clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
Polical.jpg (12179 bytes)


ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การเมือง ปี 2000"
โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
เนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ณ อาคารเนชั่น บางนา วันพุธที่ 6 ตุลาคม 2542

dot.gif (41 bytes)

              ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในวาระครบ 12 ปีในวันพรุ่งนี้ทุกอย่างมันผ่านไปเร็วมาก   ผมยังจำได้ว่าผมยังวิ่งแลกเช็คอยู่ตอนนั้นกรุงเทพธุรกิจได้เกิดขึ้นแล้วในช่วงนั้น    ผมขอขอบคุณคุณอดิศักดิ์ (ลิมปรุงพัฒนกิจ  บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯธุรกิจ) และทีมงานของกรุงเทพธุรกิจที่ได้ให้เกียรติผมมาพูดคุยกับทุกท่านในที่นี้     รวมทั้งท่านที่รับฟังการถ่ายทอดสดผ่านวิทยุอยู่ ก่อนจะพูดคุยเรื่องมุมมองของผมเกี่ยวกับเรื่องการเมืองไทยในปี 2000     ผมอยากจะพาไปท่องโลกเพื่อจะบอกว่าวันนี้ประเทศไทยเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกเราต้องรับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงการเมืองของไทย กับพี่น้องประชาชนไทยกับคนที่ทำมาหากินอยู่ในประเทศไทย

              เมื่อเร็วๆนี้มีนิตยสารของอังกฤษชื่อ The Economist   เขียนบทความเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของทุกประเทศทั่วโลกในวันนี้ เขาบอกว่าหลังจากหมดยุคสงครามเย็นเส้นแบ่งระหว่างอุดมการณ์ในเชิงการเมืองแท้ ๆ ซึ่งเดิมพรรคการเมืองเคยถูกใช้เป็นพาหะในการนำเอาอุดมการณ์ของโลกเสรี   และอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์มาเผยแพร่นั้นได้สิ้นสุดลงแล้วพรรคการเมืองจึงต้องปรับตัวในการที่จะนำเสนอกับประชาชนในสิ่งที่จะเป็นอุดมการณ์ของตัวเอง นอกจากนั้นการที่นายฟรานซิส ฟูกูยามา นักคิดคนสำคัญของโลก พูดถึงการสิ้นสุดของโลกคอมมิวนิสต์  ซึ่งถือเป็นชัยชนะอย่างเด็ดขาด       ของโลกทุนนิยมทำให้เกิดสุญญากาศทางความคิดมากพอสมควรแล้วอิทธิพลที่เกิดขึ้นจากชัยชนะครั้งนี้ก็คือชัยชนะของประเทศอเมริกาในทางอ้อม    อเมริกาวันนี้ได้พัฒนาไปเหนือกว่าหลายประเทศด้วยการคิดเกมใหม่   เกมที่สำคัญก็เช่นเกมการเมืองและเกมในเรื่องเทคโนโลยี    ประกอบกับกำลังกองทัพที่ยังเข้มแข็งอยู่ก็ทำให้อเมริกาทำหน้าที่เป็นตำรวจโลกได้พอสมควร   จุดเหล่านี้เป็นจุดที่สำคัญที่จะมีผลกระทบต่อวิธีคิด ต่อการเจรจาบนเวทีโลก    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันให้เข้าสู่ระบบการค้าเสรีภายใต้ระบบทุนนิยมนั้น กำลังเริ่มมีปัญหาเพราะมันเป็นการแข่งขันเสรีที่ไม่เท่าเทียมกันคนที่เข้มแข็งกว่าหรือคนที่ตัวใหญ่กว่า ก็ย่อมได้เปรียบและเอาเปรียบคนที่ตัวเล็กกว่าตลอดเวลา ในบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง หลังจากที่ไป take over ในประเทศแล้วยังไม่พอ ก็เริ่มเข้าไป  take over   ข้ามประเทศ เพื่อให้ความใหญ่เป็นความได้เปรียบและขณะเดียวกันโลกเสรีทั้งหลายก็เริ่มเรียกร้องให้มีการค้าเสรี      ตรงจุดนี้เราต้องกลับมานั่งทบทวนตัวเราเองว่าเราจะเดินไปทางไหน เพราะมันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของปี   2000 ทุกอย่างจะรุนแรงขึ้นเพราะว่า มันมีภาวะของการเป็นโลกาภิวัตน์ที่ทุกคนทุกประเทศจะต้องเผชิญ ภาวะที่สำคัญก็คือ ภาวะไร้พรมแดน   เพราะเกิดจาก free flow ทั้งหลาย   ความที่สินค้าสามารถจะถูกส่งขายข้ามประเทศ   เงินทุนก็สามารถไหลเข้าออกได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลข่าวสาร อีเมล์ทั้งหลายก็จะส่งผ่านกันได้อย่างรวดเร็วด้วยซึ่งที่สุดแล้วจะเกิดการผลักดันให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็น   free trade zone ขึ้นมาทำให้ทุกประเทศต้องหันกลับมาพิจารณาตัวเองว่าจะปรับตัวอย่างไรด้วยความล่มสลายทางความคิดเก่ากับความคิดใหม่ที่มาชนกัน แล้วเกิดความล่มสลายภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนนั้น   จุดหนึ่งก็น่าจะเกิดจากการล่มสลายของความคิดที่ยังยึดติดอยู่ว่าสิ่งที่เคยปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องขณะเดียวกันมีคนรุ่นใหม่     เป็นพลังคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวได้มีวิธีคิดใหม่   หลายคนมีความคิดที่แม้แต่ระบบการศึกษาของประเทศของเขาก็รองรับเขาไม่ได้   จนกระทั่งเขาต้องออกจากระบบการศึกษาของตัวเองอย่างเช่น บิลล์ เกทส์ ไมเคิล เดลล์ หรือสตีฟ จ็อบบ์คนรุ่นนี้ไม่ทันที่จะจบปริญญา ก็ลาออกมาทำสร้างธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมาก และ ไปผสมผสานกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง   ที่ทำเรื่องระบบการเงิน   ทำให้ระบบการเงินมีเครื่องมือออกมาแปลก ๆ   ซึ่งเป็นเกมใหม่ที่ทางอเมริกาชำนาญมากเขาเปิดเกมนี้ให้โลกทั้งโลกเล่นจะชอบหรือไม่ชอบ  ก็ต้องเล่นเกมนี้ทีนี้เมื่อความล่มสลายทางความคิดแบบเก่าเกิดขึ้นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางสังคมและทางความคิดก็จะมีขึ้น   ทำให้เกิดปัญหาสำคัญคือปัญหาภาวะผู้นำหนังสือใหม่ๆ   ที่ออกมามักจะเป็นเรื่องภาวะนำเป็นส่วนมาก   เพราะเป็นจุดที่เรากำลังเรียกหาว่าเราต้องการภาวะผู้นำแบบไหนที่จะเหมาะกับโลกใหม่ ประเทศไทยเองพบกับความล่มสลายทางภาวะเศรษฐกิจ ก็เป็นจุดหนึ่งที่มีผลกระทบกับการเมืองแน่นอนอีกประการหนึ่งคือวันนี้ประชาชนรู้ว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของรัฐธรรมนูญใหม่เท่าที่ควร เพราะรัฐธรรมนูญใหม่นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนจากการเมืองแบบตัวแทน   มาเป็นการเมืองแบบมีส่วนร่วมนั่นคือการลดอำนาจของภาครัฐมาสู่อำนาจของประชาชนมากขึ้นแต่ประชาชนยังไม่รู้สึกในเรื่องนี้มากนักเพราะรัฐบาลและสภาในปัจจุบันยังมาจากรัฐธรรมนูญที่เป็นการเมืองแบบตัวแทน แต่หลังจากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นงวดหน้า เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่านักการเมืองจะชอบหรือไม่ชอบ ก็จะต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงผมคงไม่ถึงกล้ามาประกาศว่าพรรคไทยรักไทยมีความสำคัญใด ๆ มากมายแต่การเกิดของพรรคไทยรักไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐธรรมนูญใหม่ ผมมั่นใจว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองพอสมควร   เพราะว่าพรรคไทยรักไทยได้เกิดขึ้นมาโดยใช้จุดยืนทางการเมืองที่เปลี่ยนจากวิถีการเมืองเดิม ๆ
เป็นการเมืองที่มุ่งเน้นด้านสาระที่เสนอแนวทางมากกว่าเป็นลักษณะของการเมืองแบบเดิม ๆ  ดังนั้น สิ่งที่พรรคไทยรักไทยได้เริ่มทำไปแล้วหลายพรรคการเมืองก็เริ่มทำตาม        ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีมันตรงตามวัตถุประสงค์ของเราที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเป็นประโยชน์ต่อสังคม  โดยเฉพาะการเสนอสิ่งที่เป็น platform หรือจุดยืนที่ใช้แก้ปัญหาในแต่ละเรื่อง ซึ่งผมจะได้พูดในรายละเอียดต่อไป

