|
นมัสการพระคุณเจ้า
เรียนท่านวิทยากร ท่านผู้จัดงาน โดยเฉพาะท่านประธานมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐท่านวิโรจน์ ศิริอัฐ
ที่กรุณาให้เกียรติผมเป็นองค์ปาฐกในวันนี้
ผมขอกราบเรียนว่าผมมีความเต็มใจและมีความตั้งใจ
ที่จะมาร่วมงานนี้
เพราะต้องการมีส่วนสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านพุทธทาสตามที่ท่านบอกว่า
พุทธทาสจักไม่ตาย
นั่นคืออยากให้ปรัชญาที่ท่านพุทธทาสได้ค้นพบนั้นได้รับการเผยแพร่ ได้รับการปฏิบัติตลอดไป มุ่งไปสู่จุดหมายสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนาของเราคือ การดับทุกข์ ผมอยากให้คนไทยทุกคนชาวพุทธทุกคนได้มีโอกาสเห็นพระพุทธเจ้า ดังที่พระพุทธองค์ได้เคยตรัสกับพระวักกลิว่า
"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา"
เพราะฉะนั้นการเห็นธรรมจึงถือเป็นหัวใจสำคัญมากของสังคม
ไม่ว่าจะเป็นสังคมใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทย ทุกวันนี้เป็นสังคมที่วิกฤติในหลายด้าน
เรากำลังต้องการธรรมะที่ถูกต้อง
ไม่ต้องการธรรมะที่เป็นลักษณะบิดเบือนหรือชักจูงไปในทางที่ผิด
เราต้องการธรรมะที่ทำให้คนไทยสามารถดับทุกข์ได้
โดยคนไทยปราศจากซึ่ง "ตัวกู-ของกู"คือการปราศจากจากกิเลสนั่นเอง
ผมจะขอเริ่มตรงนี้
ถึงแม้ว่าท่านจะเคยฟังประวัติของท่านพุทธทาสมาบ้างแล้ว
แต่ผมอยากกล่าวถึงท่านในสิ่งที่เป็นปรัชญา
ผมคิดว่าท่านเป็นปัญญาวิมุติบุคคล
คือบุคคลที่บรรลุธรรมด้วยปัญญาที่หลุดพ้นจากกิเลส
ท่านได้ใช้ชีวิตอยู่ในป่าอยู่กับธรรมชาติ เฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติและศึกษาพระไตรปิฏก
ศึกษาธรรมะ ศึกษาศาสนาต่าง ๆ
เพื่อเปรียบเทียบซึ่งมีน้อยคนนักที่จะสามารถค้นคว้าศึกษาและเป็นนักคิดนักอ่านเช่นท่านได้
ชีวิตของท่านได้สะท้อนหลายสิ่งหลายอย่าง
ที่น่าจะเป็นประโยชน์และเป็นบทเรียนที่ดีของสังคมไทย
ท่านได้เปรียญ๓ ประโยค พอจะขึ้นเปรียญ ๔
ท่านเข้าใจไปว่าท่านสอบตก
เนื่องจากคณะกรรมการสมัยนั้นตีความภาษาบาลีไม่เหมือนกับท่าน
ซึ่งท่านเองได้ไปค้นคว้าและพิสูจน์ให้เห็นว่า
ภาษาบาลีของท่านนั้นได้นำมาซึ่งความรู้ใหม่
ๆ หลายอย่าง คือท่านมีความจัดเจน
สิ่งนี้ได้บอกอะไรเราบางอย่างว่าการศึกษานอกระบบนั้นสามารถทำให้คนฉลาดและเก่งได้
ไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาในระบบเท่านั้น
เพราะการศึกษาในระบบบางครั้งอาจผิดพลาดได้
อาจทำให้เด็กของเราเติบโตขึ้นมาในทางที่มีปัญหาต่อวิธีคิดและวิธีปฏิบัติมากพอสมควร
เพราะฉะนั้นการศึกษานอกระบบบางครั้งก็เป็นประโยชน์มาก
