clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
Economy_change.jpg (18298 bytes)

 
เรื่อง จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยในปี 2000

  งาน Dinner Talk  พรรคไทยรักไทย
 
วันที่ 4 ตุลาคม 2541 เวลา 20.30 น

 
dot.gif (41 bytes)

Control และReform ระบบสถาบันการเงินไปพร้อมกัน ส่วนบางประเทศไม่จริงจังและขาดความเข้าใจภาคธุรกิจทั้งวัฒนธรรมวิธีคิด   และจุดอ่อนในการแก้ไขระบบธนาคารก็เช่นกันมุ่งแก้ไขระบบตัวเลขบัญชีด้วยความกระวีกระวาด   จนน่าเป็นห่วงจะพลาดท่าเสียที และในที่สุดก็เพิ่มหนี้สาธารณะต่อไป และยิ่งไปกว่านั้นก็คือไม่ได้ปฏิรูปสถาบันการเงินอย่างจริงจัง   เบ็ดเสร็จเป็นองค์รวม จึงยังไม่ประสบความสำเร็จ และยังไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนของตัวเองและผู้ลงทุนระยะยาว   ผมจึงขอตั้งคำถามต่อท่านผู้มีเกียรติให้ ช่วยกันคิดว่า จุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทยหลังปี 2000 คือการเข้าใจปัญหาและโอกาสต่อไปนี้ ใช่หรือไม่

ข้อที่ 1 การนำมาซึ่งความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของตัวเอง จะต้องใช้เครื่องมือและนโยบายอะไรบ้างนอกเหนือจากนโยบายการปฏิรูประบบธนาคาร เรื่องนี้ขอตั้งเป็นคำถาม


ข้อที่ 2   เมื่อ NPL ถูกตั้งให้เป็นปัญหาสำคัญ หากว่าเราแก้ปัญหานี้สำเร็จเรามีความเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยก็จะฟื้นตัวได้เองนั้น ผมมีคำถามว่า การหารายได้เพื่อนำมาซึ่งผลกำไร และนำมาเสี่ยงกับระบบเศรษฐกิจและระบบธนาคารต่อจากนี้ไป   จะต้องหารายได้จากอะไร ตลาดโลกต้องการอะไร ความเข้าใจเนื้อหาของดีมานด์อย่างแท้จริงใช่หรือไม่ ที่เป็นการเริ่มต้นการแก้ไขระบบธนาคารที่แท้จริง คำตอบที่พรรคไทยรักไทยเสนอก็คือต้องมีการเปลี่ยนระบบและการจัดการของโครงสร้างการผลิตของสังคมไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีการผลิตและการจัดการในแบบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME เป็นพื้นฐานในขอบเขตทั่วประเทศด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ

ประการแรก เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ไม่ให้ถูกทำลายจากการไหลเข้าออกของเงินทุนอย่างรวดเร็วเพราะระบบเศรษฐกิจที่มี SME มิได้พึ่งพิงเงินทุนต่างประเทศมากมายดังวิสาหกิจขนาดใหญ่

ประการที่ 2 ระบบเศรษฐกิจที่มี SME เป็นพื้นฐาน สามารถปรับตัวในการหารายได้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของดีมานด์ใหม่หรือความต้องการของตลาดโลกที่มีความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา SME มีศักยภาพในการหารายได้ที่เหมาะสมกับขนาดและความต้องการของตัวเอง   ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและใช้ประโยชน์จากความสามารถพิเศษของสังคมไทยในเรื่องบริการ และทักษะฝีมือ อันจะนำมาซึ่งผลกำไรหรือมาร์จิ้นที่สูงกว่าประเทศอื่นได้หลังของทศวรรษ 90ช่วงนั้นเศรษฐกิจเอเชียมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง หลายอย่างเป็นอุตสาหกรรมแบบ Mono-Culture ที่ผลิตเหมือนกันหมด บางอย่างเป็นการรับจ้างผลิตแต่อ่อนด้อยในเรื่องการวิจัยและพัฒนาการผลิตแต่กระนั้นเอเชียก็ยังเติบโตอยู่ในระดับอย่างต่ำ 5% ต่อปี ทั้งที่ก็มีเงาดำเป็นสัญญาณภัยทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งของเงาดำ
คือการโตด้วยหนี้การใช้จ่ายและการขยายตัวทางธุรกิจที่ขาดเหตุผลอีกส่วนหนึ่งมาจากการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาพถดถอยลง   นับตั้งแต่ในต้นทศวรรษ 90   แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อย รวมทั้ง Pual Krugmanก็ยังเชื่อว่าด้วยขนาดและคุณภาพของเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะสามารถจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยตัวเองแต่ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ในปัจจุบันนี้ความเชื่อต่างๆ ในระยะปี 1980-90ได้ล่มสลายลงไปเกือบหมดแล้วบางสิ่งบางอย่างที่เราคิดไม่ถึง หรือ Take It for Granted ถือเป็นสัจจะโดยไม่ได้พิจารณาอย่างถ่องแท้ก่อน สิ่งเหล่านั้นกลับกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อปัญหาที่เห็นได้ชัดก็คือการเคลื่อนย้ายทุนข้ามชาติอย่างรวดเร็วและง่ายดายหรือ Fast Capital Flow ครั้งหนึ่งเคยไหลเข้าอย่างง่ายดาย บางขณะเราลืมไปด้วยซ้ำว่าเงินเหล่านี้มีต้นทุนและตอนนี้เงินเหล่านั้นไหลออกมากกว่าไหลเข้า   ทำให้ส่วนของเศรษฐกิจที่เคยได้ประโยชน์ล่มสลายดุจใบไม้ร่วง ดังนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องหาทางออก ทั้งในระดับการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อนำมาแก้ปัญหาให้กับตัวเราเองผมเชื่อว่าความเข้าใจ และรู้เท่าทันแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างแจ่มชัด จะทำให้เราแก้ปัญหาของเราได้ การแก้ไขฟื้นฟูเศรษฐกิจ จะทำได้จากการสร้างเครือข่ายของเถ้าแก่หรือผู้ประกอบการ( Entrepreneur) ขึ้นมาใหม่ โดยผู้ประกอบการกลุ่มนี้ควรจะมีคุณสมบัติต้องเป็นผู้

