอร์เรื่องการอัพเกรดเครื่องพีซีก็ลองเล่นเอง   เดิมนี่บริษัทใหญ่อย่างไอบีเอ็มผลิตสินค้าแบบ top-down idea   คือผลิตของขายแบบนี้คุณจะซื้อหรือไม่ก็ตามใจ แต่ไมเคิล เดลล์ ตุ๊ยพุงไอบีเอ็มเลย โดยการบอกว่านายก.ไม่ชอบแบบนี้ ชอบแบบพิเศษ เดี๋ยวผมจะทำให้แล้วเขาก็เอาของของไอบีเอ็มมาต่อให้ใหม่ นายก.ก็ชอบ และนายไมเคิล เดลล์เป็นคนมีความรู้เรื่องกระบวนการขายตรงมาตั้งแต่อายุ 12 เพราะไปนั่งฟังการขายตรงมา เลยมีความฝังหัวในเรื่องการขายตรง เขาจึงเข้าใจว่า customize คืออะไรเขาได้ทำธุรกิจออกแบบคอมพิวเตอร์เพื่อการขายตรง ผลสุดท้ายเขาก็ร่ำรวยจากการขายแบบนี้ เขาไปสำรวจตลาดว่า ตลาดต้องการอะไรแล้วก็ออกแนวนั้น มากกว่า top-down idea นายเดลล์จึงเป็นผู้บุกเบิกริเริ่มอี-คอมเมิร์ซ วันนี้ไมเคิลเดลล์ขายคอมพิวเตอร์เฉพาะผ่านอี-คอมเมิร์ซ วันหนึ่งมีรายได้ประมาณ 600 ล้านบาทหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดเรื่อง Young Millionaire เขาบอกว่าThey are young, they are rich, they are hot, don't hate them, join them. นี่คือท่านหลีกเลี่ยงโลกเหล่านี้ไม่ได้ อย่าต่อต้านมัน บางครั้งหากเรายังไม่แน่ใจ    เราอย่าต่อต้าน    คนที่ไปเจอปุ๊บแล้วใช้อารมณ์ต่อต้านนั้น คนนั้นโง่ตั้งแต่วินาทีนั้น ถ้าเกิดใครมาพูดอะไรให้ฟัง    แล้วไปต่อต้านก่อน     ผมถือว่าโง่แล้วนะครับ ไม่ชอบก็ต้องฟังไว้ คิดแล้วค่อยๆดูว่าจริงหรือเปล่า    ความรู้ที่เรียนมา เรียนจบปุ๊บถือว่าล้าสมัยแล้ว ตำราบางเล่มเขียนเสร็จก็ล่าสมัยแล้วนะครับเพราะฉะนั้นเราต้องอ่านอยู่ตลอดเวลา ต้องฟัง ต้องรู้ตลอดเวลา ผมถึงบอกว่าคนจบด็อกเตอร์ แล้วไม่อ่านหนังสือ ก็ไม่ฉลาดไปกว่าคนจบปริญญาตรีที่อ่านหนังสือทุกวัน   ด็อกเตอร์บางคนยังภูมิใจในความเป็นด็อกเตอร์ แต่ไม่อ่านหนังสือเลย อันนี้เป็นสิ่งที่คนไทยต้องสร้างนิสัยใหม่ ไม่อ่านก็ต้องฟังเขา      หนังวิทยาศาสตร์ของฝรั่งที่มันโม้ให้เราดูนั้น วันนี้กลายเป็นจริงเกือบหมดแล้วนะพวกนี้มันโม้ด้วยจินตนาการ เพื่อให้มันเป็นหนังได้ คือเน่าหน่อย ๆ จึงจะดูสนุก สมมติเขามี vision ประมาณ 5 หนังก็สร้างสัก 8 แล้วไป ๆ มา ๆ  ความพยายามของคนก็ไปถึง   8  จนได้ ซึ่งเป็นเรื่องนาแปลกนายไมเคิล มิวเกน เป็นราชา  junk  bond   ที่ไปติดคุกมา         เขาติดคุกก็มีเวลาอ่านหนังสือเยอะ เพราะเขาเป็นคนหัวไบรท์มาก แต่ไม่ค่อยมีคุณธรรมเขาก็มาบอกว่ายุคที่โลกรุ่งเรืองด้วยความรู้ทางฟิสิกส์    เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 และกำลังจะมาจบที่ต้นศตวรรษที่ 20 หรือปี 2000 โดยประมาณต่อไปนี้โลกจะสร้างความรุ่งเรืองบนความรู้ด้านไบโอเทคโนโลยี กับเคมิสทรีผมได้เคยพบด็อกเตอร์ทางฟิสิกส์จากอเมริกาคนหนึ่งผมถามเขาว่าจริงมั้ยแบบที่มิเกนว่า อาจารย์คนนี้บอกว่าวันนี้ฟิสิกส์มีทฤษฎีที่ไปไกลมากเลย    จนไม่สามารถสร้างแล็ปขึ้นมาทดลองทฤษฎีนี้ได้อีกแล้ว      เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีอะไรท้าทายอีกต่อไป       เขาก็เลยจะไปสร้างทฤษฎีใหม่ทางด้านเคมีกับไบโอเทคโนโลยีต่อไปข้างหน้าก็ประมาณปี 2010 