มีตัวอย่างมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
แม้กระทั่งคนดังอย่างบิลล์
เกทส์ เรียนหนังสือไม่ทันจบ
ก็ออกไปทำงานของตัวเอง
จนกระทั่งตอนนี้กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
ด้วยวัยเพียง ๔๐ ต้น ๆ เท่านั้น
สิ่งที่ผมศรัทธาท่านพุทธทาสอีกประการหนึ่ง
และอยากให้สังคมได้ทราบคือ
ท่านพุทธทาสเป็นนักคิดที่กล้าคิดนอกกรอบ
ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า think out of box
ท่านพูดว่าถ้าจะศึกษาพระไตรปิฏก
ต้องกล้าที่จะคิดนอกกรอบของพระไตรปิฏก
คือต้องเอาตัวเองหลุดพ้นออกมาจากพระไตรปิฏกเสียก่อน
นั่นคืออย่างที่ผมกล่าวไปแล้ว
ท่านไปศึกษาจากธรรมะ
จากข้อเขียนหลากหลายที่รวมทั้งพระไตรปิฏกด้วย
ผลสุดท้ายท่านได้ข้อสรุปหลายเรื่องยกตัวอย่างวิธีคิดที่ท่านได้สอนสังคมไทยอย่างหนึ่งคือ
ในพระบาลีเรื่องของกาลามสูตร ๑๐
ข้อ
ท่านพุทธทาสไม่อยากให้เราไปเชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูด
ไปเชื่อเพราะว่าคนที่เราศรัทธาพูด
โดยที่เราไม่กลับไปคิดค้นอีกทีว่าสิ่งที่พูดมานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า ดังนั้น
การที่เราไปเชื่ออะไรง่าย ๆ
ทำให้เราอาจจะไม่ได้ค้นพบหรือประวัติศาสตร์ของความรู้
จะพูดถึงเรื่องศาสนาต่างๆ
ที่มาของศาสนาต่างๆ
ซึ่งเป็นที่มาของความรู้
ตรงส่วนของพุทธศาสนาเขาบอกว่าพระพุทธศาสนานั้นเป็นความคิดทางจริยธรรมที่ยิ่งใหญ่
และยังมีพลวัตทางความคิดที่ทันสมัยอยู่
การอธิบายของศาสนาพุทธจึงมีความหมายในเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งกว่าศาสนาอื่น
ซึ่งตอนนี้กลับไปมีอิทธิพลในตะวันตก
ผมเชื่อว่างานของท่านพุทธทาสส่วนหนึ่ง
มีส่วนผลักดันให้เกิดขึ้น
เพราะท่านได้เขียนหนังสือหลายเรื่องที่เป็นภาษาอังกฤษ
ได้สนทนาธรรมกับชาวต่างชาติที่มาฟังธรรมกับท่านเป็นประจำ
ท่านเองไม่ได้เรียนหนังสือมากแต่ท่านศึกษาด้วยตนเอง
จนกระทั่งภาษาอังกฤษของท่านอยู่ในขั้นที่สามารถจะเทศน์และสนทนาธรรมกับฝรั่งได้ เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก ปรัชญาโดดเด่นอีกประการของท่านคือ ความสามารถที่ยิ่งใหญ่ที่ท่านสามารถสืบทอดเจตนารมณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า การตรัสรู้หรือความรู้ที่มีอยู่ทั่วไปนั้น
เปรียบเสมือนใบไม้ทั้งป่า
แต่หลักที่จะจำและนำเอาไปปฏิบัติในชีวิตนั้นเท่ากับใบไม้เพียงกำมือเดียว นี่ละครับเป็นสิ่งที่ผมมองว่าวิเศษสุดเพราะยิ่งเรามาดูในหนังสือHistory of Knowledge จะยิ่งรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เป็นผู้เขียนพระไตรปิฏกด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นการแปลธรรมะต่าง ๆ