             หลังจากที่เรามองอิทธิพลต่างๆที่อาจจะมีผลกระทบต่อการเมืองแล้ว  ผมอยากจะเล่าให้ฟังถึงความคิดของผมในมิติต่าง ๆ โดยเริ่มจากมิติของนักการเมืองก่อนว่า เราคิดอย่างไรกับนักการเมืองในปี 2000 ที่จริงแล้วพูดว่าปี 2000 นั้นน่าจะเริ่มจากปี 2000 เลย   แต่ผมอยากให้ทุกท่านมองให้ไกลกว่านั้น มองไปถึงปี 2010 ซึ่งหากผมพูดไปวันนี้ ท่านอาจจะบอกว่ามันไกลเกินไป แต่ในบางเรื่องสามารถเกิดขึ้นจริงได้ เพียงแต่ใช้เวลาสักระยะหนึ่งเท่านั้น


             ในมิติของนักการเมืองผมคิดว่าช่วงนี้เป็นนาทีทองช่วงสุดท้ายของนักการเมืองที่คิดจะทำอะไรที่ไม่ดีไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชันหรือการใช้อำนาจรัฐที่ไม่โปร่งใส   เพราะกระบวนการตรวจสอบยังทำงานได้ไม่เต็มที่เนื่องจากรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่ช่วงนี้จึงเป็นช่วงสุดท้ายที่ประชาชนจะได้เห็นอะไร ๆ อีกมากมาย      แต่ในปี 2000   ผมไม่ได้บอกว่าคอร์รัปชันจะหมด ยังมีอยู่ครับแต่นักคอร์รัปชันจะระมัดระวัง เพราะระบบตรวจสอบต่าง ๆ   จะเข้มข้นขึ้นจะมีกลไกและมีหน่วยงานมากขึ้น จะทำให้นักการเมืองต้องปรับตัวเองพอสมควร ถ้าใครคิดหวังว่าจะมาได้ดิบได้ดีทางการเมืองนั้น ก็คงยากขึ้น ลำบากขึ้น คงต้องใช้เทคนิคพิเศษมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำกันไม่ได้เลยนะครับ   ช่วงนี้จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อเพราะถ้านักการเมืองยังคิดแบบเก่า คิดว่าจะทำพฤติกรรมแบบเก่าผมคิดว่าคงจะเหนื่อยที่จะต้องอยู่ในโลกของการเมืองที่มีระบบตรวจสอบมากมาย ดังนั้นคงต้องมาคิดแบบใหม่กันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารการจัดการที่ยิ่งต้องคิดแบบใหม่หนักขึ้นไปอีก อันนั้นเราต้องไปพูดกันในเรื่องของรัฐบาล


             อย่างที่ผมเรียนไปว่า อิทธิพลภายนอกจะมีความสำคัญต่อนักการเมืองไทยแน่นอน เพราะฉะนั้นนักการเมืองไทยต้องปรับตัวต้องมีความรู้และต้องเรียนรู้เพิ่มเติมต้องมีความเป็นสากลมากขึ้นแม้กระทั่งประชาชนหรือนักธุรกิจเองก็ต้องมีความเป็นสากลมากขึ้น    วันนี้ต่างประเทศมาซื้อกิจการในไทยตั้งหลายอย่างแล้ว      เราจึงถูกบังคับให้เป็นสากลมากขึ้นแน่นอนซึ่งก็ต้องมีความสัมพันธ์และเครือข่ายทางการเมืองข้ามประเทศเหมือนกัน เพราะจะทำให้เราเจรจาง่ายขึ้น


             แต่รัฐธรรมนูญใหม่นั้นดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ขีดเส้นคุณสมบัติของนักการเมืองได้อย่างชัดเจนระหว่างคนที่เป็นส.ส.และรัฐมนตรี นักการเมืองที่จะเป็นส.ส.นั้นแน่นอนว่าต้องเป็นคนในพื้นที่   ทำงานรับใช้ประชาชนรับฟังและเข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่ และสามารถนำปัญหานั้นเข้ามาสู่การรับรู้ของพรรค เพื่อให้พรรคไปแก้ไขในระดับชาติ ไปทำงานในสภาในที่สุด


             ส่วนคนที่เป็นรัฐมนตรีนั้นต้องมีความรู้ความสามารถ ต้องสามารถทำงานได้ด้วยตัวเองไม่ใช่มารออาศัยกลไกข้าราชการประจำแบบเดิม ๆ   ที่ต้องรอให้ข้าราชการเสนอรายงานก่อน เหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ  แม้กระทั่งระบบราชการเอง ต่อไปจะถูกบังคับให้ปรับตัวไปด้วย    สำหรับบทบาทของวุฒิสมาชิก ซึ่งจะมีวุฒิสมาชิกประเภทที่มีพรรคการเมืองแอบส่งทั้ง ๆ ที่ตามรัฐธรรมนูญไม่ให้ส่ง   คนเหล่านี้เมื่อถึงเวลาจริงแล้ว ก็จะเคอะเขินทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่เพราะเนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ให้ส่ง แต่บังเอิญว่ามีพรรคการเมืองให้สตางค์อยู่ พรรคการเมืองใช้ฐานเสียงช่วย    ดังนั้นความพยายามที่จะช่วยนั้นจะยังมีอยู่ แต่กลไกของสังคมจะบังคับให้พวกนี้เวลาทำงาน จะทำแบบสังกัดพรรคไม่ได้  วุฒิสมาชิกกลุ่มนี้จะเป็นข้าราชการเกษียณเป็นส่วนมาก ซึ่งล้วนเป็นพวกที่มีวินัย และฟังรัฐบาลเป็นหลักถ้ารัฐบาลนั้นไม่แย่เกินไป แต่ถ้ารัฐบาลนั้นแยวุฒิสมาชิกเหล่านี้ก็ย่อมจะให้ความสำคัญเรื่องความรักชาติมากกว่าอย่างอื่น