ตัวไอซีของคอมพิวเตอร์ที่ทำด้วยซิลิคอนต่อไปจะทำด้วยโมเลกุลเพื่อจะได้ฉีดเข้าไปในตัวมนุษย์ได้ คนที่ความรู้น้อยจะได้รับการเติมความรู้ให้ด้วยวิธีนี้ เป็นเรื่องที่ดูเหมือนไร้สาระ แต่มันกำลังจะเป็นจริงสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือประเทศไทยของเราไม่มี innovation ใหม่ ๆ ด็อกเตอร์ปีเตอร์ ดรัคเกอร์   เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องธนาคาร เขาเป็นคนที่เก่งเกี่ยวกับเรื่องของการบริหาร อายุมากแล้วแต่ยังมีข้อมูลทันสมัยมาก เขาเขียน Innovation or Die ท่านจะสร้างนวัตกรรมใหม่หรือว่าจะตาย เขาพูดถึงธนาคารว่า ในอเมริกาวันนี้มีธนาคารที่เป็นนวัตกรรมใหม่เพราะของเก่านั้นมันกลายเป็น commodity คือเริ่มไม่มี margin พอไม่มีปั๊บจะเกิดความเสี่ยงสูง  ซึ่งทำให้ธนาคารล้มได้เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างนวัตกรรมใหม ่ๆ    เพื่อสร้างกำไรจากนวัตกรรมใหม่นั้นได้ นวัตกรรมเก่าที่จบลง ก็เหมือนกับ S curve S ตัวแรกมันหมดแล้ว จึงต้องสร้าง S ตัวใหม่มาคล้องต่อ เพื่อให้สร้างเงินขึ้นมาได้เรื่อย ๆ   จึงจะอยู่ได้ดังนั้นท่านจึงต้องปรับเปลี่ยนตามให้ทันเรื่องของการเงินนั้น ต่อไปข้างหน้าธนาคารจะมีคู่แข่งที่เรียกว่า virtual bank เป็นทางเลือกใหม่ของระบบธนาคาร      โดยเฉพาะประเทศไทยวันนี้ที่แบงก์กำลังเป๋อยู่นี้ ซึ่งเศรษฐกิจรอให้แบงก์หายเป๋ไม่ได้แล้ว เศรษฐกิจต้องเดินต่อคนต้องการใช้เงินกับคนที่เงินเหลือที่เข้าสู่ระบบแบงก์ปัจจุบันอย่างไม่คล่องตัวนั้นพวกเขาจะมีทางเลือกใหม่ต่อไปคนที่มีสตางค์เหลือก็จะเอาไปซื้อ bond คนเริ่มมองหา bond ของบริษัทที่น่าเชื่อถือ กับ bond ของรัฐบาล ถ้าหากว่าซื้อเมื่อไหร่ ขายเมื่อไหร่ก็ได้    ไม่ต้องรอ 3 ปี 5 ปี แล้วได้อัตราดอกเบี้ยดีกว่าเอาเงินไปฝากธนาคาร คนจะกลับมาซื้อ bond ซึ่งต่อไปการซื้อขาย bond จะผ่านระบบ virtual bank และแบงก์เองถ้าไม่ปรับตัว ไม่มี virtual bank อยู่ด้วย ก็สู้บริษัทเล็กๆที่ทำ virtual bank ไม่ได้ ผมต้องการใช้สตางค์ ผมเป็นผู้ส่งออก ต่อไป L/C ก็มีที่แพ็คผ่าน virtual bank เพราะต่อไปไม่ต้องการใช้ licenseอะไรเลย   virtual   bank นี้ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศตะวันตกหลายประเทศ โดยทำงานด้วยซอฟท์แวร์เด็กรุ่นใหม่ตอนนี้สร้างซอฟท์แวร์กันเก่งมาก   แถวแฟร์แฟกซ์ เวอร์จิเนีย สองข้างทางจากแอร์พอร์ตไปเนี่ย จะมีบริษัทไอทีเต็มไปหมดเด็กไฮสกูลแถวนั้น เงินเดือนสูงกว่าพ่อทั้งนั้น เพราะว่าเลิกเรียนมานั่งรับจ้างเขียนซอฟท์แวร์      เพราะฉะนั้นซอฟท์แวร์ใหม่ ๆ จึงเกิดขึ้นเยอะมาก ด้วยพลังความคิดของเด็กรุ่นใหม่ความคิดเก่าที่พวกเราเคยเรียนและได้รับอิทธิพลกันมานั้น   เป็นอิทธิพลที่มาจากนักปราชญ์รุ่นโสเครติส อริสโตเติล เพลโต เป็นความคิดที่มองว่าโลกนี้นิ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีความเชื่อมโยง   แต่แท้จริงแล้วโลกปัจจุบันเป็นโลกที่มีความเชื่อมโยงยุ่งเหยิง แล้วก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพราะฉะนั้นต้องใช้ทฤษฎีใหม่ตามแนวคิดของด็อกเตอร์เดอ โบโน ซึ่งเขาพูดถึง  lateral   thinking      หรือการคิดนอกกรอบ ถ้าคิดอยู่ในกรอบเดิม  paradigm   เดิม มันจะจบเพราะข้อสมมติฐานได้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อเปลี่ยนไปแล้วยังมาใช้ทฤษฎีเก่า แนวคิดเก่า มันจึงพัง วันนี้บรรดาคนรุ่นเก่าที่ไม่เปลี่ยนความคิด จึงตกรุ่น คนรุ่นเก่านี้ไม่ได้ดูกันที่อายุนะครับ คนอายุน้อย ๆ ก็เป็นคนรุ่นเก่าได้  ถ้ายังไม่เปลี่ยนแนวคิดและคนอายุมากก็ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นเก่า อาจเป็นรุ่นใหม่ก็ได้ ถ้าเปลี่ยนแนวคิดได้ วันนี้รัฐบาล บริษัท หรือใครก็แล้วแต่ ถ้าเปลี่ยนแนวคิดไม่ได้  ก็จะตกรุ่น เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแนวคิด จึงเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องคิดนอกกรอบ ต้องคิดใหม่    ผมกลับมาที่การค้าปลีกเป็นการค้าที่เกิดในญี่ปุ่นเมื่อศตวรรษที่ 17  ตอนหลังมาก็ไปรับอิทธิพลจากเยอรมัน  ซึ่งเยอรมันเขามีแนวคิดทำการค้าปลีกขึ้นมาจาก 3 K  คือต้องการให้แม่บ้านเยอรมันพ้นจาก 3  K  ผมจำตัวขยายไม่ได้ แต่ที่ทราบคือต้องการให้แม่บ้านหลุดจากการทำครับ เลี้ยงลูก ทำงานบ้าน หันออกมาช้อปปิ้งนอกบ้านบ้าง  หลังจากนั้นวิวัฒนาการของศูนย์การค้าไปเร็วมาก โดยเฉพาะ 50  ปีหลังที่สร้างศูนย์การค้ากันใหญ่โต ตอนหลังกลายเป็นประเภทที่ว่า The bigger is the  better. แต่เมื่อวอลล์มาร์ทเกิดขึ้น ไอทีถูกนำมาใช้ ทุกอย่างเลยเน้นคำว่า  efficiency    วอลล์มาร์ทลดค่าใช้จ่ายลงได้เศษ1 ส่วน 3 วอลล์มาร์ทดั้มพ์ราคาลง เขาไม่ได้ดูการขายสินค้าเป็นเพียงแค่การขายเท่านั้น   แต่เขามองเป็น merchandize moving  คือเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าและติดตามการเคลื่อนย้ายสินค้า เหมือนที่ผมเล่าเรื่อง Save Way ที่เป็น just  in time inventory เป็นการลดต้นทุนทุกอย่างลงมาลดความหรูหราของการเป็นศูนย์การค้าลง ซึ่งวอลล์มาร์ทก็เปลี่ยนหมด ทำให้ศูนย์การค้าใหญ่ๆเริ่มขาดทุน เพราะถูกแย่งลูกค้า เริ่มรู้สึกไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป นั่นคือต้องเริ่มหาความพอดี ที่ผมพูดอย่างนี้   ไม่จำเป็นต้องเห็นผลทันทีแต่มันเป็นแนวโน้มที่จะไปสู่จุดนั้น   ประเทศไทยของเราคงต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น เพราะไอทีของเราช้ากว่าเขาเรื่องของวิถีชีวิตของคนที่จะได้รับผลจากไอที ก็ยังช้า   เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของเรา ก็ยังช้ากว่าเขา S ของเรายังไม่หล่น เรายังมีเวลา    ตอนนี้อยู่ที่หัว ๆ แล้ว แต่ถ้าเรายังไม่ปรับตัว เราก็เสร็จ การที่มีไอทีเกิดขึ้นก็เริ่มเป็นเรื่องของอี-คอมเมิร์ซที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการค้าของท่านมากขึ้น และขณะนี้อเมริกากำลังผลักดันให้การค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ตเป็น free  trade  zone  รู้สึกจะมี agenda ใน WTO วันนี้ด้วย    ถ้าตรงนี้ผ่าน แน่นอนครับนั่นหมายถึงคู่แข่งที่จะตามเข้ามามากขึ้น เพราะคนไทยสามารถซื้อของข้ามชาติได้ เพราะฉะนั้นราคามันจะ cut  กันอุตลุด  ดังนั้น  efficiency   จึงเป็นหัวใจขอให้ท่านท่องเป็นคาถาไว้เลยว่า speed, efficiency, quality  ท่านต้องปรับทั้ง 3 ตัวนี้ให้ดีครับ  ถ้าไม่ปรับก็เสร็จเรื่องของ  design  อย่างที่ผมพูดเรื่อง Levi's กับ GE ท่านต้องคิดว่าจะออกแบบอย่างไร สินค้าของท่านจึงจะขายได้ ท่านต้องถามผู้บริโภค อย่าฝันเอง คิดเอง แล้วทำ แต่ต้องฝันเอง คิดเอง แล้วถามผู้บริโภค ให้ครบวงจร    ท่านต้องไม่คิดครึ่งเดียว  ต้องไม่คิดเพียงมิติเดียววันนี้โลกซับซ้อนมากขึ้น เกินกว่าที่คำตอบเพียงมิติเดียวจะตอบได้   ท่านอย่าทำตัวเป็นรถม้าลำปางที่ใส่แว่นแล้วไม่เห็นอะไรข้างทางเลย เห็นแต่ทางตรงที่เขาให้ไปเท่านั้น ท่านต้องคิดให้ครบวงจร คิดมากกว่าหนึ่งมิติ ถ้าคิดแบบมิติเดียวการตัดสินใจของท่านจะไม่ถูกต้อง ท่านจะแพ้เลย  ถึงแม้ว่าประเทศไทยวันนี้จะไม่ซับซ้อนเท่าโลกข้างหน้า  แต่ก็เริ่มแล้วเพราะฉะนั้นคิดมิติเดียวไม่พอแล้ว การค้าขายในโลกข้างหน้า ศูนย์การค้าต้องปรับตัวเองให้เป็นที่ที่สนุกสนานมากขึ้น ศูนย์การค้าจะเปลี่ยนไปเยอะ จะมีสินค้าทางลึก ร้านค้าประเภทเฉพาะอย่างจะเกิดมากขึ้น แล้วความหลากหลายในการเลือกจะมากขึ้น ยกตัวอย่าง Borders ร้านหนังสือ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ดี 2 อย่างคือ อย่างแรกเอาความสนุกเข้าไปใส่และเอาความลึกของร้านประเภทเฉพาะอย่างเข้าไปใส่ ห้างแฮร์รอดส์ก็เป็นอีกตัวอย่างที่เอาความต้องการของผู้บริโภคใส่เข้าไป คือมีร้านอาหารทุกฟลอร์ บางฟลอร์มีร้านอาหาร 2 ร้าน   คือคนไปในศูนย์การค้ามี  mood   แห่งการพักผ่อนคือ กินกับซื้อ   เพราะฉะนั้นที่กินต้องสะดวก หลากหลาย  วันนี้กินอาหารญี่ปุ่น ถ้าเบื่อพรุ่งนี้ก็ไปกินร้านอิตาลี  ในขณะเดียวกัน selection ของร้านแต่แห่งจะลึกขึ้น ใครได้เห็นร้าน Borders ที่สิงคโปร์ จะเห็นคาเฟ่ ที่ฟังซีดีอยู่ในนั้นพอพูดถึงเรื่องนี้ก็นึกถึง amazon.com คนที่เป็นเจ้าของก็มีพื้นฐานมาจากเป็น hedge fund คนหนึ่งเสร็จแล้วก็ผันตัวเองมาขายซีดีกับหนังสือ ทำเวบไซท์ชื่อ amazon.com แต่วันนี้เจอเวบไซท์อันหนึ่งมาตีแล้วครับ เรียกว่าThe cheapest  คือถ้าท่านอยากซื้อหนังสือ ท่านก็ใส่คำว่า book แล้วเข้าไปที่  The heapest  บอกชื่อหนังสืออีกที amazon.com ขาย 30 เหรียญ The cheapest ไปหาซื้อมาได้ เล่มเดียวกันนี่แหละ เอามาขายแค่ 5 เหรียญต่อไปนี้คำว่า price cutting   มันจะมาทุกรูปแบบ   เพราะฉะนั้นต้องเน้น efficiency และพยายาม customize ให้มากที่สุด

            ผมขออนุญาตจบเพียงเท่านี้ ขอขอบคุณครับคำถาม:   ในภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ท่านพูดถึงตัว C  อยากทราบว่าในฐานะผู้ประกอบการต้องทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะกระตุ้นกำลังซื้อของตัว C หรือ consumer ได้

           ดร.ทักษิณ:     ตัว C    ไม่สามารถมองเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งได้ คงต้องมองทั้งระบบของประเทศ ในเรื่องของผู้ขาย ก็คงมองมิติของผู้ขายเป็นมิติเดียวคงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด   คือ ถ้ามองมิติเดียวก็คือการลด แลก แจก แถม   เพื่อกระตุ้นให้คนเกิดความอยากมากกว่าความกลัว    ซึ่งความอยากจะมากกว่าความกลัวได้นั้น ต้องมองทั้งระบบ