ก็ออกไปในหลายรูปแบบ แล้วแต่ใครจัดเจนหรือถนัดตรงไหน
หรือ
อยากให้คนที่มาฟังเชื่ออย่างไรโดยมีวิธีการที่จะทำให้เขาเชื่อได้แบบไหน
บ้างก็ทำถูกวิธี
บ้างก็ทำอย่างไม่เหมาะสม
แต่ผลสุดท้ายคำที่พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ว่า สิ่งที่จะเป็นความรู้
เป็นปรัชญาจริง ๆ นั้น
มีเพียงกำมือเดียวเท่านั้นเอง
ตรงนี้ละครับคือหัวใจกำมือเดียวที่ท่านพุทธทาสท่านหยิบยกขึ้นมานั้นน่าสนใจมาก ท่านบอกว่าศาสนาพุทธมีหลักพื้นฐานคือ
การดับทุกข์และความไม่ยึดมั่นถือมั่น
เหล่านี้คือจุดที่ต้องการให้คนหลุดพ้นจากกิเลสหลุดพ้นจากความเป็น "ตัวกู-ของกู"
เพราะว่าการหลุดพ้นได้แล้วนั้น
จะทำให้จิตว่าง "จิตว่าง"
ที่ท่านพยายามเน้นคือ ว่างจากการเป็นตัวตน
ว่างจากการปรุงแต่ง
ว่างจากการรบกวนทางอารมณ์ อันนี้เป็นจุดที่เป็นหัวใจหากเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว
คนทุกคนจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ทุกข์ ขณะเดียวกันก็สามารถจะทำให้ตัวเองและผู้อยู่ร่วมด้วยมีความสุขได้ เป็นปรัชญาที่สั้นแต่มีความสำคัญ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือท่านได้เปรียบเทียบธรรมะคือธรรมชาติให้คำจำกัดความของธรรมชาติใน
๔ ลักษณะ ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้เป็นลูกศิษย์ของท่านพุทธทาส
ผมมีเวลาเพียง ๒๕
นาทีคงไม่พูดอะไรมากกว่านั้น
ท่านพุทธทาสได้มองการเมืองว่า
การเมืองคือธรรมะ
ธรรมะคือการเมือง เพราะการเมืองเป็นหน้าที่การเมืองคือการจัดให้คนในสังคมหมู่มากได้อยู่กันอย่างสันติ
โดยไม่ต้องใช้อาชญา
มันตรงกับทฤษฎี social contract theory
หรือทฤษฎีสัญญาประชาคมที่นักปราชญ์รุ่นเก่าอย่าง
มองเตสกิเออร์, รุสโซ, จอห์น ล็อค, โทมัสฮอบบ ได้พูดไว้ซึ่งที่จริงแล้วเป็นเรื่องของการจัดการให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ไม่ให้มีการรังแกหรือเอาเปรียบซึ่งกันและกันในเมื่อการเมืองเป็นหน้าที่
มันก็ตรงกับธรรมะข้อที่สาม
คือเรื่องของการทำหน้าที่ตามกฎธรรมชาตินั่นเอง
เป็นสิ่งที่ฟังแล้วมีเหตุผลมากสิ่งที่ท่านมักเน้นโดยวกเข้าสู่การเมืองคือ
ธรรมะเป็นความถูกต้องที่อยู่บนรากฐานของความไม่เห็นแก่ตัว
ความไม่เห็นแก่ตัวเป็นรากฐานที่สำคัญของประชาธิปไตยถ้าผู้คนในระบอบประชาธิปไตยมีความเห็นแก่ตัว
ท่านบอกว่าจะเป็นประชาธิปไตยในแบบที่เรียกว่า
ประชาธิปตาย
คนเราถ้าขาดคุณธรรมแล้ว สังคมจะยุ่งเหยิง