          ball10.gif (123 bytes)   เข้าใจโลก(Global Consciousness)
         
ball10.gif (123 bytes)   รู้จักตัวเอง (Local Understanding)
         
ball10.gif (123 bytes)   มีการติดต่อใกล้ชิดกับตลาดโลก ทำให้

สามารถรับรู้หรือคาดการณ์ รสนิยมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา   (In  Touch  with  the  feel  of  dynamic consumption)
เราไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานเศรษฐกิจของชาติได้หากเราไม่สร้างผู้ประกอบการใหม่ ที่มีความเข้าใจใน 3 สิ่งนี้

         Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงสำคัญของโลก   ที่ได้กล่าวอ้างในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาคือ   "ย้อนยุคเศรษฐกิจตกต่ำ" หรือ The Return Of Economic Depression ว่าเศรษฐกิจทั่วโลกโดยเฉพาะเอเชียนั้นกำลังถดถอยแต่ Krugman ก็ไม่ได้ให้คำตอบที่เป็นทางออกว่าจะทำอย่างไรสำหรับสังคมไทย ญี่ปุ่น และเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่นเองได้ใช้เงินไปกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการกระตุ้นการบริโภคในประเทศแต่สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ดีขึ้น   เพราะไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตของญี่ปุ่นอย่างแท้จริงสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อสนทนาระหว่างผมกับนายโรเบิร์ตรูบิน ซึ่งเขาเองก็ไม่มีคำตอบ นอกจากจะบอกว่า ญี่ปุ่นจะต้องปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจภายในของตนเอง  ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ พรรคไทยรักไทยมีข้อเสนอให้ท่านช่วยกันคิดพิจารณาว่า การที่ประเทศจะหลุดพ้นจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำได้ จะต้องมีการสร้างปัจจัย ทั้งในระดับนโยบายและกิจกรรมของรัฐบาลที่ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในอนาคตที่ดีขึ้นของระบบเศรษฐกิจ แต่การที่เราจะสร้างความเชื่อมั่นขอให้เราต้องอย่าลืมว่า วิธีการหรือ Approach ในการแก้ปัญหาที่ประเทศในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก สามารถนำมาใช้ให้ได้ผลนั้น มีความผิดแผกแตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้นการรับคำแนะนำ ชี้แนะหรือกำหนดทางเดินให้เรานั้น รัฐบาลจะต้องระมัดระวังให้ดี

        ประเทศในโลกตะวันตกนั้นแก้ไขปัญหาโดยการปะทะกับปัญหาโดยตรงโดยพยายามหาคำตอบต่อปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างตรงไปตรงมาที่สุดแต่วิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศในโลกตะวันออกนั้น มุ่งวิเคราะห์รากฐานของปัญหาให้ถ่องแท้เป็นลำดับแรกแล้วใช้คำตอบข้างเคียงหลายๆ คำตอบเพื่อแก้ปัญหาหนึ่งเดียวนั้น ยกตัวอย่างเช่นปัญหาคนงานในโรงงานตีมีดอรัญญิกแห่งหนึ่ง มีคนฝีมือดีเลิศคนหนึ่ง แต่อยู่ดีๆ ฝีมือก็แย่ลงเรื่อยๆ   แทนที่เจ้าของโรงงานดังกล่าวจะมุ่งแก้ปัญหาโดยตรงที่คนงานคนนั้น เจ้าของได้พบว่าคนงานคนนั้นมีปัญหาครอบครัว จึงไปช่วยแก้ปัญหาที่ครอบครัวซึ่ง  เมื่อแก้แล้วก็มีผลให้คนงานดังกล่าว ทำงานได้ดีเยี่ยมเหมือนเดิม