            สมมติว่าคนที่รีไทร์ หรือเกษียณ เอาเงินไปฝากแบงก์ไว้ วันนี้ดอกเบี้ยมันเหลือแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ลำพังสตางค์ใช้
เองก็ยังไม่พอแล้ว ลูกหลานตกงาน มาขอใช้ด้วยอีก ก็จะทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นจึงต้องมองครบวงจรในฐานะผู้บริหารประเทศต้องมองแบบนี้ ต้องมองว่าจะกระตุ้นตัว C ตัวนี้อย่างไร และอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง     นั่นคือต้องส่งเสริมให้เกิดการร้างรายได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ระดับล่างที่ไม่เข้มแข็ง การใช้จ่ายนั้นมันเริ่มมาจากระดับล่างครับการที่วันนี้ทำให้เศรษฐีรวยขึ้น ตัว C ก็ไม่ได้กระตุ้นขึ้น เราต้องทำให้คนจนมีกำลังดีขึ้น แล้วตัว  C  ถึงจะขึ้นวันนี้เรากำลังทุ่มทุกอย่างเพื่อให้เศรษฐีรอดตายอย่างเดียวไม่พอหรอกครับ ผมเองไม่ได้รังเกียจว่าเศรษฐีรอดตายไม่ได้นะ ต้องรอดตัวด้วยและขณะเดียวกัน    ต้องหันกลับมาดูว่าคนระดับล่าง จะทำให้เกิดความเข้มแข็งได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร ธุรกิจ SME ทั้งหลาย    ผมเห็นว่า SME จะเป็นตัวหลักได้   เราจึงต้องทำให้ SME เข้มแข็งเราจะต้องติดอาวุธให้ SME ในหลายอย่างเรื่องของเงินแน่นอน แต่เงินไม่ใช่เรื่องเบื้องต้น   เงินต้องมาทีหลัง   ไอเดียต้องมาก่อน วันนี้รัฐบาลจะต้องสร้าง venture   cap ในอเมริกานั้น venture capitalist นั้นมีทุก ๆ 36 ไมล์มากกว่าสาขาแบงก์อีก เพราะว่าระยะหลังเนี่ย    หนึ่ง. อเมริกามีเงินเหลือเยอะมาก    สอง. คนของเขามีไอเดียพรั่งพรูเหลือเกิน    สมัยก่อนนั้นคนที่มีไอเดียไม่ค่อยรุ่งคนอย่าง   บิลล์ เกตส์  มีไอเดียประหลาด ๆ นั้น ถูกเรียกว่า juvenile delinquent เด็กเกเรที่คิดแผลง ๆ     แต่วันนี้พวกนี้เป็นมหาเศรษฐีหมด   เพราะตอนนี้ใครมีไอเดีย   เงินจะวิ่งไปหา   ของเราเนี่ยยังเป็นแบบมีไอเดีย แต่ต้องวิ่งหาเงิน เริ่มต้นต้องแลกเช็ค คนมีไอเดียมักจะติดคุกก่อนเพราะฉะนั้นต้องทำให้ venture cap
เกิดขึ้นในประเทศไทย      รัฐบาลต้องเริ่มต้นก่อนแล้วธนาคารจะตามมา จากนั้นคนมีสตางค์จะตั้งกองทุนต่าง ๆ ขึ้นเองวันนี้กองทุนต่าง ๆ เกิดขึ้นในอเมริกาเยอะแยะ ผมไปเจอฝรั่งที่นู่น มันมาชวนผมลงทุนเต็มไปหมด     แล้วจะขายไปเป็น venture capitalist   ให้กับบรรดาผู้ที่มีไอเดียจะค้าขาย     ต่อไปนี้คนมีไอเดียคุณไม่ต้องมีเงินหรอกครับ   คุณได้หุ้นครึ่งหนึ่ง    แล้วอีกคนจะมาออกสตางค์ให้คุณบรรดา SME ทั้งหลาย       เราต้องพยายามติดอาวุธให้เขาถ้าเขายังไม่มีไอเดีย ก็ต้องเข้าไปฝึกอบรมให้เขา   ทั้งเรื่องการบริหาร การจัดการ การออกแบบ เทคโนโลยี เพื่อให้เขาอัพเกรดตัวเขาได้ให้คนเหล่านี้มีกำลัง    โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนตกงานหรือคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ผมพูดถึงเนี่ย