clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
P&R .JPG (15515 bytes)

 
 
การเมืองและผู้นำ ปี 2000

  โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
  จัดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม 2542

dot.gif (41 bytes)

     กราบเรียนท่านรองอธิการบดี ท่านรองคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ อาจารย์ นักศึกษารุ่น 12 และรุ่นอื่นๆ รวมทั้งท่านผู้มีเกียรติที่ได้มาร่วมฟังในวันนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณสถาบันนิด้าหลักสูตรปริญญาโทรุ่น 12 กทม. โดยเฉพาะคุณณรงค์  จุนเจือศุภฤกษ์ ที่ได้ให้เกียรติผมมาร่วมงาน   Dinner  Talk    รู้สึกว่าจะเป็นครั้งแรกที่มารับออกงาน DinnerTalk ที่มีคนฟังเป็นพันคน  ปกติก็ไม่ค่อยได้รับงานที่ไหน ครั้งนี้จึงถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผม   ผมอาจตื่นเต้นไปบ้างเล็กน้อย เพราะที่นี่มีแต่ท่านผู้รู้ที่เรียนหนังสือระดับปริญญาโท มานั่งอยู่นับพันคน  ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้สละเวลามาให้แก่ผมในวันนี้

ความหวังของประชาชนกับการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่


    วันนี้เรามีรัฐธรรมนูญใหม่แต่ว่ายังใช้ไม่เต็มที่ ยังอยู่ในช่วงของบทเฉพาะกาลสภาวันนี้ยังเป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้ง
ระบบเก่าตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม   แต่เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปพี่น้องประชาชนจะได้เห็นการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ จะได้เห็นการเลือกตั้งในระบบใหม่ ผมคงไม่ต้องอธิบายเรื่องของรัฐธรรมนูญมากมายเพราะว่าหลายท่านคงจะได้ผ่านการพูดคุยในเรื่องนี้กันมาแล้ว

    การเลือกตั้งใหม่เป็นความหวังที่ประชาชนอยากเห็นพฤติกรรมของนักการเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นคำนึงถึง
บ้านเมืองและผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนมากขึ้น   และทำให้เรื่องการคอร์รัปชันทำได้ยากขึ้น   ถึงแม้ว่าวันนี้เครื่องเอ็กซเรย์ หรือเครื่องตรวจสอบถ่วงดุลภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่แต่เชื่อว่าต่อไป นักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่ดีก็คงอยู่ยาก ทำพฤติกรรมอย่างเดิมไม่ได้อีกแล้ว เราหวังกันว่าเราจะได้นักการเมืองที่ดีขึ้นตรงนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า     เราจะมีโอกาสได้ผู้บริหารประเทศและคณะรัฐมนตรีที่เป็นคนซึ่งในอดีตไม่ค่อยกล้าเข้ามาสู่การเมืองแต่ด้วยระบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งครั้งหน้าคนเหล่านี้ที่มีความรู้ความสามารถก็อาจจะกล้าเข้ามามากขึ้นประชาชนก็จะได้มีโอกาสเลือกผู้ที่จะมาบริหารประเทศได้มากขึ้น

ไม่อยากเห็นการพัฒนาประเทศเหมือนลิงไต่เสาน้ำมัน


      เราคงไม่ต้องการเห็นประเทศเป็นอย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่า  พัฒนาประเทศเหมือนลิงไต่เสาน้ำมัน   ถ้าตอนเด็กๆใคร
เรียนคณิตศาสตร์คงจำกันได้ ครูมักจะให้โจทย์ว่า จงคำนวณว่าลิงไต่เสาขึ้นไป 3 ฟุตแล้วลื่นลงมาอีก 2 ฟุตเสายาว 12 ฟุต ดังนั้นลิงต้องไต่กี่เที่ยวจึงจะถึงยอดเสา   เป็นการบอกถึงเรื่องการบริหารงานได้ดีว่าหากเราได้ผู้บริหารไม่ดี   แม้กำลังก้าวหน้าอยู่ดี ๆ ก็อาจจะรูดไหลกลับมาตั้งต้นใหม่ได้ทุกทีไป        นี่คือสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ มีบทความหนึ่งในหนังสือThe  Economist  วิเคราะห์การเมืองทั่วโลกไว้ว่า     หลังยุคสงครามเย็นหมดไปเรื่องความแตกต่างในอุดมการณ์ ทางการเมืองของแต่ละประเทศ      แต่ละพรรคนั้นจะเริ่มไม่ค่อยชัดเจน      เพราะแต่ละพรรคจะเริ่มเอาหัวหน้าพรรคเป็นจุดขายเหมือน ๆ กัน นั่นคือแนวโน้มของทั่วโลก

การเมืองแบบ "เล่นขาว เล่นดำ" ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาทำงานการเมือง


     ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราทำการเมืองในระบบที่เรียกว่าเล่นขาว เล่นดำ  คือทำให้ตัวเองขาว ทำให้คนอื่นดำเราทำ
อย่างนี้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้ สิ่งนี้ทำให้คนไม่กล้าเข้าสู่การเมือง     เพราะบางครั้งบางเรื่องไม่เป็นความจริงแต่กลับอยู่ที่ว่าใครกล่าวหาใครเก่งกว่ากัน   หลายคนถูกกล่าวหาและแก้ตัวไม่เป็นก็กลายเป็นผู้ที่ถูกสังคมลงโทษโดยที่สังคมเองก็ไม่มีข้อมูล แต่บางคนตอบเก่ง เลี่ยงเก่งทั้งๆที่ทำผิดแต่ยืนปฏิเสธจนกลายเป็นคนถูกไปได้นี่คือระบบการเมืองที่เป็นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สังคมขาดการพัฒนาในเรื่องความรู้และความคิด    ผมเองเคยคุยกับจิตแพทย์ซึ่งบอกผมว่าสังคมเราตอนนี้เด็กมีความรู้สึกสับสนเพราะเห็นคนที่ไม่ได้ทำความดีแล้วได้ดี    เด็กเลยมีความพยายามน้อยลงในการทำความดีเด็กได้เห็นคนที่สังคมบอกว่าเป็นคนไม่ดี เป็นคนเลว    แต่หลายคนที่ถูกกล่าวหาก็กลายเป็นรัฐมนตรีกลายเป็นบุคคลที่สังคมยอมรับได้ สิ่งเหล่านี้บอกเราว่าเรากำลังบูชาความสำเร็จเป็นสรณะหรือเปล่า

ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ต้องผ่านความล้มเหลวมาก่อน


     ผมอยากบอกว่าในชีวิตของคนหนึ่งคน ไม่มีใครประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ได้ผ่านความล้มเหลวมาก่อนและในช่วง
ขณะที่เราเกิดความล้มเหลวนั้น    เราไม่จำเป็นต้องหนีสังคม มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า  Dare To Fail  เขียนโดยนักเขียนชาวสิงคโปร์   แปลเป็นไทยโดยนายแพทย์ท่านหนึ่งใช้ชื่อภาษาไทยว่า   กล้าล้มเหลว    เป็นหนังสือที่พูดว่าบางทีความล้มเหลวก็ถือเป็นครู เป็นสิ่งที่เป็นเหตุ    เพราะในชีวิตคนเราต้องล้มเหลวก่อนจึงจะสำเร็จได้ในอนาคต   แต่การที่เราบูชาความสำเร็จเป็นสรณะมากเกินไป ทำให้คนที่ล้มเหลวหมดกำลังใจและรู้สึกเหมือนถูกสังคมลงโทษโดยฉับพลัน    เราจึงต้องให้กำลังใจกับผู้คน ภาวะอย่างนี้คนอายุประมาณ 30-40 กว่า  เจอวิกฤติเศรษฐกิจทีเดียวถามว่าเราจะให้ชีวิตเขาจบแค่นี้หรือสิ่งที่ประเทศได้สร้างเขาขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้การศึกษา      เรื่องของโอกาสที่เขาได้รับได้สร้างมาอีกมากการที่มาพลาดครั้งนี้    ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องกลับมาคิดว่าทำอย่างไรให้คนรุ่นนี้มีพลังขึ้นมาและกลายเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยต่อไป

สังคมจะบังคับให้พรรคการเมืองสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่


      การเมืองใหม่จะเปลี่ยนรูปแบบไปจากการเล่นขาว เล่นดำ กล่าวหาคนอื่น ทำให้ตัวเองดีคนเดียวคนอื่นเลวไปหมดนั้น จะเริ่มเป็นที่ไม่ยอมรับของสังคมมากขึ้น   และสังคมจะบังคับให้พรรคการเมือง   ต้องสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่นั่นคือการทำงานอย่างสร้างสรรค์และยึดเอาบ้านเมืองเป็นที่ตั้งมากกว่ายึดการเมืองเป็นที่ตั้งการทำงานแบบใหม่จะต้องขายแนวความคิดว่า เมื่อท่านเข้าไปสู่อำนาจรัฐแล้ว ท่านจะให้อะไรกับบ้านเมืองบ้างไม่ใช่บอกอย่างที่เคยเป็น ว่าผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ เมื่อเข้าไปแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร ขอไปนั่งศึกษาก่อนรอศึกษา      รอรายงานจากข้าราชการประจำก่อนวันนี้เราไม่มีเวลาแล้ว      ประเทศไทยรอไม่ได้อีกแล้วการเมืองจะถูกบังคับว่าต่อไปนี้พรรคการเมืองและนักการเมืองจะต้องมีกระบวนคิดของตัวเอง        ช่วงเวลาการออกไปรณรงค์หาเสียงนั้นทุกพรรคจะถูกสื่อมวลชนและประชาชนบังคับว่าจะต้องมี platform หรือจุดยืนทางความคิดของแต่ละเรื่อง ของแต่ละพรรคอย่างไรนี่คือยุคที่ผมมองว่าการเมืองน่าจะเป็นแบบนั้น

นักการเมืองในความหมายของท่านพุทธทาส


      ทีนี้เรามาถามว่าเราจะทำการเมือง เราทำเพื่อใคร   ถ้าทำการเมืองเพื่อตนเอง เพื่อการเข้าไปมีอำนาจ เพื่อพวกพ้องตรงนั้นต้องไปอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสเรื่อง ธรรมะกับการเมือง ท่านบอกว่าถ้าเมื่อไหร่นักการเมืองหยุดเห็นแก่ตัว ละลดกิเลสได้ เมื่อนั้นบ้านเมืองจะดีหรือว่าถ้าเราจะทำการเมืองเพื่อชาติ เพื่อคนอื่นในหนังสือของท่านพุทธทาสท่านบอก
ไว้ว่าการเป็นนักการเมืองที่ดี ท่านเรียกว่า นักการเมืองโพธิสัตว์     แปลว่านักการเมืองที่มีเมตตาธรรมมีความรักเพื่อนมนุษย์ นำไปสู่การทำงานการเมืองอย่างเสียสละ นั่นคือแนวทางการเมืองที่ถูกต้อง