             ในมิติของการมองพรรคการเมืองนั้น ผมขอมองว่าระบบการเล่นขาว เล่นดำ หรือ การเอาความดีใส่ตัว ความชั่วใส่คนอื่นนั้น  ก็ยังคงอยู่ควบคู่กับการเมืองไทย  ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเมืองในประเทศมันก็เป็นอย่างนี้แต่มันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น    เพราะว่าพรรคการเมืองจะถูกทำให้เป็นระบบมากขึ้น    ไม่ว่าจะเรื่องของการหาเงินสนับสนุนการทำงานในระบบการสร้างนโยบาย การกำหนดนโยบายเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม     เหล่านี้จะเป็นกิจกรรมใหม่ที่พรรคการเมืองจะมี    พรรคการเมืองจึงต้องผลิตเนื้องานที่เป็นรูปธรรมมากกว่า   ผลิตน้ำลายในอดีตนั้นการเมืองไม่ค่อยได้ทำอะไรที่เป็นรูปธรรม  เพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่จะไปจมอยู่กับระบบสภาหรือในรูปของเป็นรัฐบาลเข้าไปบริหารเท่านั้นเองพอพรรคการเมืองใดเป็นฝ่ายค้าน ก็ไม่ค่อยทำอะไร   ต่อไปนี้ระบบของพรรคการเมืองจะเป็นระบบมากขึ้น พรรคการเมืองจะเหลือพรรคหลัก ๆ น้อยลง    เนื่องจากรัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้เกิดการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ๆ ง่ายขึ้น แต่ดำรงอยู่ยาก พวกที่คิดว่าจะพยายามทำพรรค 10-20 คน   ก็จะเริ่มเห็นความไม่คุ้มเพราะอัตราส่วนของการเป็นรัฐมนตรีในสมัยก่อนนั้นเป็น 4 คนต่อ 1 บ้าง  แต่คราวนี้ส.ส.มีมากขึ้นถึง 500 คน  จำนวนรัฐมนตรีเหลือแค่ 36 คน เพราะฉะนั้นอัตราส่วนจะเป็น  9   ต่อ 1   คนที่คิดจะทำพรรคเล็กประเภทขอสตางค์คนอื่นมาเพื่อมาทำพรรคการเมือง และตัวเองเป็นรัฐมนตรี อย่างนั้นหมดยุคแล้ว ต่อไปจะเหลือแต่พรรคหลัก  เมื่อเหลือแต่พรรคหลัก   แน่นอนว่าการเมืองต้องใช้สตางค์ กิจกรรมทุกอย่างของการเมืองต้องใช้สตางค์ทั้งหมด ดังนั้นหากการเมืองจะหยุดคอร์รัปชันได้ก็ต่อเมื่อมีระบบการบริจาคให้พรรคการเมืองอย่างถูกต้อง เหมาะสม เปิดเผย  และขณะเดียวกันนั้นก็จะเกิดระบบการให้เงินอุดหนุนของพรรคการเมือง
โดยรัฐบาลนั้นต้องเป็นไปอย่างมีกติกา  ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลากว่าจะเดินทางไปสู่จุดนั้นได้ ต่อไปเชื่อว่าการคอร์-รัปชันก็จะเบาบางลง และระบบการซื้อเสียงก็จะเบาบางลงตามไปด้วย   ที่สำคัญประชาชนอย่าเพิ่งเบื่อการเมือง   ตอนนี้ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่พรรคการเมืองจะต้องปรับรูปแบบของการดำรงความเป็นพรรคของตนเองซะใหม่    ทีนี้มาดูเรื่องเศรษฐกิจซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในช่วงปี 2000 เป็นต้นไป  เพราะฉะนั้นจุดที่จะมาแข่งขันทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองนั้น ก็จะเป็นเรื่องแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นหลัก การนำเสนอของพรรคการเมืองในเรื่องเศรษฐกิจ จึงถือเป็นเรื่องใหญ่      เพราะการจะไปเสนออุดมการณ์เดิม ๆ    มันก็จะเริ่มไม่มีอะไรที่แตกต่างต่อไปต้องให้แตกต่างกันที่วิธีคิด  ประชาชนจะเริ่มจับตามองมากขึ้น และต้องการความเป็นสาระจากพรรคการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทางในการแก้ปัญหา เพราะฉะนั้น platform จะเป็นจุดที่พรรคการเมืองจะต้องนำมาแข่งขันกัน   platform  คือจุดยืนในการแก้ปัญหาในแต่ละเรื่อง จะถูกนำมาท้าทายกันเพื่อใช้แข่งขันกัน พัฒนาการของการเปลี่ยนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนั้นจะเปรียบเสมือนเปลี่ยนน้ำในบ่อปลา มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแบบ  over night   ไม่มีพรรคการเมืองที่จะมาบอกว่าผมมีนักการเมืองที่ใหม่ 100 เปอร์เซ็นต์หรือบอกว่าพรรคนี้เก่า 100 เปอร์เซ็นต์   แต่มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนน้ำในบ่อซึ่งต้องใช้เวลา นักการเมืองที่ใหม่ในวันนี้ ก็จะไปเก่าในวันพรุ่งนี้    ไม่ได้หมายความว่าเก่าในวันพรุ่งนี้แล้วจะกลายเป็นคนเลวทั้งหมด นั่นก็ไม่ใช่   แต่นักการเมืองที่ค่อย ๆ มีปัญหากับสังคมจะค่อยๆ ถอยออกไป    แต่เราต้องเข้าใจว่าบางทีนักการเมืองที่ไม่ค่อยถูกใจคนกรุงเทพฯ หรือคนจังหวัดอื่นนั้น แต่อาจเป็นที่ถูกใจคนในจังหวัดของเขาก็ได้   เพราะอย่าลืมว่าสังคมของเราวันนี้มีความแตกต่างกันมากพอสมควร ทั้งในเรื่องสถานะ  อาชีพ   ความรู้และความไม่รู้   เพราะฉะนั้นจึงขอย้ำว่าตรงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนถ่ายหัวหน้าพรรคก็ยังคงเป็นจุดขายของนักการเมืองได้ต่อไป อันนี้ตรงกับบทความของหนังสือ The Economist ที่บอกว่าหัวหน้าพรรคยังคงเป็นจุดขายของนักการเมืองต่อไป เนื่องจากพอแนวเส้นแบ่งอุดมการณ์มันหมดไป หรือจางไป   จะกลายเป็นว่าหัวหน้าพรรคจะเป็นจุดเด่น    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้ เป็นการก้าวเข้าสู่สงครามเศรษฐกิจภายใต้ระบบ digital economy  หรือภายใต้เศรษฐกิจที่ค้าขายกันบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์    ในเมื่อยุคสมัยเป็นเช่นนี้    ผู้นำการเมืองจะถูกมองให้เป็นผู้บริหารเศรษฐกิจเป็นผู้นำในทางความคิด และเป็นผู้นำในการตัดสินใจมากกว่าทำงานทางการเมืองอย่างเดียว นั่นคือแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น แต่อาจจะไม่เป็นจริงในช่วงเลือกตั้งครั้งหน้าก็ได้ อาจจะเป็นจริงในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป ผมไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นทันที แต่จะเป็นแนวโน้มที่จะเข้าไปสู่จุดนั้นพรรคการเมือก็ยังอาศัยโพลล์เป็นเครื่องมือ โพลล์มี 2 ลักษณะคือโพลล์เพื่อจะรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไรกับตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นโพลล์เก็บเงียบ อีกอันคือโพลล์ตีปี๊บ ซึ่งบางโพลล์ที่ออกมาในช่วงนี้ ผมบอกได้เลยว่าไม่ได้ทำโพลล์จริง   เป็นการนั่งเทียนทำโพลล์เพื่อจะนำกระแส    ซึ่งสักพักหนึ่งประชาชนก็จะรู้ว่าทำไมเขาถึงคิดแตกต่างกันตลอด โพลล์เหล่านั้นก็จะเริ่มเสียความน่าเชื่อถือ   และสถาบันใดที่อนุญาตให้โพลล์เหล่านี้ใช้ชื่อ   สถาบันนั้นก็จะเสื่อมตามไปด้วย  การทำโพลล์แต่ละครั้งนั้นใช้เงินประมาณแสนถึงสองแสนบาท    อันนี้กรณีทำในกรุงเทพฯ อย่างเดียว ถ้าทำต่างจังหวัดก็จะกว่านั้น ถามว่าสถาบันเหล่านั้นเอาสตางค์มาจากที่ไหนปกติไม่มีงบประมาณหรอกครับ แต่ปรากฏว่าทำกันได้บ่อยมาก บางทีทำทุก 2 อาทิตย์   ผมเดาได้เลยบางทีโพลล์หนึ่งออกมา ผลเป็นอย่างนี้นะ อีกสักพักจะมีโพลล์หักล้างเรากำลังให้นักวิชาการบางคน เอาวิชาการมาทำลายสิ่งที่เป็นพัฒนาการทางความรู้ของประเทศ    เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก กระบวนการเหล่านี้มันยังคงอยู่ เพราะการเล่นขาว เล่นดำนั้นยังอยู่

             เรื่องอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ต่อการเมืองไทยก็ยังคงมีต่อไป ไม่ว่าจะเรื่องของความคิดที่ผู้นำในต่างประเทศมีต่อเรา เรือสถาบันความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ที่มีต่อเรา หรือสถาบันอื่น ๆ ที่มองเรา ล้วนมีผลต่อการเมืองในประเทศเรา และวิธีคิดของคนในประเทศด้วย


             ต่อไปยิ่งมีอินเตอร์เน็ตเข้าไปด้วยแล้ว พรรคการเมืองยิ่งต้องปรับตัวเยอะ  เพราะพรรคการเมืองต้องมีการใช้ information technology กับการเมืองพอสมควร   ไม่ว่าจะเรื่องของการรณรงค์หาเสียง   การให้ข้อมูลแก่ประชาชน หรือการหาสมาชิกพรรค


             ในอนาคตข้างหน้า โอกาสที่พรรคการเมืองไทยจะจับกลุ่มกันเหลือ 2 ขั้วก็จะมีมากขึ้น แต่จะเป็นขั้วทางความคิดมากขึ้น เช่น วิธีคิดเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะต่างกันไป    และพรรคเล็กพรรคน้อยจะเป็นตัวแปรที่วิ่งไปวิ่งมา แต่ในที่สุดแล้วการวิ่งไปมาแบบนี้ มันจะหลุดคล้าย ๆ กับออสเตรเลีย    ซึ่งไม่ได้มีแค่ 2 พรรค แต่แบ่งเป็น 2  ขั้วที่มีพรรคย่อย ๆ
เกาะอยู่ ไทยเราก็อาจจะเป็นรูปแบบนี้มากกว่ารูปแบบของอเมริกา

