Control
และReform
ระบบสถาบันการเงินไปพร้อมกัน
ส่วนบางประเทศไม่จริงจังและขาดความเข้าใจภาคธุรกิจทั้งวัฒนธรรมวิธีคิด
และจุดอ่อนในการแก้ไขระบบธนาคารก็เช่นกันมุ่งแก้ไขระบบตัวเลขบัญชีด้วยความกระวีกระวาด
จนน่าเป็นห่วงจะพลาดท่าเสียที
และในที่สุดก็เพิ่มหนี้สาธารณะต่อไป
และยิ่งไปกว่านั้นก็คือไม่ได้ปฏิรูปสถาบันการเงินอย่างจริงจัง
เบ็ดเสร็จเป็นองค์รวม
จึงยังไม่ประสบความสำเร็จ
และยังไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนของตัวเองและผู้ลงทุนระยะยาว
ผมจึงขอตั้งคำถามต่อท่านผู้มีเกียรติให้
ช่วยกันคิดว่า
จุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทยหลังปี
2000
คือการเข้าใจปัญหาและโอกาสต่อไปนี้ ใช่หรือไม่
ข้อที่ 1 การนำมาซึ่งความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของตัวเอง
จะต้องใช้เครื่องมือและนโยบายอะไรบ้างนอกเหนือจากนโยบายการปฏิรูประบบธนาคาร
เรื่องนี้ขอตั้งเป็นคำถาม
ข้อที่ 2
เมื่อ NPL
ถูกตั้งให้เป็นปัญหาสำคัญ
หากว่าเราแก้ปัญหานี้สำเร็จเรามีความเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยก็จะฟื้นตัวได้เองนั้น ผมมีคำถามว่า
การหารายได้เพื่อนำมาซึ่งผลกำไร
และนำมาเสี่ยงกับระบบเศรษฐกิจและระบบธนาคารต่อจากนี้ไป
จะต้องหารายได้จากอะไร ตลาดโลกต้องการอะไร ความเข้าใจเนื้อหาของดีมานด์อย่างแท้จริงใช่หรือไม่
ที่เป็นการเริ่มต้นการแก้ไขระบบธนาคารที่แท้จริง
คำตอบที่พรรคไทยรักไทยเสนอก็คือต้องมีการเปลี่ยนระบบและการจัดการของโครงสร้างการผลิตของสังคมไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีการผลิตและการจัดการในแบบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ
SME เป็นพื้นฐานในขอบเขตทั่วประเทศด้วยเหตุผล
2 ประการ คือ
ประการแรก
เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ
ไม่ให้ถูกทำลายจากการไหลเข้าออกของเงินทุนอย่างรวดเร็วเพราะระบบเศรษฐกิจที่มี SME
มิได้พึ่งพิงเงินทุนต่างประเทศมากมายดังวิสาหกิจขนาดใหญ่
ประการที่ 2
ระบบเศรษฐกิจที่มี SME เป็นพื้นฐาน
สามารถปรับตัวในการหารายได้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของดีมานด์ใหม่หรือความต้องการของตลาดโลกที่มีความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
SME มีศักยภาพในการหารายได้ที่เหมาะสมกับขนาดและความต้องการของตัวเอง
ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและใช้ประโยชน์จากความสามารถพิเศษของสังคมไทยในเรื่องบริการ
และทักษะฝีมือ อันจะนำมาซึ่งผลกำไรหรือมาร์จิ้นที่สูงกว่าประเทศอื่นได้หลังของทศวรรษ
90ช่วงนั้นเศรษฐกิจเอเชียมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง หลายอย่างเป็นอุตสาหกรรมแบบ
Mono-Culture ที่ผลิตเหมือนกันหมด
บางอย่างเป็นการรับจ้างผลิตแต่อ่อนด้อยในเรื่องการวิจัยและพัฒนาการผลิตแต่กระนั้นเอเชียก็ยังเติบโตอยู่ในระดับอย่างต่ำ 5% ต่อปี
ทั้งที่ก็มีเงาดำเป็นสัญญาณภัยทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งของเงาดำ
คือการโตด้วยหนี้การใช้จ่ายและการขยายตัวทางธุรกิจที่ขาดเหตุผลอีกส่วนหนึ่งมาจากการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาพถดถอยลง
นับตั้งแต่ในต้นทศวรรษ 90
แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อย
รวมทั้ง Pual
Krugmanก็ยังเชื่อว่าด้วยขนาดและคุณภาพของเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะสามารถจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยตัวเองแต่ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ
ในปัจจุบันนี้ความเชื่อต่างๆ ในระยะปี
1980-90ได้ล่มสลายลงไปเกือบหมดแล้วบางสิ่งบางอย่างที่เราคิดไม่ถึง หรือ Take It for Granted ถือเป็นสัจจะโดยไม่ได้พิจารณาอย่างถ่องแท้ก่อน