การปฏิรูปตัวเองคือภารกิจแรกของประเทศ


      ถ้าเราทำการเมืองเพื่อชาติ จะต้องทำการเมืองโดยที่มีภารกิจที่ชัดเจน   ลำดับแรกคือภารกิจภายในประเทศเป็นภาร
กิจที่ยิ่งใหญ่มากคือการปฏิรูป เราจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อให้ชาติพ้นวิกฤติ ถ้าเราไม่ปฏิรูป การพ้นวิกฤติจะไม่ยั่งยืน ในที่สุดเราก็จะเจอปัญหาเดิม ๆ อีก       และโดยเฉพาะเป็นที่น่าเสียดายว่าภาคเอกชนของเรากำลังปล่อยให้ช่วงที่ควรปฏิรูปตนเอง ได้ผ่านพ้นไปโดยที่ไม่ได้ปฏิรูปใด ๆ   เลยหนังสือของพอลครุกแมนบอกว่า การที่เอเชียมีปัญหาอย่างต่อเนื่องจนทุกวันนี้ เพราะนักธุรกิจเอเชียส่วนหนึ่งไม่ได้บริหารกิจการของตัวเองแบบมืออาชีพทางตะวันตกแต่เติบโตมาโดยตลอดด้วย หนี้มากกว่าผลประกอบการที่แท้จริง ระบบการบริหารการเงินยังขาดความโปร่งใส   เมื่อมีวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นจึงอ่อนแอจนส่งผลให้ปิดกิจการเป็นจำนวนมาก ที่จริงแล้วถามว่ายากมั้ยครับที่เมืองไทยจะฟื้น   ผมว่าถ้าเราทำแบบเดิม ๆ ยากแน่ครับถ้าเราไม่ปฏิรูป ไม่คิดที่จะพัฒนาการบริหารองค์กรของเราใหม่   ด้วยระบบการบริหารที่ถูกต้อง ผมว่าเราจะฟื้นยากเพราะฉะนั้นการปฏิรูปของภาคเอกชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะต้องบริหารงาน   ด้วยความโปร่งใส     และรับผิดชอบโดยเฉพาะบริษัทเอกชนที่เป็นมหาชน      ตรงนี้เป็นจุดสำคัญของการปฏิรูปในภาคธุรกิจ     นายไมเคิล แบกแมน  เป็นนักเขียนชาวออสเตรเลียน   เขาเขียนหนังสือเรื่อง Asian Eclipse หรือ มุมมืดของเอเชีย เขาบอกว่าตอนนี้เป็นโอกาสในการปฏิรูปตัวเอง เขาเปรียบสิงคโปร์เป็นเด็กนักเรียนที่นั่งแถวหน้าครูพูดอะไรจดใหญ่เลย ส่วนมาเลเซียเป็นนักเรียนแถวกลาง ไม่ได้จดแต่นั่งฝันกลางวัน แต่ยังพอเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา พอจำได้บ้าง ส่วนอินโดนิเซียเปรียบเหมือนนักเรียนแถวหลัง นอกจากไม่จดไม่ฟังแล้ว ยังเล่นยังกวนคนอื่นด้วย ทำให้เสียโอกาสในการปฏิรูปตัวเอง แต่ฮ่องกงนั้นหนักเข้าไปอีกไม่สนใจแม้แต่จะเข้าห้องเรียนแต่เขาไม่ได้พูดถึงประเทศไทย ผมเลยไม่กล้าพูดต่อการปฏิรูปนั้นนอกจากให้พ้นวิกฤติแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อให้เราสามารถเผชิญกับโลกในยุค 2000  ได้ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าโลกยุค 2000 มันดุร้ายน่ากลัวอย่างไรทำไมจึงต้องเตรียมตัวเพื่อพร้อมเจอโลกปี 2000

เตรียมความพร้อมสู่เวทีโลก


      ลำดับสองคือภารกิจภายนอก เป็นเรื่องการต่างประเทศ   ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมของการเมืองของผู้นำและของรัฐบาลไทย เพื่อให้มีบทบาทในเวทีโลก   วันนี้มีช่องว่างมากในอาเซียนที่ต่างคนต่างมีปัญหาภาวะผู้นำและทิศทางของอาเซียนยังไม่ชัดเจน ยังแกว่งขณะที่ผู้นำเปลี่ยนยุคกันมากพอสมควร ผู้นำเองจะต้องปรับตัวเองให้มีบทบาทตรงนี้ไม่ เช่นนั้นในเวทีโลกเราจเสียเปรียบเราต้องฟื้นอาเซียนให้เป็นพลังในการเจรจาการค้าโลกให้ได้ เพราะถ้าเราพลาดท่าในการเจรจาต่อรองในเวทีโลก สุดท้ายผู้แบกรับผลที่เกิดขึ้นคือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

สงครามเศรษฐกิจครอบงำยุค 2000


      จากภารกิจที่กล่าวแล้ว ตอนนี้เราก็ต้องมาหาผู้นำว่าควรเป็นอย่างไรในภาวะที่เราต้องปรับตัว ผู้นำที่จะพาเราประสบ
ความสำเร็จ ฟื้นประเทศชาติให้รุ่งเรืองได้ แต่ก่อนอื่นผมขอพูดเรื่องที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในปี 2000   เราเพิ่งจบสิ้นภาวะสงครามเย็น สงครามระหว่างคอมมิวนิสต์กับโลกเสรียุติลงแล้ว  แต่ต่อไปนี้จะเป็นสงครามเศรษฐกิจเป็นสงครามที่มีความโหดร้ายไม่แพ้กัน สมัยก่อนการยึดประเทศเป็นอาณานิคมเขาใช้กองเรือใช้กำลังคนเพียง 400-500 คน ก็สามารถยึดได้ทั้งประเทศเพราะการยึดสมัยก่อนเขาใช้พลังในการเคลื่อนย้ายกำลังพล    ใครมีพลังมากกว่าก็ชนะแต่วันนี้วิธีการรบต่างออกไป เพราะเป็นเรื่องของการเคลื่อนย้ายทุนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วงชิงเศรษฐกิจเราไม่ได้ยึดพื้นที่ แต่เรายึดเศรษฐกิจแทน นี่คือภาวะที่เกิดขึ้นและตั้งแต่ปี 2000 จะรุนแรงมากขึ้น

การเจรจาบนเวทีโลกคือหัวใจในการรบ


     เรามีเวทีการค้าโลกในกรอบ WTO ก็จริงอยู่    แต่สิ่งที่ติดตามมาในประเทศเสรีประชาธิปไตยก็คือ  ระบบทุนนิยม
เพราะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน    ทุนนิยมคือประเทศใหญ่ได้เปรียบประเทศเล็ก   ที่เราเรียกว่าเสรีนั้น   เสรีไม่จริงหรอกครับเพราะมันไม่เท่าเทียมกัน ความใหญ่ต่างกันเยอะ แต่เขาบอกเราว่าเสรี ที่จริงแล้วคนยิ่งตัวใหญ่ยิ่งจะได้เปรียบสังเกตเวลาที่เราจะไปต่อรองบนเวทีการค้าโลก ประเทศใหญ่เขาจะมีวาระของเขา     สามารถเดินเกมเพื่อให้เป็นไปตามวาระของเขาได้ แต่ละเรื่องที่ออกมาล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศเล็กต้องปรับตัวและเสียเปรียบตลอดเวลาอย่างไรก็ตาม แม้เราจะเป็นประเทศเล็กแต่ความจัดเจนในการเจรจาบนเวทีโลก    และเกมในการต่อรองจะต้องเป็นหัวใจสำคัญที่เราต้องให้ความสนใจ

เทคโนโลยีสารสนเทศจะกดดันให้เกิดภาวะแห่งโลกาภิวัตน์


     อีกประการหนึ่งในปี 2000 เราค้นพบกันแล้วว่าเป็นภาวะแห่งความเป็นโลกาภิวัตน์ ตอนนี้มันเข้ามาแล้วและเป็น
อยู่ แต่จากปี 2000 จะรุนแรงมากขึ้น ภาวะแห่งการเป็นโลกาภิวัตน์คือ การค้าขายโดยอาศัยกลไกการตลาดเป็นตัวตั้งเพราะเศรษฐกิจโลกจะไร้พรมแดน   ที่สำคัญคือจะเกิดแรงกดดันโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งประเทศใหญ่จะมีความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น     สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกดดันทำให้ทุกประเทศอยู่ในภาวะแห่งโลกาภิวัตน์ ถือว่าเป็นภาวะที่เราต้องมีความพร้อมให้ได้ปี 2000 คนจะพูดถึงเรื่อง   Digital  Economy  หรือเศรษฐกิจบนคอมพิวเตอร์ เป็นการอาศัยคอมพิวเตอร์ในการค้าขาย ที่เราเรียกกันว่า e-commerce บ้าง e-service บ้าง โดยค้าขายกันผ่านระบบอินเตอร์เน็ต    ท่านประธานาธิบดีคลินตันได้พูดว่า ท่านจะผลักดันให้อินเตอร์เน็ตเป็น free  tradezone หรือเขตการค้าเสรีซึ่งเก็บภาษีกันไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่เขาพยายามจะผลักดัน   ซึ่งผมเชื่อว่าเขาจะผลักดันใน WTOทำให้ประเทศเล็ก ๆ จะต้องเสียเปรียบต่อไป ถามว่าเสรีมั้ยครับ เสรีครับ   แต่ความพร้อมมันมีไม่เท่ากันเหล่านี้ในปี2000 เกิดขึ้นแน่นอนเพราะฉะนั้นช่องว่างของความรู้และไม่รู้จะเป็นช่องว่างใหม่ที่เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากช่องว่างของความจนและความรวยช่องว่างของความรู้และไม่รู้นี้จะหนักขึ้น      จะทำให้ขีดความสามารถของคนต่างกันมากขึ้นสิ่งที่ผมพูดเป็นสิ่งที่น่ากลัวนะครับ แต่ผมไม่กลัว ผมเชื่อว่าเรารวมพลังกันสู้ได้

ธุรกิจข้ามชาติจะเฟื่องฟู


     เรื่องธุรกิจก็จะเปลี่ยนแปลงไปเพราะจะถูกครอบงำโดยบรรษัทข้ามชาติ ปัจจุบันมีการควบกิจการข้ามชาติกันแล้ว
ตัวอย่างเช่นการที่บริษัทเดล์มเลอร์ เบนซ์จากเยอรมัน ไปซื้อไคร์สเลอร์ผมจำไม่แม่นนักว่าใครซื้อใครเพราะยุ่งไปหมดทีนี้ถามว่าเราจะเอาอย่างไรดี   วันนี้เราใหญ่แข่งเขาไม่ได้หรอกครับ   เพราะปริมาณเงินในประเทศเราไม่มากพอที่เราจะไปแข่งควบกิจการข้ามชาติแบบนั้นได้ แต่ว่าเราสามารถที่จะทำกองทัพเล็กๆให้พร้อมลุยได้นั่นคือเราต้องหันมาส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางของเรา ให้แข็งแกร่ง ด้วยผลิตภัณฑ์ การตลาด และ การบริหารการจัดการเรื่องการเงินนั้นจำเป็นก็จริงแต่ต้องมาทีหลังรายละเอียดพวกนี้พูดให้ฟังอาจไม่ตรงกับหัวข้อนัก ดังนั้นขอข้ามไป

จับตาการแสวงหาทรัพย์สินทางปัญญา


     สิ่งที่น่ากลัวอีกอันคือ โลกข้างหน้าจะแย่งกันแสวงหาทรัพย์สินทางปัญญา   จะจดทะเบียนลิขสิทธิ์เป็นของตัวเองหลาย
อย่างก็เป็นปัญญาที่คิดเองแต่หลายอย่างก็เอาปัญญาของคนอื่นไปดัดแปลงถ้าคน ๆ นั้น      ตั้งหลักไปจดทะเบียนไม่ทัน ต่างชาติวันนี้เริ่มเข้ามาหาภูมิปัญญาไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนไว้ แล้วเอาไปดัดแปลงนิดหน่อยเพื่อนำไปจดทะเบียนเป็นของเขา ในอนาคตข้างหน้าสินค้าที่ผลิตจากสมอง จากความคิด จากปัญญา จะขายได้ราคาดีกว่าสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบทั่วไป เพราะฉะนั้นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นเรื่องสำคัญมากในยุค 2000 ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเริ่มแสวงหาว่าใครมีทรัพย์สินที่จะเอามาครอบครองได้