             ทีนี่มามองในมิติของประชาขน แน่นอนว่าตอนนี้กำลังเบื่อหน่ายการทะเลาะเบาะแว้ง ใส่ร้ายป้ายสีกันของการเมือง
เพราะประชาชนวันนี้กำลังดิ้นรนทำมาหากิน บางคนก็ตกงาน บางคนก็เป็น NPL บางคนก็มีปัญหาเรื่องลูกติดยา นี่คือภาวะความเป็นจริง

            แต่ผมอยากจะวิงวอนพี่น้องประชาชนว่า ท่านต้องไม่เบื่อการเมือง   และไม่ใช่ไปลงมติแต่ท่านต้องติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด
  โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญใหม่บอกไว้แล้วว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมให้มากไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงประชามติ การเสนอกฎหมาย การเสนอนโยบายที่จะเป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกันของประชาชน ตรงนั้นคือจุดที่ผมอยากจะขอร้องว่าทนกับมันหน่อยเถอะครับ      ทั้งเรื่องการคอร์รัปชันและการนำประเทศไปอย่างไร้ทิศทางนั้น    เป็นจุดที่ประชาชนยังเบื่อหน่ายและห่วงใยอยู่    ขณะนี้โลกทั้งโลกมีเสียงกึกก้องว่าได้ค้นพบนวัตกรรมใหม่ ๆ ในโลก มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้น  แต่เรากลับยังอยู่ในวิธีคิดที่ผมขอเรียกว่า คิดแบบ analog เป็นวิธีคิดแบบเก่า ๆ  และไม่ยอมปรับปรุงเราต้องเข้าใจว่าเราต้องการการนำที่ถูกทิศทาง อันนี้คือสิ่งที่ประชาชนต้องการใครก็ได้ที่นำแล้วไปถูกทิศทาง พวกเขาต้องการเห็นวิธีคิดใหม่ ๆ เพราะวิธีคิดแบบเก่าๆนั้นได้พาพวกเขามาเจอปัญหาที่ยังไม่มีทางออก วันนี้ท่านก็เห็นแล้วว่าหุ้นภูมิภาคขึ้นแต่หุ้นเราไม่ขึ้นเรารับแต่ข่าวร้าย ข่าวดีไม่ค่อยมี นี่คือสิ่งที่เปราะบางมาก    รัฐธรรมนูญใหม่และทฤษฎีการบริหารใหม่ ๆ นั้นเขาอยากเห็นองค์กรทุกองค์กรกำหนดนโยบายอย่างที่ไม่ใช่การสั่งจากข้างบนลงมา ต่อไปนโยบายที่คิดเองเขียนเองกันไม่กี่คนแล้วเอาไปใช้กันทั้งประเทศนั้น จะเป็นนโยบายที่ถูกปฏิเสธ เพราะมันได้ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวมาโดยตลอด สร้างความยากจนถาวรให้แก่ประชาชน      ดังนั้นนโยบายตามทฤษฎีใหม่ต้องเป็นนโยบายที่ประชาชนหรือองค์กรได้เข้ามามีส่วนร่วม ต่อไปข้างหน้า NGO หรือองค์กรประชาชนจะมีบทบาทในการให้ความรู้ เพื่อกระตุ้นประชาชนมาสนใจปัญหาของตัวเองมากขึ้น ปัจจุบันก็มีอยู่แล้ว    แต่ต่อไปจะมากขึ้นไปอีก   เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ด้วย   รัฐบาลจึงต้องเต็มใจที่จะทำงานร่วมกับเอกชนด้วยใจที่เปิดกว้างมากขึ้น เพื่อที่จะรับรู้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน     เพราะหน้าที่ของรัฐบาลคือการแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีความสุข      ในที่สุดมิติของประชาชนคือต้องการเห็นการเมืองที่สร้างสรรค์และมีสาระ มากกว่าการเมืองที่มุ่งทำลายซึ่งกันและกัน เราคนไทยด้วยกัน ถ้ามุ่งทำลายกันต่อไปจะเหลือพลังอะไรไปสู้กับเขา วันนี้เราไม่ได้อยู่คนเดียว เราสู้กันเองถือว่าเป็นเรื่องน้อยนิด   ความเป็นจริงคือเรากำลังสู้กับวิธีคิดและกลเม็ดต่าง ๆ   บนเวทีการค้าต่างประเทศมากกว่า การต่อสู่อันนี้ต่างหากที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน    วันนี้หากยังทำลายกันอยู่ คนที่ขึ้นมาเป็นผู้นำก็ร่องแร่ง ไปสู้กับใครเขาไม่ได้ เพราะโดนซัดจนน่วมไปหมดระหว่างหาเสียงเลือกตั้งประวัติศาสตร์เล่มใหม่ก็เขียนกันอยู่เรื่อย ตรงนี้เป็นจุดที่เราต้องมาคิดกันให้มาก  เพื่อให้ประชาชนได้เห็นสาระในการเมืองมากขึ้นสำหรับมิติของสื่อมวลชนที่มีต่อการเมือง   ต้องยอมรับว่าสื่อมวลชนไทยยังคงมีบทบาทชี้นำการเมืองไทยอยู่มากพอสมควร ซึ่งถ้าเรามีสื่อมวลชนที่ดีรับผิดชอบต่อสังคม มีจริยธรรมในอาชีพ    ที่สำคัญต้องมีความรอบรู้และรู้รอบ    ก็จะมีบทบาทนำอย่างสำคัญในการเมืองปี 2000 เพราะฉะนั้นท่านสื่อมวลชนทั้งหลาย   ท่านต้องใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม    อ่านหนังสือให้มาก เข้าอินเตอร์เน็ตไปพบความรู้ใหม่ ๆ    เพื่อต่อไปท่านจะสามารถชี้นำการเมืองได้อย่างดี   เป็นไปในแนวทางที่ถูกที่ควรท่านจะสามารถช่วยเหลือประเทศได้อย่างดี   ผมไม่อยากให้ท่านสื่อมวลชนมองบทบาทของนักการเมืองเพียงแค่เป็นแหล่งข่าว บางครั้งท่านคงต้องทำหน้าที่บางอย่าง   ที่สำคัญท่านต้องช่วยสร้างนักการเมืองใหม่ ๆ  คนใหม่ ๆ ที่ท่านเห็นด้วยวิจารณญาณของท่านว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง    คือเป็น  asset  มากกว่าเป็น    liability    คือเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นภาระของบ้านเมือง ถ้าท่านคิดได้อย่างนั้น  ท่านก็ควรเปิดโอกาสและช่วยสร้างนักการเมืองที่ดีต่อไปด้วย

              ผมเชื่ออยู่แล้วว่าท่านไม่ได้เล่นเกมของใครคนใดคนหนึ่ง     ในอนาคตประชาชนจะหันมาให้ความนิยมสื่อประเภทสร้างสรรค์ มากกว่าสื่อที่ sensation คือพาดหัวให้ตื่นเต้นเร้าใจ แล้วสร้างความขัดแย้ง เพราะต่อไปประชาชนจะมีทางเลือกในการบริโภคสื่อที่หลากหลาย และประกอบกับประชาชนมีความเบื่อหน่ายต่อการทะเลาะเบาะแว้ง การขัดแย้งทางการเมืองที่เสนอผ่านสื่อ     ประชาชนก็จะไปหาสื่อใหม่ที่สร้างสรรค์ เป็นสื่อเบา ๆ    เพราะชีวิตมันเหนื่อยแล้ว เบื่อแล้ว จะเลือกหาสื่อเบา ๆ   แต่มีสาระมากขึ้น เหล่านี้คือสื่อในยุค 2000     ดังนั้นสื่อที่ปลุกเร้าความขัดแย้งจะได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อย ๆ    และจะมีสิ่งที่คุกคามรายได้ของสื่อเพราะช่องทางการซื้อโฆษณาของสินค้าต่าง ๆ นั้นได้เข้าไปสู่อินเตอร์เน็ต เวบไซท์วันนี้มีถึง 8,000 ล้านเวบทั่วโลกและจะเพิ่มขึ้นทุกวัน เมื่อมีเวบไซท์มากขนาดนี้ เวบแต่ละอันก็ต้องการคนเข้าไปใช้เยอะๆ เพื่อให้ได้โฆษณา ต่อไปก็จะมีไซเบอร์ แมกกาซีนบ้าง มีอี-นิวส์บ้าง   คนจึงมีช่องทางเยอะขึ้น    ที่สำคัญคือสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ของเรานั้นเป็นสื่อที่ขายขาดทุน    ราคาขายต่ำกว่าราคากระดาษที่เป็นต้นทุน   เพราะฉะนั้นต้องอาศัยค่าโฆษณามาช่วย   จึงทำให้สื่อถูกคุกคามจากนวัตกรรมใหม่ ๆ    ดังนั้นสื่อจึงต้องปรับตัวต่อไปเมื่อเกิดดิจิตอล เทคโนโลยี มันก็จะมีดิจิตอล ทีวี ดิจิตอล เรดิโอ เกิดขึ้น    ซึ่งจะทำให้ช่องทางของการนำเสนอมีมากขึ้นทีนี้ก็จะขึ้นอยู่กับการจัดสรรกระจายความถี่ ผลสุดท้ายเหล่านี้จะมีผลต่อการปรับอิทธิพลของสื่อ   ดังนั้นสื่อที่จะยืนอยู่ในโลกแห่งการแข่งขันที่รุนแรงนี้ได้  ต้องเป็นสื่อที่มีสาระและบันเทิงในตัวมากขึ้นต่อไปในมิติของรัฐบาลต่อการเมืองนั้น