           ผมมีความเห็นว่า วิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ได้ผล ก็ควรเดินตามแนวดังกล่าวด้วย อย่างที่พวกเรามองว่า NPL คือปัญหา  แต่หากคิดให้ดี NPL โดยตัวของมันเองไม่ได้เป็นปัญหาเป็นเพียงปรากฏการณ์ของปัญหาเหมือนอาการเป็นไข้ตัวร้อน เปรียบเสมือนปัญหาแท้จริงคือการติดเชื้อไม่ใช่การเป็นไข้ แต่ในสายตาของเราปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยตอนนี้คือ การขาดประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ในการหารายได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือเร่งสร้างรายได้จากแหล่งใหม่ๆ เมื่อวิสาหกิจมีรายได้เพิ่มขึ้นปัญหาของ NPL ก็จะคลี่คลายลงไปได้ เพราะตัวเลข NPL 55% ของGDP นั้นคำว่าการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring) จะต้องครอบคลุมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ( EconomicRestructuring) ด้วยท่านผู้มีเกียรติครับ ไม่มีใครในโลกนี้ บอกว่า   คำตอบของการสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่ออนาคตนั้น   จะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบหรือคำตอบเพียงคำตอบเดียวถ้าเมื่อไรมีการตัดสินใจในปัญหาใดๆ จากแนวทางการมองปัญหาเพียงมิติเดียวแทบจะตอบได้ว่าการตัดสินใจนั้นมีโอกาสผิดมากกว่าโอกาสถูกผมจึงเชื่อว่าวิธีการแก้ไขเศรษฐกิจไทยนั้นเราต้องใช้การวิเคราะห์แก้ไขแบบองค์รวม เรามองแบบแยกส่วนไม่ได้อีกต่อไป

           ในบทสนทนาของผมกับนายรูบินในเรื่องนี้ เขาแปลกใจมาก ที่ประเทศไทยหาได้มีMaster Plan หรือแผนในการแก้ปัญหาทั้งหมดของประเทศเป็นองค์รวมไม่ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือถ้าวิธีการแก้ไขปัญหาโดยแยกปัญหาออกเป็นส่วนๆ แบบนักเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบโลกตะวันตกใช้ได้ผลจริง ญี่ปุ่นก็น่าจะแก้ปัญหาของตัวเองเสร็จลงไปนานแล้ว  เพราะญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจมั่นคงครบทุกอย่าง ทั้งเงินทุนสำรอง ทั้งเทคโนโลยีและคุณภาพแรงงานแต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ยังย่ำอยู่กับที่ และเต็มไปด้วยปัญหา ไม่ต่างจากเศรษฐกิจไทยที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของตนเอง ผมขอเน้นว่า สิ่งที่จะต้องทำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจของเรา ก็คือ

           1 ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล โดยรัฐบาลใช้มาตรการที่ถูกต้อง  และต้องติดตามการปฏิบัติงานให้ปฏิบัติให้ได้และมีการประเมินผล

           2 รัฐบาลเองมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากกรอบที่ประชาชนไม่เคยชินแต่ต้องสามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจให้ได้

           3 รัฐบาลเองจะต้องเป็นผู้นำในการจัดตั้งโครงสร้างที่กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่       เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเข้าสู่
ความเสี่ยงใหม่ในกรอบความจริงของเศรษฐกิจโลก ท่านผู้มีเกียรติครับ แนวคิดโดยสังเขปที่ผมกล่าวมาข้างต้น น่าจะเป็นความคิดว่าด้วยทางออกแนวใหม่ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ซึ่งผมขอเชิญคณะท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ร่วมเป็นคณะผู้อภิปรายได้กรุณาตรวจสอบ วิเคราะห์ และขยายความเพื่อเป็นข้อเสนอให้ท่านผู้มีเกียรติได้ช่วยกันคิดพิจารณา และช่วยกันทำให้บรรลุผลต่อไป เพื่อเราจะมีคำตอบสำหรับ NPL 2.7 ล้านล้านบาท โดยคิดนอกกรอบ Debt Restructuring และไม่เกิด Moral Hazard ได้อย่างไร