ผู้นำยุคหน้าต้อง "รอบรู้และรู้รอบ"


     ถ้าเห็นกันว่าปี 2000 และภารกิจทางการเมืองเป็นอย่างที่พูดถึงไปแล้วนั้น ถามว่าผู้นำจะเอาแบบไหนดีจะเอาผู้นำ
แบบ digital หรือ analog ดร.นิโกรปอนเต้จาก MIT พูดไว้ว่าพวกที่มีความคิดแบบ digital มักจะไม่อยู่ในระดับที่มีอำนาจตัดสินใจ   แต่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจส่วนใหญ่มักจะมีความคิดแบบ analog คือค่อนข้างจะล้าหลัง ทำให้การพัฒนาเป็นไปได้ช้า ทีนี้ก็มาดูคุณสมบัติของผู้นำไทยในปี 2000 ควรมีลักษณะอย่างไร คุณสมบัติประการแรกต้องมีความรู้ ต้องทั้งรอบรู้และรู้รอบ ถ้ารู้อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นไม่พอ ต้องรู้ทั้งหมด    เพราะภารกิจข้างหน้านั้นยาก และ ซับซ้อนกว่าวันนี้มากนักที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้เขารู้เรา รู้ว่าโลกเขาคิดอย่างไร เขาจะไปทางไหน และเราเองมีศักยภาพจริง ๆ แค่ไหนเราสามารถจะพัฒนาศักยภาพของเราเพื่อต่อสู้ในสงครามเศรษฐกิจได้แค่ไหน คนของเราจะมีความแข็งแกร่งยืนบนขาของตัวเองและสร้างรายได้ได้อย่างไร

ผู้นำต้องสามารถนำให้เกิดการปฏิรูปได้


     คุณสมบัติประการที่สองคือ ต้องมีความสามารถพิเศษในการที่จะนำการเปลี่ยนแปลง อย่างที่ผมเรียนว่าโลกยุคหน้า
เป็นโลกของการปฏิรูปทุกรูปแบบทั้งระบบเศรษฐกิจ ระบบการผลิต ระบบการสร้างรายได้   ระบบการศึกษา  ระบบราชการ การปฏิรูปหลายอย่างเช่นนี้ ผู้นำต้องเป็นผู้ที่สามารถสื่อสารการเปลี่ยนแปลงในสังคม     เพื่อให้คนในสังคมเข้าใจ และพร้อมที่จะรวมพลังกันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น    เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ผู้นำต้องมีความสามารถที่จะนำและบริหารการเปลี่ยนแปลงได้อย่างดีและต้องไม่สร้างความขัดแย้งในสังคม       ถ้าผู้นำขาดความสามารถในจุดนี้ เราจะมีความขัดแย้งในสังคมขึ้นอีกมาก    ถ้าสื่อสารไม่ดี จะเปลี่ยนจะเสนออะไรก็จะถูกขัดขวางพอขัดขวางเสร็จก็หยุดก็เลิกกันไป เพราะกลัวการเมืองทุกอย่างก็หยุด ไม่ต้องปฏิรูปกัน แล้วเมื่อไหร่เราจะแข็งแกร่ง
และต่อต้านวิกฤติได้อย่างยั่งยืน

ผู้นำต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการ


     คุณสมบัติประการที่สาม ผู้นำจะเป็นผู้นำเพียงอย่างเดียวไม่ได้    แต่ ต้องมีความสามารถในการบริหารการจัดการ
เพราะว่าจะต้องกล้าตัดสินใจ กล้านำ กล้าเปลี่ยน ต้องรู้จักใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ การจะเข้าใจปัญหา การจะกล้าตัดสินใจอะไรนั้นจะต้องมีข้อมูลบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ มีตัวเลขและเข้าใจ วิเคราะห์ตัวเลขเป็น ไม่ใช่ดูตัวเลขสุดท้ายแล้วไม่รู้ว่าตัวเลขสุดท้ายนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร นั่นคือต้องมีคำตอบทางวิทยาศาสตร์พอสมควรแต่เวลาจะปฏิบัติก็ต้องใช้ศิลปะในการปฏิบัติด้วยในสิงคโปร์วันนี้เขามีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ปี 2000 เป็นปีเป้าหมายที่ทุกประเทศจะก้าวกระโดดในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของตัวเอง เพราะฉะนั้นสิงคโปร์จึงเตรียมการจัดการโดยปรับเป็นกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ในขณะที่อินเดียก็มีกระทรวงรถไฟ คือมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องกล้าเปลี่ยน

ประเทศไทยต้องการความรู้จริงและความกล้าที่จะเปลี่ยน


     ถ้าใครได้อ่านหนังสือไทมส์ที่พูดถึงในหลวงรัชกาลที่ห้า พระองค์ท่านได้ทรงเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยในวัน
นั้น  ก็เพราะว่ากระแสโลกที่บีบเข้ามาในเรื่องของการล่าอาณานิคม ท่านทรงเปลี่ยนก็เพื่อให้พ้นจากการล่าอาณานิคมในช่วงนั้น   และเพื่อเป็นการปฏิรูปให้ประเทศไทยพร้อมรับกับการเข้ามาของอิทธิพลตะวันตก   เราเองก็ได้อาศัยวิสัยทัศน์และการกล้าปฏิรูปตั้งแต่สมัยนั้น    จนถึงวันนี้ที่โลกเปลี่ยนไปอีกมากแล้ว เราต้องการความรู้จริงที่จะเปลี่ยนประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ถ้าไม่เช่นนั้นเราจะเสียอิสรภาพ    ไม่ใช่อิสรภาพเหมือนเมื่อก่อนแต่เป็นการเสียอิสรภาพ   ทางเศรษฐกิจ วันนี้บอกว่าไม่เสียอิสรภาพก็ยังบอกไม่ถูก เพราะอิสรภาพทางความคิดในการที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวของเราเอง ไม่รู้ว่ามันหมดไปได้อย่างไร    เราถูกครอบงำโดยองค์กรระหว่างประเทศหรืออย่างไร    ทำไมความชัดเจนจึงไม่มี ทำไมความกล้าจึงไม่มี