              ผมคิดว่าในปี 2000 เป็นต้นไป รัฐบาลจะถูกผลักดันให้เปลี่ยนแปลงและประชาชนก็จะได้เห็นพัฒนาการเป็นขั้นเป็นตอนในการเปลี่ยนเป็น smart government    หรือเป็นรัฐบาลที่รู้จักใช้เทคโนโลยี    ใช้วิชาการอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดการวิเคราะห์ปัญหา การตัดสินใจที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น   มากกว่าการตัดสินใจบนความรู้สึกอย่างที่ผ่านๆมา    การจะเป็น  smart  government   ได้นั้น ต้องเข้ากระบวนการการปรับตัวของทั้งระบบราชการทั้งตัวข้าราชการซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาแต่ในที่สุดต้องทำ   เพื่อให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะแข่งขันกันด้วยความเร็วในการตัดสินใจ       โลกเมื่อปี 1980 เขาแข่งกันที่คุณภาพ พอปี 1990    เขาเริ่มแข่งกันที่กระบวนการ เราจึงได้ยินคำว่า re-engineering หรือ ISO นั่นคือผลของแนวคิดในปี 1990 แต่พอปี 2000 เขาจะพูดกันถึงเร่องการแข่งขันกันที่ความเร็ว ใครเร็วกว่าคนนั้นชนะ แต่เร็วแล้วต้องแม่นยำด้วย ซึ่งจะแม่นยำได้คนตัดสินใจต้องรู้ว่าเราอยู่ ณ จุดไหน นั่นคือรู้เราและรู้เขาจะรู้ได้ข้อมูลต้องแน่น ต้องทันกาล ต้องรวดเร็วฉับไว   ข้อมูลจะรวดเร็วได้ก็ต้องวางระบบ เราอาจจะโชคดีที่เราไม่เคยวางระบบมาก่อน เราต้องถือว่าวิกฤติเป็นโอกาส    บังเอิญว่าวันนี้มีอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น   จึงทำให้เราวางระบบได้เร็ว ง่ายและถูกสตางค์ เรียนรู้ง่าย ผลสุดท้ายระบบราชการทั้งหมดต้องวางระบบอินเตอร์เน็ตภายในองค์กรที่เราเรียกว่า   อินทราเน็ต ซึ่งจะทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถรู้ข้อมูลของประเทศได้ตลอดเวลา ทำให้การตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ แม่นยำมากขึ้นไม่เหมือนกับตอนนี้ที่จะตัดสินใจลดภาษีน้ำมัน   ต้องมานั่งคิดทีละอย่างว่าจะเอาตรงไหนดี ตัวเลขที่มีในมือก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า กว่าจะขอตัวเลขใหม่ก็  very analog ส่งกันมาเป็นแฟกซ์กองเบ้อเริ่ม   แต่ถ้าหากว่าเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ก็จะสามารถดึงมาได้หมด ดึงข้ามกระทรวง ข้ามกรมกองได้  ทำให้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว   ถึงเวลาแล้วครับที่ต้องทำ digitize government ให้รัฐบาลได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

            สมมติว่าบังเอิญนายกรัฐมนตรีไป WTO นึกขึ้นได้ว่าประเทศนี้จะเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ต้องการข้อมูล แต่ปรากฏว่าไม่มีข้อมูล ยังไม่ได้รับรายงาน อย่างนี้ตายเลย ต่อไปจะต้องเปลี่ยนใหม่ครับ   ต้องสามารถเช็คเข้ามาที่เมืองไทยได้ตลอดเวลาให้ส่งอี-เมล์ถึงนายกฯ โดยตรง


            การตัดสินใจบนเวทีการค้าโลกไม่ว่าจะเป็นทวิภาคีหรือพหุภาคีคือการที่จะเกิดผลโดยตรงไปที่เกษตรกรของเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นผู้นำต้องไม่ใช่ทำอะไรแบบลวก ๆ เขามากระซิบข้างหู ก็ตัดสินใจทันที ไม่รู้ว่าจะได้จะเสียอะไร


            อีกอันที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังก็คือ โลกข้างหน้านั้นอินเตอร์เน็ตจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนทั่วโลก เพราะยุค digital economy หรือยุคการค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ตนั้น   จะมีอัตราเติบโตที่รวดเร็วมาก แล้วบังเอิญว่าประเทศเราเป็นประเทศซึ่งมีสินค้ามากพอสมควร แต่ขาดการนำเสนอหรือขาดการตลาดที่ดี เมื่ออินเตอร์เน็ตมาเป็นช่องทางหนึ่งของการตลาดแผนใหม่ รัฐบาลจึงต้องกลับมาให้ความสนในในเรื่องนี้  ต้องเตรียมการในการแก้กฎหมาย ระเบียบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดเก็บภาษี การใช้ invoice ระบบการใช้เครดิตการ์ด   ระบบการขนส่งสินค้า ระบบภาษีนำเข้า-ส่งออกทั้งหมดเป็นรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องยกเครื่องทั้งหมด ไม่เช่นนั้นเราจะเสียโอกาส จะเสียเปรียบ ดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมตัวแล้วตั้งแต่วันนี้ ทางพรรคไทยรักไทยเองมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้ศึกษาและติดตามกันอยู่ตลอดเวลา เพื่อเตรียมตัวล่วงหน้า


            ถึงสิ้นปี้คนใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกมีประมาณ 200 ล้านคนแล้ว และทีการทำนายกันว่าปี 2005 จะเป็น 500 ล้านคน ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจะมาจากทางเอเชียและอเมริกาใต้ ต่อไปผู้ซื้อผู้ขายจะเป็นคนเดียวกัน อย่างเซฟ เวย์ เขาให้ผู้ที่ขายของให้เขาเข้ามาดูในสต็อกของเขาเลยว่า เขาขายของไปแล้ว ตอนนี้เหลือในสต็อกเท่าไหร่ เพื่อจะได้ไปเตรียมผลิตของส่งมาให้เขาได้อย่างเหมาะสม


             ยกตัวอย่างการค้าขายในอเมริกา ชายคนหนึ่งได้โบนัสมา 38,000 เหรียญสหรัฐฯ เขาอยากได้รถเบนซ์สักคัน เขาก็ไปที่โชว์รูมรถที่นั่นบอกขายเขา 47,000 เขาขอต่อรองที่ 38,000 โชว์รูมบอกไม่ขายเขาเลยกลับบ้านนึกขึ้นได้ว่ามีเวบไซท์อันหนึ่งชื่อ price-line เป็นเวบไซท์ประกาศซื้อสินค้า เขาแจ้งไปว่าเขามีเงิน  38,000   เหรียญ   ต้องการรถเบนซ์รุ่นนี้   สีนี้ปรากฏว่าบริษัทที่เขาไปดูรถครั้งแรก  นั่นแหละครับติดต่อเข้ามาแต่เป็นเซลล์แมนคนละคนบอกว่าจะขายรถให้
ทำให้เขาประหยัดเงินไปได้กว่า 9,000 เหรียญ อันนี้คือประโยชน์ของเวบไซท์