ก็คือคนซึ่งมีไอเดียแต่ว่าไม่กล้าเสี่ยง         เพราะในชีวิตถ้าเอาบ้านไปจำนอง    แล้วลูกเมียจะอยู่อย่างไรถ้าเจ๊ง   ไม่มีใครคิดว่าไอเดียตัวเองได้เงินแน่นอนหรอกครับ    แต่บรรดาพวก venture capitalist เขาจะมีสมอง มีข้อมูลในการวิเคราะห์ออกมาได้ว่า คนเหล่านี้ทำมาหากินอะไรได้ทำแล้วได้เงินมั้ย            ถ้าทำได้เขาก็จะเอาเงินมาให้ ถือหุ้นคนละครึ่งแล้ว   venture capitalist      ก็สามารถไปขายหุ้นในตลาดได้   venture  capitalist   หากลงทุนไป 10 รายเจ๊งครึ่งรอดครึ่งเนี่ยก็ถือว่ากำไรแล้ว   เพราะว่าเศษ 1 ส่วน 3 หลังเนี่ยมัน gain เยอะ    เพื่อจะให้บริษัทที่มีไอเดียได้เต็มแท่งที่ผมพูดเมื่อกี้นี้  venture  capitalist    นี่ล่ะครับจะเป็นตัวผลักดันให้ท่านได้เต็มแท่ง       ถ้าท่านทำคนเดียว ท่านก็ได้แค่เศษ 1 ส่วน 3 รอดไม่รอดไม่รู้นะ        ถ้ารอดแล้วได้ A ท่าน ๆ ได้แค่เศษ 1ส่วน 3 แต่หาก venture capitalist เข้ามาใส่ เขาจะมีพลังพาท่านเข้าไปถึงเศษ 1 ส่วน 3 อันที่ 2    และอันที่ 3 ทันทีท่านได้มาครึ่งหนึ่ง ก็คือท่านได้เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของแท่งแล้ว นี่คือแนวที่จะเกิดขึ้นใหม่ และผมเองจะผลักดันให้ทุกวิถีทาง ที่จะทำให้เกิด new entrepreneur

คำถาม:    ทิศทางการส่งออกของไทยในศตวรรษหน้า จะช่วยธุรกิจค้าปลีกได้อย่างไร หรือไม่


ดร.ทักษิณ :    ถ้าเรามีกรอบคิดเดิมว่าส่งออกอย่างเดียว ค้าปลีกไม่โตหรอก คือความคิดที่เป็นการท่องคาถาว่าส่ง
ออกอย่างเดียวนั้น     ต่อไปข้างหน้ามันจะตัน อย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่าการแข่งขันมันสูงขึ้นมาก    แล้วพวก mono-culture product   คือผลิตจากประเทศไหนก็เหมือนกัน โดยอาศัยแรงงานราคาต่ำนั้น มันจะไม่ work แล้ว เราจะสู้เขาไม่ได้

            เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องมองตลาดก้อนเบ้อเริ่มคือ ตลาดทดแทนการนำเข้า ผมเป็นรัฐบาล ผมจะปรับโครงสร้าง
หมดเลย เพื่อให้คนไทยได้มีพลังในการผลิตสินค้า ขายสินค้าทดแทนการนำเข้า ให้ได้เปอร์เซ็นต์สูงที่สุด นั่นคือตลาดใหม่แล้วท่านทั้งหลายจะรวยเละเลย   แต่การทำเช่นนี้ได้ต้องใช้ยุทธศาสตร์ ต้องมีวิธีคิดใหม่ ถ้าคิดแบบเดิม ไม่มีทางหรือคิดแบบบีโอไอเดิม ๆ ก็จบ

คำถาม:    ถ้าหากท่านมีโอกาสขึ้นมาบริหารประเทศ ท่านบอกว่าจะสร้างความมั่นคง มั่งคั่งให้กับ
ฐานรากที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศคือภาคกสิกรรม หรือชนชั้นกลางที่ทำธุรกิจ SME ขอให้รายละเอียดว่าจะสร้างอย่างไร

ร.ทักษิณ :    ย้อนกลับไปเรื่องของคอมพิวเตอร์    โลกเขาไปเรื่องอินเตอร์เน็ตแล้ว    แต่เรายังเป็นเครื่องคิดเลขอยู่