ทฤษฎีแห่งความสมดุล


     ที่สำคัญผู้นำจะต้องเข้าใจหลักของพระพุทธเจ้าคือทฤษฎีแห่งความสมดุล ที่จริงแล้วทุกอย่างเป็นเรื่องของกฎธรรม
ชาติ มนุษย์คือสิ่งมีชีวิต องค์กรคือสิ่งมีชีวิต ประเทศเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่จะต้องมีความสมดุลของตัวเอง     ถ้าเมื่อไหร่มากหรือน้อยไปจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นการบริหารองค์กรคือการบริหารความสมดุล ถ้าผู้นำบริหารองค์กร  โดยไม่เข้าใจว่าความสมดุลคืออะไร จะบริหารความสมดุลไม่เป็น ความสมดุลถือเป็นศิลปะอันยิ่งใหญ่ของผู้นำ     วันนี้มันไม่มีความพอดีเกิดขึ้น สังคมกำลังมีปัญหา ความกลมกลืน   ความสมดุลของสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องเข้าใจนักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลกวันนี้คือ นายอลัน กรีนสแปน   ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็จริงอยู่ แต่ปริญญาใบแรกของเขาคือดนตรี เขาเป็นนักดนตรี ชอบเป่าแซกโซโฟนเป็นคนซึ่งใช้ศิลปะของท่วงทำนองของดนตรีมาประกอบกับศาสตร์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่เขาเรียนมา       ทุกครั้งที่เขาตัดสินใจอะไร เขาใช้จุดหมายเป็นตัวตั้งและใช้ความสมดุลเป็นตัวปฏิบัติตลอดเวลา นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนผมสังเกตดูว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จหลายคน มีศิลปะแห่งความเข้าใจว่าความสมดุลคืออะไร ในร่างกายมนุษย์นั้นทุกคนมีเชื้อโรคอยู่ 18 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเชื้อโรคมากไปร่างกายจะอ่อนแอ ถ้าเชื้อโรคน้อยไปก็จะติดเชื้อง่าย   ความสมดุลมันมีอยู่    เพราะฉะนั้นการรักษาคนป่วยเขารักษาโดยการสร้างความสมดุลทั้งนั้น    เพื่อไม่ให้อวัยวะส่วนอื่นเสียหาย ในกรณีที่ไปรักษาอวัยวะส่วนหนึ่งมากจนเกินไป

ผู้นำต้องมีสำนึกในการคิดกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา


     คุณสมบัติประการต่อไปคือผู้นำจะต้องมีนิสัยและสำนึกเรื่องกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา   วันนี้ประเทศไทยไม่มีกลยุทธ์ของตัวเองผู้นำจึงต้องมีกลยุทธ์ จะต้องเข้าใจว่าเราจะนำประเทศไปทางไหน ทำให้ประเทศรอดได้อย่างไรซึ่งถ้าหากขาดจิตสำนึกแห่งความมีกลยุทธ์แล้ว ผู้นำจะพาผู้ตามเดินไปอย่างไม่มีทิศทาง ไม่มีเป้าหมายเหมือนตอนนี้ที่เราไม่รู้เรามัวแต่นั่งฝันว่าเมื่อไหร่จะเป็นวี เชฟ หรือยู เชฟ หรือแอล เชฟกับเขาบ้าง   ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่สุดแล้วเป็นอะไรกันแน่เพราะมันไม่มีเป้าหมายชัดเจนในมาตรการต่างๆ ที่ออกมา

ผู้นำต้องกล้าคิดนอกกรอบ


     ผู้นำวันนี้ต้องกล้าคิดนอกกรอบ ถ้าเราคิดอยู่ในกรอบเดิม กฎหมายหรือระเบียบว่าอย่างไร มีงบประมาณหรือเปล่า
มีกำลังคนมั้ย จบเลยครับ ทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ เพราะวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเรามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกตำรา เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดมาก่อน   กฎหมายที่เรามีอยู่ผมเชื่อว่าครึ่งหนึ่งล้าสมัย    การที่เรามุ่งการคิดนอกกรอบนั้นผมไม่ได้หมายถึงให้ทำผิดกฎหมาย แต่ต้องบริหารโดยเอาจุดหมายปลายทางเป็นที่ตั้ง คือคิดแบบที่เรียกว่าเป็น winner attitude คือมีทัศนคติเป็นผู้ชนะ นั่นคือมองเห็นคำตอบในทุกๆปัญหา แต่ถ้าเราคิดแบบผู้แพ้เราจะมองเห็นปัญหาในทุก ๆ  วิธีการที่จะทำ เลยไม่ได้ทำอะไรสักอย่างผมใช้คำว่าคิดใหม่ ทำใหม ่ ไม่ได้หมายความว่ายกเลิกสิ่งที่มีอยู่ทุกอย่างให้หมด ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ถ้าเรากล้าคิดนอกกรอบเราจะพบว่ามีส่วนหนึ่งที่ใช้ได้โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย    และอีกส่วนหนึ่งอาจใช้ได้แต่ต้องปรับปรุงแก้ไข หรืออีกส่วนหนึ่งอาจต้องยกเลิกไปเลยแล้วคิดขึ้นมาใหม่แทนที่ นั่นคือสิ่งที่ผมเรียกว่าคิดใหม่ ทำใหม่ ถ้าเรายังคิดอยู่ในกรอบเดิม ผลสุดท้ายจะจบที่เรื่องงบประมาณ เรื่องกฎหมาย เรื่องระบบราชการ ยกตัวอย่างเรื่องการสำรวจเอกสารสิทธิ์ที่ดินของเกษตรกร   ซึ่งตอนนี้ครึ่งหนึ่งของเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถาวร เพราะฉะนั้นเขาไม่รู้อนาคตของเขาเลยในบางอำเภออย่าง เช่น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน   ซึ่งเป็นที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ปรากฏว่าคนทั้งอำเภอกลายเป็นสัตว์ป่าหมด เนื่องจากว่าส่วนกลางได้ใช้กรอบของกฎหมายไปตีเส้นให้เขา ทำกันง่าย ๆ    ผลสุดท้ายคือประชาชนเดือดร้อน คนยิ่งจนยิ่งเดือดร้อนประชาชนไม่รู้ว่าจะทำมาหากินกันได้อย่างไร  ทุกวันนี้ปลูกพืชก็ต้องปลูกไร่เลื่อนลอยไปเรื่อยๆ ทำลายป่าไปเรื่อย ๆ    ถ้ากล้าคิดนอกกรอบก็คือต้องใช้เทคโนโลยีมาทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายทางดาวเทียม แล้วต้องคิดนอกกรอบอีกทีคือ การกำหนดเอกสารสิทธิ์เหล่านี้แทนที่เราจะใช้ระบบราชการ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาทำเป็นร้อย ๆ ปีกว่าจะทำเสร็จ เราต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ต้องหันมาใช้กำลังของนักศึกษาของสถาบันการศึกษาที่อยู่ในพื้นที่มาช่วยงานก็จะจบเร็วขึ้น    เราต้องกล้าคิดจากวิธีการเดิม ๆ   เพราะถ้าคิดแบบเดิม   เราทำอะไรไม่ได้หรอกครับวันนี้ต้องคิดใหม่และคิดเป็นภาพรวม  เพราะหากคิดแบบทีละชิ้นๆ   มันไม่มีทางสำเร็จ