             มีอีกคนหนึ่งครับเป็นเลขานุการตกงาน แต่เคยสะสมของเล่นเด็กวันหนึ่งเกิดไอเดียเข้าไปในเวบไซท์ของ eBay ซึ่งเป็นเวบไซท์สำหรับประมูล เขาเอาของเล่นเด็กของดิสนีย์ผลิตในปี 1980 เอาเข้าไปบอกขาย    ปรากฏว่ามีคนประมูลกันเข้ามาเยอะมาก ผลสุดท้ายขายได้กำไรดี เขาเห็นเป็นช่องทางใหม่   ผลสุดท้ายเลยเลิกเป็นลูกจ้างหันไปตระเวนซื้อของเก่าแล้วเอาเข้าไปประมูลขายใน eBay ตอนนี้เขามั่นใจว่าจะมีรายได้ปีละ 100,000 เหรียญ


             ปัจจุบันนี้พวกที่หากินบนอินเตอร์เน็ต เขาไม่ได้เรียกว่าเป็น entrepreneur แล้วนะครับ เขาเรียกเป็น techno preneur บัญญัติศัพท์ใหม่ คือเป็นผู้ประกอบการโดยอาศัยเทคโนโลยี


             กลับมาที่บ้านเรา ตอนนี้รัฐบาลจะต้องตื่นตัว ต้องรู้เพราะสิ่งเหล่านี้กำลังมาที่บ้านเรา และถ้าไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ดักไว้ล่วงหน้า ก็จะเสียโอกาสไปเรื่อยๆ คนที่จะมาค้าขายกับเรา เขาก็จะไปที่อื่น ขณะที่สิงคโปร์ในวันนี้เขาตั้งกระทรวงไอทีแล้ว และต่ออินเตอร์เน็ตเข้าทุกบ้านแล้ว เพราะฉะนั้นทุกบ้านสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่อินเตอร์เน็ตกับทั่วโลกได้หมด


             จากการไปเยือนอเมริกา ผมได้ไปพูดคุยกับบุคคลสำคัญของที่นั่น ผมขอเรียนว่าอเมริกากำลังเปลี่ยนท่าที เพราะเมื่อก่อนนี้อเมริกาเคยปล่อยให้กระทรวงการคลังของเขาเป็นผู้นำในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เน้นไปที่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่วันนี้กระทรวงต่างประเทศเริ่มห่วงใย จากที่เห็นปัญหาติมอร์ตะวันออก     ปัญหาจีนกับไต้หวันที่คำรามใส่กัน เขาจึงเริ่มเห็นว่าต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับประเทศที่มี defend relationship คือประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางด้านการทหาร


             การปรับเปลี่ยนอันนี้ ผมกำลังบอกว่าเราต้องทันท่าทีของเขา เพื่อที่เราจะได้ปรับท่าทีของเราได้อย่างถูกต้องให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ   เพราะฉะนั้นเรื่องของต่างประเทศนั้น   เราต้องฉับไวที่จะเข้าใจท่าทีและการเดินเกมที่มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของเรา


             ขอต่ออีกนิดเรื่องของรัฐบาลทั่วไปคือแรงผลักดันข้างหน้าผลสุดท้ายก็จะคล้ายๆ ระบบการบริหารองค์กรธรรมดาๆนี่เองคือเกิดแรงผลักดันที่จะเห็นรัฐบาลที่มีขนาดไม่ใหญ่ เป็น  5 S  คือ small   strong   smart  speed   supportive หมายถึงอยากเห็นรัฐบาลที่ไม่ใหญ่เทอะทะ   อยากเห็นรัฐบาลที่มีระบบกลไกต่าง ๆ  เข้มแข็ง มีความฉลาดที่ให้คำตอบเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นการหาคำตอบที่มีตัวเลข ข้อมูลที่แม่นยำ หมดเวลาใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ    เพราะที่ผ่านมาหลาได้ลองผิดลองถูกกับบ้านเมืองมามากพอสมควร นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของความเร็วที่พูดไปแล้ว     และประการสุดท้ายต้องเป็นรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเติบโตต่อไปได้   เพราะฉะนั้นคำว่า control หรือควบคุมนั้นจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจริญเติบโตของภาคเอกชน   วิธีที่ดีที่สุดต้องไม่ใช้คำนี้ แต่ให้ใช้คำว่า regulate คือการจัดระเบียบ  เราต้องถือว่าคนส่วนใหญ่
คือคนดี ต้องการทำความดี คนส่วนน้อยคือคนเลว ต้องการทำแต่สิ่งที่เลว รัฐบาลจะต้องเข้าใจแนวคิดตรงนี้ว่าคนส่วนใหญ่คือคนดี   อย่าออกกฎหมาย   ออกกติกาเพื่อให้คนดีทำงานไม่ได้   ส่วนคนเลวนั้นเป็นพวกนอกกฎหมายอยู่แล้ว   ดังนั้นออกกฎหมายมาควบคุมมันอย่างไร มันก็ไม่สน แต่กฎหมายควบคุมนั้นจะกลายเป็นมีผลกระทบกับคนดีมากกว่า เราจึงควรใช้คำว่า regulation & monitoring การจัดระเบียบและเฝ้าติดตาม บนสมมติฐานว่าคนส่วนใหญ่คือคนดี  ีรัฐบาลจึงต้องออกกฎหมายด้วยปรัชญาอันนี้

             ถึงแม้ว่าเราต้องการจะเห็นรัฐบาลเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่อย่างไร แต่สิ่งที่สำคัญวันนี้คือการที่สตางค์เรามีน้อย แต่หนี้เยอะ  รัฐบาลใหม่จึงต้องใช้ความสามารถเป็นพิเศษที่จะบริหารประเทศภายใต้ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ    เรื่องหนี้สินที่มากมาย รัฐบาลปี 2000 จะเจอหนี้ก้อนใหญ่ที่ดักรออยู่ซึ่งอาจจะหล่นมาทับเมื่อไหร่ก็ได้เจอปัญหาที่สตางค์มีน้อย   จึงต้องใช้ความสามารถที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต    โดยไม่มองที่  GDP   เพียงอย่างเดียวเราต้องมอง   GDH   หรือ   Gross Domestic Happiness คือต้องความสุขมวลรวมของประชาชนด้วย   ไม่ใช่ดูแค่ผลของ capitalismมองตัวเลขอย่างเดียววันนี้ต้องมองทั้งสองอย่างประกอบกัน บางครั้งบอกว่า GDP growth 10 เปอร์เซ็นต์แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความสุข
แต่บางที GDP growth 6 เปอร์เซ็นต์ แต่ประชาชนส่วนใหญ่มีความสุข

             คือเราต้องมองจากฐานรากของประเทศ อย่างที่ผมเคยพูดตลอดเวลาว่า ทรัพยากรที่จำกัดเปรียบเสมือนน้ำที่มีจำกัด ถ้าจะไปรดน้ำต้นไม้ ต้องรดที่ราก ถ้าไปรดที่ยอดต้นไม้มันไม่ถึงรากหรอกครับ แต่ถ้ารดที่รากมันจะถึงยอดไม่เชื่อก็ลองไปรดที่บ้านดูครับ รดที่ยอดมันไม่ถึงราก แต่รดที่รากมันจะถึงยอด แต่ถ้ามีน้ำมากจริง ๆ แล้วรดที่ยอด มันก็ย่อมจะถึงรากอย่างนั้นอีกเรื่องหนึ่ง


             วันนี้เรากำลังคิดว่าการเอาเงินไปใส่ส่วนบนของเศรษฐกิจ มันจะลงไปสู่ส่วนล่างของเศรษฐกิจ    นั่นมันไม่จริงเพราะส่วนล่างของเศรษฐกิจไม่เคยได้รับอานิสงส์อันนี้    ดังนั้นเงินที่มีจำกัดต้องเอาไปฟื้นฐานรากของเศรษฐกิจคือกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย


             ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ผมขอบอกว่าจากผลของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ ปัญหาสังคมก็คงจะมากขึ้น เพราะฉะนั้นความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรและการแย่งชิงทรัพยากร ก็จะเป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องเจอต่อไปในวันข้างหน้า โดยเฉพาะปัญหาเรื่องยาเสพติดที่เป็นผลพวงของความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจในอดีต ที่ละเลยเรื่องของการดูแลสังคม


             หรือเรื่องของการศึกษาก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องกลับมาปฏิรูป   เพราะยุคหน้านี้ผมเรียกว่า era of change เป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงในแทบทุกเรื่อง สิ่งที่เราเคยวางโครงสร้างไว้นั้นมันนานเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว   ไม่เคยเปลี่ยนเลยเท่านี้ยังไม่พอ
เพราะความกดดันของกระแสโลกที่เปลี่ยนอย่างฉับพลันแบบก้าวกระโดดนั้น    จะยิ่งส่งเสริมให้เราต้องเปลี่ยนแปลงขนาดหนัก ผู้นำจึงต้องมีความสามารถในการสื่อให้สังคมเข้าใจและร่วมมือรับการเปลี่ยนแปลงอันนั้นเพื่อประโยชน์สุขของเขาเอง อันนี้เป็นความสำคัญของปี 2000