การเมืองที่มีธรรมะคือการเมืองของสัตบุรุษ
ท่านยังบอกว่าสภานั้นคือที่ชุมนุมของสัตบุรุษ
หรือที่ชุมนุมของนักการเมืองที่มีธรรมะ
แต่ถ้าสภาใดมีการทะเลาะกัน
ด่าทอกัน หรือทำลายล้างกัน มัวแต่ปกป้องผลประโยชน์ของตนนั้นไม่น่าจะเป็นการเมืองของสัตบุรุษ
ที่นั้นจึงไม่น่าจะเรียกว่าสภาเหมือนกับท่านพุทธทาสกำลังจะบอกกับนักการเมืองว่าเราควรจะพิจารณากันให้ดี
เราเองต้องเข้าใจว่า การเมืองในปัจจุบันของบ้านเรานั้น
ได้รับอิทธิพลมาจากการเมืองของอังกฤษการเมืองแบบอังกฤษคือมีการโต้แย้งกันในแบบของนักกฎหมาย
ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับสิ่งที่ท่านต้องการเห็นที่ว่าสภาคือที่รวมของสัตบุรุษ อย่างไรก็ตามการเมืองต้องเก็บเอาตรงนี้ไปคิดว่า เมื่อไหร่การเมืองจะเป็นการเมืองของสัตบุรุษท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า ตราบใดที่ยังมีนักโกงเมืองนักกินเมือง
เราเรียกการเมืองนั้นเป็นการเมืองเนื้องอก เป็นการเมืองที่ไม่มีธรรมะ
เป็นการเมืองที่โกงเมืองกินเมือง
ท่านพูดการเมืองในภาษาธรรม
เพื่อจะให้นักการเมืองทำในสิ่งเหล่านี้คือ
ทำการเมืองที่สร้างสรรค์
เลิกทำลายกัน
ท่านต้องการเน้นไม่ให้มีการคอร์รัปชัน
ท่านต้องการให้นักการเมืองหรือคนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้นรู้จักคำว่ากตัญญู
ซึ่งคำนี้กินความกว้างมากเหลือเกินท่านบอกว่าศัตรูนั้นเรายังต้องกตัญญูต่อศัตรู เพราะถ้าไม่มีศัตรูก็ไม่มีสมรรถภาพ
เพราะมีศัตรูเราจึงต้องปรับปรุงสมรรถภาพเพื่อให้สู้ศัตรูได้ความกตัญญูของท่านนั้นจะเห็นว่า
ท่านใจกว้างมาก
ท่านไปไกลถึงขนาดนั้น
เพราะฉะนั้นนับประสาอะไรกับนักการเมืองที่จะต้องกตัญญูต่อประชาชน
ทำไมต้องกตัญญู ก็เพราะประชาชนให้ศรัทธาแก่นักการเมืองเราต้องกตัญญูต่อศรัทธาของประชาชน ต้องกตัญญูต่อเงินเดือนที่ได้รับจากภาษีอากรของประชาชน
ต้องกตัญญูกับการที่ประชาชนให้โอกาสเรามาแสดงผลงาน
มาทำงานให้เป็นที่ประจักษ์
ต้องกตัญญูเพราะเราได้เกียรติยศที่สังคมยอมรับเราในความเป็นนักการเมือง
เพราะฉะนั้นการกตัญญูตรงนี้ต้องมีนอกเหนือจากการกตัญญูต่อแผ่นดินเกิด กตัญญูต่อองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณมากล้นต่อแผ่นดินอันนั้นเป็นความกตัญญูที่นักการเมืองจะต้องเน้น ท่านพุทธทาสได้พูดถึงลักษณะธรรมะ
๒
ข้อที่ผมพยายามเข้าใจให้ตรงกับสิ่งที่เป็นปัญหาในทางการเมืองมาโดยตลอด
คือท่านพูดถึงเรื่องของ
ธรรมิกสังคมนิยม ท่านเอาคำ ๒
คำคือสังคมนิยมกับธรรมิก มารวมกัน