ผู้นำต้องทำให้สังคมเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต


     อยากตั้งคำถามว่า วันนี้ผู้นำจะนำประเทศไทยให้เป็นประเทศแห่งการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด หรือที่เรียกว่า life-long learning society ได้อย่างไรถ้าท่านขืนปล่อยให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ไม่สามารถนำให้คนไทยต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
ได้ ท่านก็จะเห็นเด็กไทยเมื่อจบการศึกษาแล้ว ความรู้ที่เรียนมาก็จะหมดไป ล้าสมัยลงไปทุกวัน     ขณะที่เหตุการณ์ของโลกเปลี่ยนไปทุกวินาที ผู้นำจึงต้องทำให้สังคมนี้มีการเรียนรู้ เกิดความอยากรู้และได้รับความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

ผู้นำต้องเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ


     คุณสมบัติประการต่อไปเป็นเรื่องของต่างประเทศโดยตรง    ผู้นำจะต้องเป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ถ้าไม่เป็นที่ยอมรับ ก็จะไม่มีบารมีในการเจรจา เพราะฉะนั้นการเจรจาต่อรองจะเสียเปรียบเขา     แต่ถ้าเป็นที่ยอมรับการเจรจาต่อรองจะง่ายขึ้นนอกจากนี้ผู้นำจะต้องมีเครือข่ายความสัมพันธ์     ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนอย่างกว้างขวางเพราะหลายเรื่องที่ตกลงกันภายนอกกรอบ หลายเรื่องตกลงกันง่าย ๆ ในสนามกอล์ฟ หลายเรื่องตกลงกันในโต๊ะอาหาร

ผู้นำต้องมองและเข้าใจปัญหาทั้งระบบ


     นอกจากนี้ผู้นำต้องมองและเข้าใจปัญหาทั้งระบบ และต้องคิดถึงคนรุ่นหลังเป็นอันดับแรก   เพราะถ้าไม่คำนึงถึงคน
รุ่นหลัง ต่อไปคนรุ่นหลังจะมีปัญหา อยู่ในสังคมนี้ด้วยความลำบาก     ที่ประเทศฟินแลนด์เขาได้ริเริ่มให้มีสภาเยาวชนโดยเอาตัวแทนเยาวชนอายุ 12-15 ปีจากทุกประเทศทั่วโลกมาประชุมกัน     สภาเยาวชนเหล่านี้เมื่อนั่งประชุมกันแล้วเขาจะออก mission statement หรือออกภารกิจที่ผู้ใหญ่วันนี้ต้องทำเพื่อคนรุ่นหลัง ยกตัวอย่างเช่นเขาบอกว่าเมื่อโตขึ้นเขาอยากสูดอากาศบริสุทธิ์และดื่มน้ำที่สะอาด     เขากำลังบอกว่าช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ด้วยเถิด     พวกผู้ใหญ่ตอนนี้ทำมาหากินโดยไม่รักษาสิ่งแวดล้อมให้พวกเขาเลย คนรุ่นหลังในไทยเองก็เช่นกัน   ย่อมมองว่าผู้ใหญ่วันนี้จะทำอะไรให้พวกเขาบ้าง นอกจากหนี้ 2.2 ล้านล้านที่เรามีอยู่ ต้องตั้งงบประมาณปีๆ หนึ่งถึง 1 แสนล้าน  ถ้าจะผ่อนต้นด้วย 15  ปีก็ต้องตั้งไว้ 2 แสนล้านจากที่เรามีงบประจำอยู่ 5 แสนล้าน เก็บภาษีได้ประมาณ 7 แสนล้าน    ติดลบครับเพราะยังไม่มีเงินพัฒนาสักบาทเลย นี่คือภาวะความเป็นจริงของประเทศวันน ี้ ยังไม่นับหนี้ของกองทุนฟื้นฟู ที่มีภาระผูกพันในการชดเชยหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์   ที่ธนาคารแห่งชาติจะมาประมูลเอาไปบริหาร ซึ่งหนี้เหล่านี้เป็นหนี้เสียที่ไม่ได้คืนถึง 85 เปอร์เซ็นต์ วิธีงบประมาณก็เช่นกัน ถ้าเราทำงบประมาณแบบไม่มียุทธศาสตร์   คิดกันแบบเดิม ๆ ว่าปีนี้จะเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ก็เพิ่ม จะลดเท่าไหร่ก็ลด หากไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้มียุทธศาสตร์       สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ จังหวัดที่ใหญ่ก็จะใหญ่ต่อไป จังหวัดที่เล็กก็จะไม่มีโอกาสเติบโตงอกเงย      เหมือนที่แม่ฮ่องสอน   คนที่นั่น 95 เปอร์เซ็นต์ไม่มีความสามารถในการส่งลูกเรียนหนังสือในชั้นอุดมศึกษา เพราะจังหวัดเขามีประชากรน้อย แต่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ3 ของประเทศ ประชากรอยู่กระจัดกระจาย การทำมาหากินลำบากมาก ประชากรก็มีรายได้น้อย แต่ถ้าระบบงบประมาณยังเป็นอย่างนี้ เขาเองก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดชีวิต เขาไม่มีรายได้พอที่จะส่งลูกเรียนระดับอุดมศึกษา