             และแน่นอนว่าอำนาจรัฐจะถูกกัดกร่อนลงด้วยรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้เป็นอำนาจของประชาชนมากขึ้น ขณะเดียวกันด้วยอิทธิพลจากข้อตกลงกับนานาชาติทั้งหลาย ก็จะทำให้รัฐต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายในหลายเรื่องโดยที่ไม่พร้อมและไม่ได้เตรียมตัวประชาชนให้พร้อม เพราะข้อตกลงเหล่านี้  จะเป็นจัดที่ประชาชนไม่เข้าใจ   และรัฐเองก็ไม่เข้าใจด้วย มาเปลี่ยนกันแบบไม่รู้จริง ผลสุดท้ายประชาชนยิ่งมึนเข้าไปใหญ่ อันนี้รัฐบาลต้องรีบทำความเข้าใจ รู้ทิศทางที่จะไป เข้าใจความกดดันจากนานาชาติและร็ว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่อที่จะไม่ให้เราตกเป็นเบี้ยล่างในการเจรจระหว่างประเทศมากจนเกินไป เราจึงต้องมีการข่าว ข้อมูล เครือข่ายสัมพันธ์ที่ดี


             ในมิติของภาคธุรกิจเอกชน ผมขอเรียนเป็นเรื่องสุดท้าย ที่ผมต้องมาพูดเรื่องนี้เพราะผมอยากให้เห็นว่ารัฐนั้นต้องทำและไม่ต้องทำอะไร ถ้าภาคเอกชนแข็งแรง   ก็คือเศรษฐกิจแข็งแรง    เศษฐกิจนั้นไม่ได้สร้างโดยรัฐบาล มันถูกสร้างโดยภาคเอกชน และเดินไปได้โดยภาคเอกชน รัฐบาลมีหน้าที่อำนวยความสะดวกและจัดระเบียบ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นธรรมเท่านั้นเอง


             วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจเอกชนอ่อนแอลงไปมา เท่านั้นยังไม่พอ ยังหาแหล่งทุนยากขึ้นด้วย อย่างวันนี้ธนาคารเคอีซีของเกาหลีออกไปเพิ่มทุนต่างประเทศ ต้องหยุดไปเพราะไม่ได้ราคา เพราะขณะนี้เขากำลังกันว่าเศรษฐกิจในเอเชียนั้นเปราะบาง


             เพราะฉะนั้นการปรับปรุงคุณภาพการบริหารและการพัฒนาบุคลากร  ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ถ้าใครยังคิดว่าไม่ต้องไปปรับอะไร เพราะเดี๋ยวอีกไม่นานก็ดีขึ้นตามข่าวที่ออกมา ท่านคิดผิดนะครับ ท่านต้องรีบปรับทั้งหมดให้เข้มแข็งขึ้น ต้องทำตัวเป็นองค์กรที่โปร่งใสมากขึ้น เพราะต่อไปนี้ท่านจะต้องเจอธนาคารฝรั่งมากขึ้น
ระบบการปล่อยกู้ของธนาคารฝรั่งนั้นเขาเอ็กซเรย์มาก เขาอ่านงบดุลทะลุปรุโปร่งว่าผลประกอบการเป็นของแท้หรือของเทียม

             และแน่นอนภาคธุรกิจเอกชนต้องปรับปรุงเรื่องภาษาอังกฤษอย่างมาก เพราะโลกปี 2000 ภาษานี้จะเป็นหัวใจสำคัญ ผมมีแนวคิดว่าจะเปิดสอนภาษาอังกฤษให้สมาชิกพรรคไทยรักไทย เพื่อให้ทันโลกและใช้อินเตอร์เน็ตได้


             เรื่องของธนาคารนั้น นอกจากจะต้องผจญกับ NPL ต่อไปแล้ว ยังต้องผจญกับการแข่งขันกับต่างประเทศที่เป็นstrategic partner ของคู่แข่งบ้าง และด้วยยุคอินเตอร์เน็ตจะทำให้เกิด virtual banking ก็จะมาแข่งมากินกำไรของระบบธนาคารที่เป็นอยู่


             ภาวะที่ประชาชนฝากเงินได้ดอกเบี้ยต่ำมากๆ ประชาชนก็ไม่มีทางเลือก เครดิตความน่าเชื่อถือของธนาคารก็ลดน้อยลง จะมีช่องทางใหม่เกิดขึ้นโดยจะมีการออกพันธบัตรทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนมากขึ้นและถ้าพันธบัตรนั้นมีการหมุนเวียนขายต่อได้คล่องตัวขึ้น     ก็จะเป็นสิ่งทดแทนการฝากเงินของประชาชนได้     ประชาชนอยากขายหรืออยากซื้อเมื่อไหร่ก็ทำได้ ทำการซื้อขายกันด้วยระบบคอมพิวเตอร์นั่นจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของธนาคาร 


             สิ่งที่ผมพูดนี้ การเมืองต้องเข้ามารับรู้ เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถจัดระเบียบกติกาหรือวางนโยบายได้ว่าสิ่งไหนควรให้เกิดหรือไม่ควรให้เกิด   ถ้าควรให้เกิดก็ต้องคิดต่อว่าจะรองรับอย่างไร     เหล่านี้เป็นกลยุทธ์ทั้งหมดรัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์หมดทุกเรื่อง เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเป็นธรรม