สิ่งเหล่านั้นกลับกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อปัญหาที่เห็นได้ชัดก็คือการเคลื่อนย้ายทุนข้ามชาติอย่างรวดเร็วและง่ายดายหรือ
Fast Capital Flow ครั้งหนึ่งเคยไหลเข้าอย่างง่ายดาย
บางขณะเราลืมไปด้วยซ้ำว่าเงินเหล่านี้มีต้นทุนและตอนนี้เงินเหล่านั้นไหลออกมากกว่าไหลเข้า
ทำให้ส่วนของเศรษฐกิจที่เคยได้ประโยชน์ล่มสลายดุจใบไม้ร่วง
ดังนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องหาทางออก
ทั้งในระดับการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อนำมาแก้ปัญหาให้กับตัวเราเองผมเชื่อว่าความเข้าใจ
และรู้เท่าทันแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างแจ่มชัด
จะทำให้เราแก้ปัญหาของเราได้
การแก้ไขฟื้นฟูเศรษฐกิจ
จะทำได้จากการสร้างเครือข่ายของเถ้าแก่หรือผู้ประกอบการ( Entrepreneur) ขึ้นมาใหม่
โดยผู้ประกอบการกลุ่มนี้ควรจะมีคุณสมบัติต้องเป็นผู้
เข้าใจโลก(Global
Consciousness)
รู้จักตัวเอง (Local
Understanding)
มีการติดต่อใกล้ชิดกับตลาดโลก
ทำให้
สามารถรับรู้หรือคาดการณ์
รสนิยมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
(In Touch with the feel of dynamic
consumption) เราไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานเศรษฐกิจของชาติได้หากเราไม่สร้างผู้ประกอบการใหม่
ที่มีความเข้าใจใน 3 สิ่งนี้
Paul Krugman
นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงสำคัญของโลก
ที่ได้กล่าวอ้างในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาคือ
"ย้อนยุคเศรษฐกิจตกต่ำ" หรือ The Return Of Economic
Depression ว่าเศรษฐกิจทั่วโลกโดยเฉพาะเอเชียนั้นกำลังถดถอยแต่ Krugman
ก็ไม่ได้ให้คำตอบที่เป็นทางออกว่าจะทำอย่างไรสำหรับสังคมไทย
ญี่ปุ่น
และเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่นเองได้ใช้เงินไปกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในการกระตุ้นการบริโภคในประเทศแต่สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ดีขึ้น
เพราะไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตของญี่ปุ่นอย่างแท้จริงสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อสนทนาระหว่างผมกับนายโรเบิร์ตรูบิน
ซึ่งเขาเองก็ไม่มีคำตอบ
นอกจากจะบอกว่า
ญี่ปุ่นจะต้องปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจภายในของตนเอง ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ
พรรคไทยรักไทยมีข้อเสนอให้ท่านช่วยกันคิดพิจารณาว่า
การที่ประเทศจะหลุดพ้นจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำได้
จะต้องมีการสร้างปัจจัย
ทั้งในระดับนโยบายและกิจกรรมของรัฐบาลที่ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในอนาคตที่ดีขึ้นของระบบเศรษฐกิจ
แต่การที่เราจะสร้างความเชื่อมั่นขอให้เราต้องอย่าลืมว่า
วิธีการหรือ Approach ในการแก้ปัญหาที่ประเทศในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก
สามารถนำมาใช้ให้ได้ผลนั้น
มีความผิดแผกแตกต่างกันอย่างมาก
ดังนั้นการรับคำแนะนำ
ชี้แนะหรือกำหนดทางเดินให้เรานั้น
รัฐบาลจะต้องระมัดระวังให้ดี
ประเทศในโลกตะวันตกนั้นแก้ไขปัญหาโดยการปะทะกับปัญหาโดยตรงโดยพยายามหาคำตอบต่อปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างตรงไปตรงมาที่สุดแต่วิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศในโลกตะวันออกนั้น มุ่งวิเคราะห์รากฐานของปัญหาให้ถ่องแท้เป็นลำดับแรกแล้วใช้คำตอบข้างเคียงหลายๆ
คำตอบเพื่อแก้ปัญหาหนึ่งเดียวนั้น ยกตัวอย่างเช่นปัญหาคนงานในโรงงานตีมีดอรัญญิกแห่งหนึ่ง
มีคนฝีมือดีเลิศคนหนึ่ง
แต่อยู่ดีๆ ฝีมือก็แย่ลงเรื่อยๆ