ผู้นำต้องมองปัญหามากกว่าหนึ่งมิติ


     นอกจากนี้ผู้นำยังต้องสามารถ มองปัญหามากกว่าหนึ่งมิติ ถ้ามองปัญหาทีละมิติก็จะเหมือนรถม้าลำปางที่ให้ม้าใส่แว่นเดินให้มองเฉพาะทางตรง ๆ ที่จะเดินเท่านั้นไม่เห็นสภาพแวดล้อมทั้งหมด    เหมือนการที่ผู้นำไม่เข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งพอที่จะแก้ปัญหาได้ ทั้งระบบเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเปรียบเหมือนเส้นด้ายที่สาวออกมาจากหลอดด้าย แล้วเอามากองไว้ เวลาคิดจะม้วนกลับเขาหลอดด้ายอีก ถ้าท่านหยิบปลายหนึ่งมันก็จะเกิดปมใหม่ขึ้นเยอะแยะ ถึงแม้ว่าท่านหยิบปลายถูกด้าน    ท่านยังต้องค่อย ๆ   ม้วนกลับเข้าไปอย่างมีศิลปะ   ถ้าไม่เช่นนั้นก็ม้วนกลับไปที่เดิมลำบากเพราะมันยุ่งเหยิง การแก้ปัญหาของประเทศเราวันนี้สรุปได้แล้วว่าม้วนผิดปลาย      จึงทำให้การแก้ปัญหาซับซ้อนมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นจะต้องใช้พลังสมองของคนในชาติมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ รวมพลังกันคิด  รวมพลังกันแก้ไม่ใช่ว่าไม่ฟังใคร ผู้นำจึงต้องสามารถที่จะรวมพลังสมองของคนในชาติได้

วันนี้ประเทศไทยต้องการคนดีที่เป็นคนเก่ง


     ผมอยากฝากไว้ว่าอย่าปนกันระหว่างคนดีกับคนเก่ง    บางครั้งเราคิดว่าคนดีคือคำตอบ    แต่บางทีคนดีทำอะไร
ไม่เป็นก็เสียหายเยอะ แต่ว่าคนเก่งแล้วเลวก็ไม่ใช่เรื่องดี ผมเชื่อว่าสังคมไทยมีคนดีและคนเก่งอีกมาก     แต่คนเหล่านั้นยังไม่ดัง เพราะไม่ค่อยได้ออกทีวี เลยไม่ค่อยได้ถูกนำมาใช้     เราเลยหยิบคนดีที่ได้ออกทีวีบ่อย ๆ มาใช้ โดยนึกว่าเป็นคนเก่งแต่ในที่สุดก็แก้ปัญหาไม่ได้วันนี้ผมอยากให้คนดีที่เป็นคนเก่งออกมาแถวหน้า   ออกมาช่วยประเทศเพราะว่าคนอีก 60 ล้านคนกำลังรอคอยทิศทางที่ชัดเจนสำหรับอนาคตของเขา

คาถาแห่งความสำเร็จของท่านพุทธทาส


     การจะทำอะไรก็แล้วแต่ ผมขอให้ยึดคาถา  4   ข้อของท่านพุทธทาส    ถ้าใครยึดแล้วไม่มีทางที่จะไม่สำเร็จแต่จะ
สำเร็จมากน้อยก็แล้วแต่ แต่ถ้าจะล้มเหลวนั้นผมว่าไม่มี คำแรกท่านพุทธทาสบอกว่าสุทธิ คำที่สองคือปัญญา   คำที่สามคือเมตตา คำที่สี่คือขันติ นั่นก็คือท่านจะทำอะไร ท่านต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและต้องใช้ปัญญา    ปัญญานั้นจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อท่านมีจิตที่สงบคือมีสมาธิ ถ้าจิตท่านวุ่นด้วยกิเลส ปัญญาย่อมไม่เกิด นอกจากนี้ท่านต้องมีเมตตาคือการเสียสละ การรักผู้อื่น    ท่านพุทธทาสท่านพูดถึงการรักเพื่อนมนุษย์ มนุษย์ทุกคนคือเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้นเพราะฉะนั้นความมีเมตตาคือการเสียสละและรักเพื่อนมนุษย์ แม้กระทั่งเรื่องครอบครัว    ถ้าเราฝึกนิสัยเสียสละให้ครอบครัวเป็น     มันก็จะฝึกนิสัยให้เสียสละให้คนอื่นเป็นประการสุดท้ายคือ ความอดทน  ทางไปสู่เกียรติศักดิ์จักประดับดอกไม้หอมหวน ชวนจิตไซร้ ไป่มี     เป็นพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ห้า   ไม่มีใครสำเร็จโดยไม่ล้มเหลวมาก่อน ความอดทนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องมีถ้าขาดความอดทนแล้วเราก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จผมขออนุญาตจบการบรรยายเท่านี้ ขอขอบคุณทุกท่าน สวัสดี