             ขอเพิ่มเติมว่าในโลกปี 2000 คนที่มีความคิดจะมีโอกาสเป็นผู้ประกอบการได้มากขึ้นถ้าอยากเป็น และความเสี่ยงจะมีไม่มาก ในขณะที่กลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่ไม่ต้องการความเสี่ยงนั้น คราวหน้าชีวิตของเขาจะไม่ต้องเสี่ยงถ้าเขาเลือกมาเป็นผู้ประกอบการ เพราะต่อไปจะเกิดระบบกองทุนขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เงินล้นแบงก์ แต่ไม่ยอมปล่อยกู้ ระบบกองทุนร่วมทุน หรือ venture capital จะเข้ามาทดแทนตรงนี้ เขาจะมีบุคลากรที่คอยมามองว่าโครงการนี้มีโอกาสทำงหรือไม่ สมควรแก่การลงทุนหรือไม่ วันนี้ใครมีไอเดียก็เตรียมตัวไว้ ต้องการใช้เงินเท่าไหร่ให้บอกมา เขาจะลงเงินใหท่าน แล้วท่านเป็นสมองให้เขา ถ้าทำแล้วเจ๊งท่านไม่เสี่ยง แต่ท่านจะกินเงินเดือนต่ำหน่อยในฐานะเป็นผู้บริหาร แต่ไดหุ้นคนละครึ่ง แต่ถ้าบริษัทนี้รอด ก็จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ท่านจะมีหุ้นครึ่งหนึ่ง กองทุนมีหุ้นครึ่งหนึ่ง นี่คือสิ่งที่อเมริกาทำกัน
นายบิลล์ เกทส์ นายไมเคิล เดลล์ ก็ทำอย่างนี้จนร่ำรวย  อย่าง บิลล์เกทส์วันนี้มีเงินมากถึงขนาดที่ว่าจัดเป็นงบประมาณของประเทศไทยได้ถึง 4 ปี นายไมเคิล เดลล์อายุ 36 ปีมีเงินอยู่ประมาณสัก 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนนายบีซอร์ท   เจ้าของ amazon.com มีประมาณ 8 แสนล้านบาท เราเองจะไม่เปรียบเทียบ scale ใหญ่อย่างเขา   แต่นั่นคือโอกาสที่ประเทศไทยจะต้องสร้างขึ้นมา ให้คนที่มีปัญญา เพราะโลกข้างหน้าจะแข่งกันที่สมอง คนมีปัญญาจะได้เปรียบคนเหล่านี้มีอีกมากในบ้านเราแต่ไม่มีใครหยิบยื่นโอกาสให้เขารัฐบาลต้องมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเปิดโอกาสสร้าง entrepreneur ใหม่ๆ เพื่อให้คนตกงานวันนี้ หรือคนที่กำลังทำงานอยู่วันนี้ หรือ  คนที่จบการศึกษาใหม่ ๆ วันนี้ได้เลือกตามความถนัดของตัวเองว่าจะทำอะไร   ขณะเดียวกันผู้ประกอบการใหม่ก็จะได้สร้างงานใหม่   ทำให้คนที่ตกงานมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการจ้างงาน ถ้าไม่ทำตั้งแต่วันนี้   รอไปอีก 4 ปี ถามว่าปัญหาสังคมจะตามมาอีกมากมั้ย   ตามมาแน่นอน พ่อเกษียณแล้วเอาเงินไปฝากแบงก์ แต่วันนี้ต้องกินแต่ต้นเพราะดอกไม่พอกิน ส่วนแม่เป็นแม่บ้านขับรถรับส่งลูกวันนี้ลูกจบแล้วไม่มีงานทำ ปัญหาครอบครัวตามมาแน่ๆ แต่บังเอิญว่าถ้าลูกคนนี้เกิดมีไอเดียเหมือนเด็กอายุ 12 ขวบในอเมริกาที่มีไอเดียทำน้ำหอมเด็ก ขายจนร่ำรวย เด็กคนนี้ไม่มีอะไรมาก ไปงานเลี้ยงก็แอบเอาน้ำหอมของพ่อมาฉีด    ไปถึงงานก็โดนว่าเป็นเด็กทำไมใส่น้ำหอมฉุนเหลือเกิน กลับมาคิดมากก็ผสมน้ำหอมขึ้นมาได้กลิ่นพอดีก็เรียกว่าเป็น boy cologne เสร็จแล้วแม่พาไปหานักเคมีให้ผสมตามไอเดียลูก ในที่สุดก็เอากลิ่นไปเสนอขายให้ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในที่สุดห้างนั้นก็สั่งให้ผลิตส่งไปขาย กลายเป็นยี่ห้อแบรนด์สัน บอย โคโลญจน์  เด็กไทยมีสมอง มีปัญญาครับ    หลายคนที่เป็นผู้ประกอบการวันนี้และลู่ทางที่จะไปต่อได้ดี ก็คือพวกที่เคยตกงานมาก่อนทั้งนั้นจากเดิมไม่เคยคิดเสี่ยง   แต่วันนี้ตกงานก็เลยคิดเสี่ยงแต่ผมบอกได้เลยว่าต่อไปไม่ต้องเสี่ยง   ถ้ามีระบบกองทุนร่วมทุนเกิดขึ้น นี่คือการที่จะทำให้คนที่เป็นคนทำงาน คนที่ชอบเป็นคนทำงาน คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ได้มีโอกาสมีทางเลือก   ผมไปพูดที่นครสวรรค์ ผมก็พูดอย่างนี้ สร้างบรรยากาศเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการบรรยายให้มีสีสันขึ้น   ในที่สุดก็เลยมีการพาดหัวข่าว เป็น  sensation  ไปหน่อย   ผลสุดท้ายก็มีการตอบโต้ ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา และคงจะมีอย่างนี้อีกเรื่อย ๆ ก็ไม่เป็นไร รับได้ครับ    อีกอย่างหนึ่งที่ผมและพรรคไทยรักไทยเคยพูดไว้คือ บทบาทที่จะเกิดขึ้นในมิติของภาคธุรกิจได้แก่ SME ผมให้ความหมายไว้ 2 นัยคือ หนึ่ง.นัยความเป็นธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง หรือจะเรียกว่าเป็น smart enterprise ก็ได้ เป็นลักษณะธุรกิที่ใช้ปัญญามากหน่อย   แล้วจะมีโอกาสเป็นตัวจักรสำคัญของเศรษฐกิจข้างหน้า   ต่อไปเราจะเจอการแข่งขันจากทั่วโลก เราจะไม่สามารถสู้กับเขาด้วยความใหญ่ไม่ได้หรอกครับ   แต่เราจะสู้ด้วยความเล็กครับการสู้คนใหญ่ในขณะที่เราไมใหญ่ เราต้องสู้ด้วยความเล็ก ความเล็กดูน่ารัก ไม่เกะกะ มันสอดแทรกไปได้ทุกที่ คนใหญ่ต่างหากที่จะลำบาก เพราใหญ่แล้วต่อไปจะทำอะไรที่เล็กไม่ได้    แต่คนเล็กซึ่งทำอะไรที่ใหญ่ไม่ได้    เมื่อมาเจอกันก็เป็นความพอดีที่ไปกันไดธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของเรา    จึงจะเป็นหัวใจของการฟื้นเศรษฐกิจของเราในวันข้างหน้า    เรายังสามารขยาย SME ไปได้หลายมิติทั้งมิติด้านการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตรก็ได้ เป็นการสร้างเทคโนโลยใหม่ ๆ ก็ได้   หรือจะออกไปทางด้านวัฒนธรรม ทักษะจากภูมิปัญญาเดิมก็ได้  เราทำได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับการวายุทธศาสตร์ของประเทศ การเป็นรัฐบาลจึงต้องมาวางยุทธสาสตร์เรื่องนี้  และต้องเลิกคิดแบบเก่าๆ พอกันได้แล้ว ผมอยากให้มันเป็น the end of analog thinking ในปี 2000 เราต้อง go digital ถ้าเราไม่กล้าคิดแบบใหม่ ไม่กล้าคิก้าวกระโดดให้มันเกมของเขา  ไม่กล้าวางยุทธศาสตร์เพื่อไปสู่กับคนอื่นเราก็จะถอยไปเรื่อย ๆ 40 ปีที่แล้วเราแข่งกัญี่ปุ่นนะครับ     ต่อมาก็กลายมาแข่งกับไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนิเซีย วันนี้เราภูมิใจมากเพราะเรากำลังแข่กับเวียดนาม    ตอนนี้เรานั่งเครื่องบินไปดูสิงคโปร์ เทียบกับภูเก็ตของเรา ไม่มีอะไรต่างกันหรอกครับ     หรือก่อนที่มาเลเซียจะเป็นมาเลเซียวันนี้ก็เช่นกัน ไม่ต่างจากประเทศไทย ทรัพยากรธรรมชาติ คน ภูมิศาสตร์ ทุกอย่างไม่ต่างกัน แต่ต่างกันที่การบริหารการจัดการ วันนี้เราต้องกล้า think digital แต่ว่า Those who has digital thinking. คนที่มีความคิดสมัยใหม่ ส่วนใหญ่แล้วไม่อยู่ในชั้นของการตัดสินใจใด ๆ ได้ ไม่เพียงแต่ประเทศเท่านั้น องค์กรหลายแห่งก็มีสภาพอย่างนี้ แต่คนที่อยู่ในระดับชั้นที่มีอำนาจการตัดสินใจได้    มักจะคิดแบบ analogคิดแบบเก่าและภูมิใจในความสำเร็จที่เกิดขึ้นในอดีต   ซึ่งสิ่งนี้มันจะกลายเป็นกับดักที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวในอนาคตเรื่องอนาคตข้างหน้ากับปัจจุบันมันคนละเรื่องกัน   ห้ามลากเส้นจากอดีตมาถึงปัจจุบัน พุ่งต่อไปแล้วเรียกสิ่งนั้นว่าความสำเร็จในอนาคตไม่ใช่นะครับเพราะมันคนละระนาบเลยความเป็นปัจจุบันไปสู่อนาคต     มันต่างกันมากกับการมาจากอดีตสู่ปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2000 ถ้าเป็นเส้นกราฟลากมา    ท่านจะเห็นมันกระโดดสูงขึ้นไปเลยรับรองว่าทุกอย่างเป็อย่างนี้เพราะทุกประเทศต่างก็ใส่ยาโด๊ปให้ประเทศเพื่อเข้าสู่ปี 2000    เขาวางยุทธศาสตร์ไว้หมดว่าปรับตัวอย่างไร ใช้เทคโนโลยีอย่างไร การบริหารจะทำอย่างไร แต่ขณะที่เรานั้นเรื่อง Y2K ยังไม่จบเลยครับ

             ถ้าประเทศไทยไร้ยุทธศาสตร์   ไร้การนำไปสู่ยุทธศาสตร์นั้น ๆ   ผมเป็นห่วงว่าปีข้างหน้าจะเป็นปีที่ลำบากมากขึ้น เพราะคนอื่นเขาเตรียมตัวกันไว้มากแล้ว


             แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้ารวมพลังคนไทยทั้งประเทศ สมองของคนไทยไม่แพ้ใครหรอกครับ เพียงแต่ขาดการนำ ขาดการรวมพลัง ขาดการคิดที่เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ถ้าหากว่าเรามีสิ่งเหล่านี้แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยไม่แพ้ใคร ขอขอบคุณ สวัสดี