  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชน ถ้าชุมชนไม่เข้มแข็ง กำลังซื้อย่อมไม่เกิดแล้วชุมชนจะเข้มแข็งได้อย่างไร ชุมชนเหล่านี้เป็นทั้งเกษตรกรเป็นทั้งกลุ่มแม่บ้านที่มีฝีมือแรงงานด้านหัตถกรรม   แต่คนเหล่านี้ทำไป ก็แล้วแต่โชคชะตาที่จะมีคนมาซื้อ   ซื้อถูกหรือแพงกแล้วแต่มีภูมิปัญญาแต่ไม่ได้ราคา   เพราะฉะนั้นต้องสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเหล่านั้น ทำให้เขาเป็น pariferal หรือเป็นจอคอมพิวเตอร์ที่มี CPU ใหญ่อยู่ สมมติเรามีเกษตรกรสวนผลไม้กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ประมาณ 20 แห่งเราก็เอาโรงงานขนาดเล็กไปตั้งให้เขา      เพื่อให้เขารับซื้อสินค้าเกษตรและแปรรูปตรง  นั้นเลย  อันนั้นผมเรียก pariferal แล้วนะครับ ทีนี้ตัว CPU ที่อยู่ตรงกลาง    ซึ่งอาจจะอยู่กรุงเทพฯ หรือจังหวัดใหญ่ ๆ ที่เป็นหลักอยู่นั้น มีหน้าที่คือ ทำ R&D ควบคุมคุณภาพทำเรื่องของกองทุน ทำเรื่องการตลาด คือเป็นสิ่งที่ต้องทำ แล้วชุมชนจะเข้มแข็ง พืชผลจะได้ราคา เรื่องของหัตถกรรมก็ใช้แนวคิดเดียวกัน เราต้อง re-design ต้องอัพเกรดสินค้า   โดยมีที่รวมสมองหรือ hub รวมศูนย์อยู่ที่ใดที่หนึ่งแล้วก็ส่งบรรดามหาวิทยาลัยที่อยู่ในแถบพื้นที่นั้นที่เข้าใจภูมิปัญญาของชาวบ้าน ของท้องถิ่น ต้องให้สตางค์สถาบันเหล่านี้เอาไปทำวิจัย        ขณะเดียวกันในแง่ของ SME ตามลำพังตัวเองไม่ค่อยแข็งแรง แต่เราจะรวมพลังเหล่านี้อย่างไร    เราต้องให้ SME เป็น pariferal อีกทีหนึ่งตัวภาครัฐและเอกชนที่มีกำลัง     ต้องส่งเสริมให้เป็น CPU ได้อีกหลาย ๆ ตัว   เพื่อเอา SME เหล่านั้นยกขึ้นมา ประเทศไทยต้องมี  Thailand Warehouse  เหมือนประเทศใหญ ่ๆ วันนี้เราเจาะตลาดไม่ได้ เพราะคนในประเทศเหล่านั้นไม่เคยเห็นสินค้าไทยเราจึงต้องเอาสินค้าไทยที่คัดแล้วควบคุมคุณภาพแล้วไปอยู่ใน ThailandWarehouse ในต่างประเทศถ้าองค์การคลังสินค้ายังคิดอย่างเก่า   ไปรัฐซื้อข้างหรืออะไรมาเก็บไว้   ข้าวสารดี ๆ กลายเป็นข้าวหิน จะต้องเลิกวิธีคิดแบบนี้    เราต้อง   modernize    พยายามให้ออกมาในลักษณะของการที่เราต้องเข้าใจโลก เข้าใจการค้าบรรดานักการทูตทั้งหลายต้องเปลี่ยนเป็นเซลส์แมนให้หมด ต้องเข้าใจว่าประเทศนี้เขานำเข้าอะไร  เขาส่งออกอะไร    เราจะ barter กับเขาอย่างไรวันนี้ต้องคิดถึงเรื่องของ strategic alliance ยุทธศาสตร์การเป็นพันธมิตร เราจะเป็นพันธมิตรกับประเทศนี้ในเรื่องอะไรโลกวันนี้ต้องเป็นพันธมิตรไป   และแข่งไป  ไม่ใช่เป็นพันธมิตรแบบทั้งชีวิตนี้ ผมอุทิศให้คุณ โลกนี้เป็นโลกของการช่วงชิงเศรษฐกิจทำสงครามการค้ากัน     แต่ก็คบกันไปรักกันไปได้ เราจึงต้องเข้าใจวิธีการ   และต้องอบรมคณะทูตของเรา   ให้เปลี่ยน  protocal   จากเดิมให้มาทำเรื่องนี้ เพื่อจะให้พวกทูตเป็นตัวที่มาป้อนข้อมูลให้กับ    hub  ต่าง ๆ ของประเทศที่เราได้วางไว้ทำไมเราถึงมีแค่กรุงเทพฯ ทำไมเราไม่มีอย่างมิวนิค ดุสเซลดอร์ฟ บอนน์ แฟรงเฟิร์ต ทำไมเราไม่มีความยิ่งใหญ่อยู่ในหลาย ๆ เมือง ต่างจังหวัดเวลานี้  ผมเรียกว่าขาดดุลจังหวัดมีรายได้เท่าไหร่ก็กลับเข้ามาสู่กรุงเทพฯ   เพิ่มการเติบโตให้กรุงเทพฯ   จนพิการไปตาม ๆ กันต่างจังหวัดกลับเล็กลงเรื่อย ๆ  มันมีปัญหาทั้ง base ของการจัด budgeting มีทั้ง base ของการค้าขาย  เพราะฉะนั้นจะต้องมาปรับวิธีคิดตรงนี้ใหม่ ถามว่าทำยากมั้ย ผมบอกว่าไม่ยาก เพราะประเทศไทยจริง ๆ  นั้นปัญหามันมีเป็นวง ๆ   มีทั้งหมดไม่กี่วงแต่เราไปคิดปัญหาเป็นไมโคร คิดทีละจุด ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าจะแก้ให้ได้ต้องคิดเป็นวง แก้ปัญหาเป็นวงสามารถเคลียร์ได้เป็นเรื่อง ๆ ไป    ขณะเดียวกันมันก็จะสามารถเคลื่อนตัวไปพร้อมไปกันได้