แทนที่เจ้าของโรงงานดังกล่าวจะมุ่งแก้ปัญหาโดยตรงที่คนงานคนนั้น
เจ้าของได้พบว่าคนงานคนนั้นมีปัญหาครอบครัว
จึงไปช่วยแก้ปัญหาที่ครอบครัวซึ่ง
เมื่อแก้แล้วก็มีผลให้คนงานดังกล่าว
ทำงานได้ดีเยี่ยมเหมือนเดิม
ผมมีความเห็นว่า
วิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ได้ผล
ก็ควรเดินตามแนวดังกล่าวด้วย
อย่างที่พวกเรามองว่า NPL คือปัญหา แต่หากคิดให้ดี NPL
โดยตัวของมันเองไม่ได้เป็นปัญหาเป็นเพียงปรากฏการณ์ของปัญหาเหมือนอาการเป็นไข้ตัวร้อน
เปรียบเสมือนปัญหาแท้จริงคือการติดเชื้อไม่ใช่การเป็นไข้
แต่ในสายตาของเราปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยตอนนี้คือ
การขาดประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ในการหารายได้
ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือเร่งสร้างรายได้จากแหล่งใหม่ๆ
เมื่อวิสาหกิจมีรายได้เพิ่มขึ้นปัญหาของ
NPL ก็จะคลี่คลายลงไปได้
เพราะตัวเลข NPL 55% ของGDP
นั้นคำว่าการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring) จะต้องครอบคลุมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
( EconomicRestructuring) ด้วยท่านผู้มีเกียรติครับ ไม่มีใครในโลกนี้
บอกว่า
คำตอบของการสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่ออนาคตนั้น
จะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบหรือคำตอบเพียงคำตอบเดียวถ้าเมื่อไรมีการตัดสินใจในปัญหาใดๆ
จากแนวทางการมองปัญหาเพียงมิติเดียวแทบจะตอบได้ว่าการตัดสินใจนั้นมีโอกาสผิดมากกว่าโอกาสถูกผมจึงเชื่อว่าวิธีการแก้ไขเศรษฐกิจไทยนั้นเราต้องใช้การวิเคราะห์แก้ไขแบบองค์รวม
เรามองแบบแยกส่วนไม่ได้อีกต่อไป
ในบทสนทนาของผมกับนายรูบินในเรื่องนี้
เขาแปลกใจมาก
ที่ประเทศไทยหาได้มีMaster Plan หรือแผนในการแก้ปัญหาทั้งหมดของประเทศเป็นองค์รวมไม่ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือถ้าวิธีการแก้ไขปัญหาโดยแยกปัญหาออกเป็นส่วนๆ
แบบนักเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบโลกตะวันตกใช้ได้ผลจริง
ญี่ปุ่นก็น่าจะแก้ปัญหาของตัวเองเสร็จลงไปนานแล้ว
เพราะญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจมั่นคงครบทุกอย่าง
ทั้งเงินทุนสำรอง
ทั้งเทคโนโลยีและคุณภาพแรงงานแต่ในความเป็นจริง
เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ยังย่ำอยู่กับที่
และเต็มไปด้วยปัญหา
ไม่ต่างจากเศรษฐกิจไทยที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของตนเอง
ผมขอเน้นว่า สิ่งที่จะต้องทำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจของเรา
ก็คือ
1 ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล
โดยรัฐบาลใช้มาตรการที่ถูกต้อง และต้องติดตามการปฏิบัติงานให้ปฏิบัติให้ได้และมีการประเมินผล
2 รัฐบาลเองมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากกรอบที่ประชาชนไม่เคยชินแต่ต้องสามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจให้ได้
3 รัฐบาลเองจะต้องเป็นผู้นำในการจัดตั้งโครงสร้างที่กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่
เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเข้าสู่ความเสี่ยงใหม่ในกรอบความจริงของเศรษฐกิจโลก ท่านผู้มีเกียรติครับ
แนวคิดโดยสังเขปที่ผมกล่าวมาข้างต้น
น่าจะเป็นความคิดว่าด้วยทางออกแนวใหม่ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย
ซึ่งผมขอเชิญคณะท่านผู้ทรงคุณวุฒิ
ที่ร่วมเป็นคณะผู้อภิปรายได้กรุณาตรวจสอบ
วิเคราะห์
และขยายความเพื่อเป็นข้อเสนอให้ท่านผู้มีเกียรติได้ช่วยกันคิดพิจารณา
และช่วยกันทำให้บรรลุผลต่อไป
เพื่อเราจะมีคำตอบสำหรับ NPL 2.7
ล้านล้านบาท โดยคิดนอกกรอบ Debt Restructuring และไม่เกิด Moral Hazard
ได้อย่างไร |