ไม่ใช่ลัทธิการเมืองท่านต้องการเห็นการเมืองที่นึกถึงประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง มากกว่าประโยชน์ส่วนบุคคล
การนึกถึงประโยชน์ของสังคมนั้นจะอยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมะ
ผมอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสมาตลอด ได้ค้นพบว่าท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก
ท่านพูดเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๑๓
ที่สวนโมกข์
วันนี้ยังใช้ได้และเป็นจริงอยู่
ท่านบอกว่าอย่ามองประเทศไทยเป็นแค่ประเทศไทย
เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกโลกติดต่อกันง่ายยิ่งขึ้นทุกวัน
ท่านพูดถึงเรื่องโลกาภิวัตน์ตั้งแต่ปี
๒๕๑๓ แต่ไม่ได้บัญญัติศัพท์ว่าโลกาภิวัตน์เท่านั้นเอง วันนี้เราเพิ่งมาคิดกันได้ตอนที่ปี
๒๐๐๐ กำลังมา
เราเพิ่งมาตกใจตื่นกัน แต่ท่านเตือนเรามาตั้งแต่ปี ๒๕๑๓
แล้ว
อันนี้คือวิสัยทัศน์ที่ไม่น่าเชื่อ
สำหรับท่านที่แยกตัวออกไปอยู่ในป่าโมกข์ ศึกษาอยู่ตรงนั้น แต่กลับมองล่วงหน้าและเห็นสิ่งต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในวันนี้
ด้วยวิสัยทัศน์ที่เกิดจากการอ่านและเป็นนักคิดของท่าน
ผมขอโยงเรื่องของตัวผมกับคำสอนของท่านพุทธทาสสักนิดหนึ่ง
ซึ่งจะสะท้อนปรัชญาของท่านที่มีผลต่อสังคม
ซึ่งได้เกิดขึ้นจริงและมีผลต่อตัวผมมาแล้วถ้าใครเคยอ่านหนังสือของท่าน
เรื่อง Danger of I
หรือเรื่องอันตรายซึ่งตัวกู
เป็นหนังสือที่ท่านแปลเป็นภาษาอังกฤษ
ท่านไม่ต้องการให้คนทุกคนมีชีวิตที่มันกัดเจ้าของของมัน
ท่านใช้คำว่า
ชีวิตที่กัดเจ้าของ
เป็นคำพูดที่มีความหมายในตัวมาก
ท่านแยกความป่วยเจ็บของคนออกเป็น
๓ อย่าง
เดิมพระพุทธเจ้าท่านแยกไว้ ๒
อย่างคือ ทางกายกับทางจิตแต่ท่านพุทธทาสเห็นว่าทางจิตสมัยนี้มีจิตแพทย์ด้วย
ท่านกลัวปนกัน
ท่านจึงเรียกว่าทางกาย
ทางจิตและทางวิญญาณ
มีการป่วยทางวิญญาณหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า spiritual disease
ผมยอมรับว่ามีอยู่ช่วงหนึ่ง
ผมป่วยเป็นโรคทางวิญญาณ
ช่วงนั้นผมเป็นรองนายกฯ
ในสมัยที่คุณบรรหารเป็นนายกฯ
ผมป่วยทางวิญญาณต่อเนื่องมาเป็นปี
จนผมพักจากการเมืองไปช่วงหนึ่ง
ภรรยาผมนี่ละครับเป็นคนบอกว่าผมป่วย
แต่ไม่รู้ว่าป่วยด้วยโรคอะไร
ป่วยตรงนั้นคือว่าผมมีคำว่า self
ท่านพุทธทาสได้พูดคำว่า self
ภาษาลาตินเรียก ego
ภาษากรีกเรียกเซนทีกอนที่แปลว่า
center นั่นก็คือว่าคนที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
คนที่มีความรู้สึกเป็นตัวกูของกู
คนที่มีการปรุงแต่งทางอารมณ์
จิตวุ่น นั่นคือภาวะของความป่วยของผมในช่วงนั้น |