คำถาม:     เรื่องการจัด federal หรือ organizer ที่จะไปอยู่ตามชุมชนต่างๆ และให้ความรู้กับ
พวก SME นั้น   ถ้าโดยหลักการจะใช้คนในภาครัฐหรือภาคเอกชน เพราะในปัจจุบัน ปัญหาคือการขาด khowhow

ดร.ทักษิณ:     ภาครัฐไม่ work ครับผมจะเล่าให้ฟังว่าคนภาครัฐใช้ได้   แต่ต้องคิดนอกรอบ   เดิมผมไปเยี่ยมศูนย์ศึกษาพัฒนาพิกุลทองของในหลวงที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ไปพบเรื่องการวิจัยซึ่งเขาเอาคนมาจากหน่วยงานต่างๆ 11 หน่วยงาน   แล้วก็ยุบ functioning system คือ barrier ในระบบ คืออย่างนี้ครับ ทฤษฎีการบริหารแบบเก่าที่วันนี้ยังใช้กันอยู่ถึง  99.99  เปอร์เซ็นต์ยังแบ่ง organization chart เป็น functioning system ซึ่งเป็นทฤษฎีบนพื้นฐานความคิดของโสเครตีส  ต่อไปข้างหน้า organization chart จะเป็น networking system ที่ศูนย์นี้เขาก็เอาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละกรม กอง มาดูงาน   โดยมาดูการวิจัยเรื่องป่าพรุ ซึ่งเป็นป่าพรุที่มีน้ำขัง มีต้นไม้ที่ล้มตายมานานทับถมกันจนเป็นฟอสซิล  ปรากฏว่าเขาสามารถวิจัยได้ breakthrough หลายเรื่องแต่สิ่งที่ผมจะทำนั้น เราคงต้อง assembly ทีมใหม่ แนวคิดคล้าย ๆ อย่างนี้  คือถ้าเราไม่ทำลายระบบ division of labor มันจะทำให้การประสานงานระหว่างกระทรวงมีปัญหา  วันนี้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงไม่คุยกันเพราะจริง ๆ แล้วมันเกิด  sub - optimization    คือมุ่งความสำเร็จของเป้าหมายของตัวเอง   โดยกระทบเป้าหมายรวมขององค์กรเพราะตนเองยังเป็นหน่วยย่อยของหน่วยใหญ่ ตรงนี้ยังเกิดขึ้นอยู่ผม จึงจะต้องใช้ทั้งคนภาครัฐและภาคเอกชน และก็ที่ปรึกษาจากภาคเอกชน รวมทั้งมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ด้วย  วันนี้อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษามีเยอะมาก  พลังเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาได้ถ้าเราขีดวงของปัญหาได้ถูกต้อง แล้วคิดออกนอกกรอบเดิม ผมไม่ได้บอกว่าไม่ใช้คนของราชการ    แต่เราต้องคิดนอกกรอบราชการแล้วจึงเอากลับเข้าไปสู่ระบบราชการที่มัน function ได้   หาก function ไม่ได้ ก็แก้ไขและเราต้องกล้าแก้กฎหมายหลายฉบับและต้องแก้พร้อม ๆ กัน  ไม่ใช่แก้ทีละฉบับ เวลาจะแก้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกันเนี่ย ถ้าผมเป็นรัฐบาลถ้าผู้นำฝ่าย  ค้านเป็นอดีตนายก ฯ   ซึ่งแก่กว่าผมทุกคนนี่นะครับ    ผมพร้อมจะไปกราบตักงาม ๆ ทุกท่านมาช่วยกัน  ไม่ต้องมาทิฐิต่อกัน  ขอให้เป็นผลงานร่วมกันผมไม่ถือเป็นผลงานของผมคนเดียว  มาช่วยกันแล้วบ้านเมืองจะไปรอด    เราอย่าไปแบ่งพวกกันเลย    เราคนไทยด้วยกันทั้งนั้น บางเรื่องบาง issue ต้อง non-patisan    ถ้าขืนยัง patisan อย่างนี้ตลอดไป     ผมว่าประเทศไปยาก วันนี้ต้องรวมพลังกัน