clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
Social.jpg (15367 bytes)

   ตัดตอนจากการอภิปรายเรื่อง "สังคมไทยกับ Digital Economy"

  
โดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
   เนื่องในโอกาสเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง

  
"ประเทศไทยอีก 5 ปีข้างหน้า กับ Digital Economy"
  
จัดโดยสมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ไทย (ATCI)
   ณ ห้องประชุม Metro Campus บมจ. เมโทร ซิสเตมส์ คอร์ปอเรชั่น

  
(สุขุมวิท 103)
   วันพุธที่ 28 เมษายน 2542


dot.gif (41 bytes)

Digital Economy คืออะไร

     Digital Economy ในหนังสือที่เราเคยอ่านกัน คงจำได้ของ Don Tapscott   เขาคงหมายเน้นถึงเรื่องการเกิด  revolution ของอินเตอร์เน็ต  วันนี้สิ่งที่เราอยากเห็นสังคมไทยเปลี่ยน   มันมีปัญหาอยู่พอสมควรว่าสังคมไทยจะ modernise ตัวเองได้อย่างไร  อย่าง Dr.Negroponte พูดตอนที่เขามาบรรยายที่เทคโนโลยีพระนครเหนือว่า คนที่อยู่ในระดับที่มีอำนาจตัดสินใจ มักเป็นพวกที่มี  analogue  thinking     ส่วนคนที่เป็น digital  thinking มักไม่อยู่ในระดับที่มีอำนาจตัดสินใจ     เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างประเทศเรา   จึงทำได้ยากและช้า อีกสักครู่เราจะมาคุยกันว่าเราอยู่ตรงไหน และเราจะไปทางไหนดี


ดูโลกแล้วดูไทย

     ถ้าเรามาดูภาวะประเทศไทยวันนี้น่าตกใจนะครับ แล้วเรามาดูโลก อยากให้พวกเราดูเราแล้วดูโลก   ถ้าเราไม่ดูโลกดูแต่ตัวเอง เราก็จะคิดภูมิใจกับความสำเร็จในอดีต        ซึ่งมันเป็น  big flop ที่จะทำให้เกิดความล้มเหลวในอนาคต   บริษัทธุรกิจหลายแห่งที่เป็น establish สมัยก่อน   มีปัญหาคราวนี้เพราะไปภูมิใจกับความสำเร็จในอดีต    คิดว่าความสำเร็จในอดีตจะเป็นการันตีให้กับอนาคต ที่จริงแล้วมันคนละเรื่อง
มันมีหลายอย่างที่ breakthrough


วิธีสร้างความมั่งคั่งที่เปลี่ยนไป

     ใครได้อ่านหนังสือของ   Michael Milken  คนที่เล่น junk bond แล้วติดคุกนั่นละครับ ผมว่าหนังสือเขาดีมาก   เขาพูดว่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 14-20 wealth creation ทั้งหลายมันอยู่แถว ๆ เรื่องของ physic   แต่เขากำลังบอกว่าศตวรรษที่ 21 ขึ้นไป
wealth creation จะไปอยู่ที่ bio-technology กับพวก chemistry อันนี้น่าสนใจนะครับ


อินเตอร์เน็ตจะกลายเป็นเขตการค้าเสรี

     เรื่องของอินเตอร์เน็ต วันนี้เรามีคนใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ทั่วโลกประมาณ   150  ล้านคน     เขาทำนายว่าในปี 2005 อีกประมาณ 6 ปีข้างหน้า      จะมีคนใช้เป็น double  คือ 300 ล้านคน     ท่านประธานาธิบดีคลินตันของสหรัฐอเมริกา       ซึ่งเป็นประเทศที่มี visionary สูงมาก   เขาเดินทุกอย่างเป็นกลยุทธ์หมด    เขาพูดไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2541 ว่าเขาจะผลักดันให้  WTO ยอมรับให้อินเตอร์เน็ตเป็น free trade zone


ไทยอยู่อันดับไหนในสังคมข่าวสาร

     แล้วหันมาดูเรา เราคงต้องคิดว่าจะแข่งขันกับคนอื่น เราจะต้องปรับตัวอย่างไร    เมื่อเช้าผมดู post database บอกว่า
เราอยู่อันดับที่ 45 ของการเป็น  information society  เมื่อเปรียบเทียบกับทั่วโลก มาเลเซียอยู่ที่อันดับ 34 แล้วทำอย่างเราจะไปถึงตรงนั้น ถ้าเราคิดแบบเดิม แบบ analogue เราไปไม่ถึงหรอกครับ เพราะว่าประเทศที่นำไปแล้วนั้น speed ของเขาจะต่างกับของเราเพราะจุดที่ยืนต่างกัน สมมติเราห่างจากประเทศหนึ่งประมาณ 10 ปี     อีก 10 ปีข้างหน้าเราจะห่างมากกว่า 10 ปี  ถ้าเรายังไปใน speed แบบเดิม  ถ้าจะไปด้วย speed ใหม่   ต้องคิดแบบ digital การคิดแบบนี้เราสามารถดักทางได้อย่างสิงคโปร์เขาจะมองว่าโลกจะไปทางไหน ไปอย่างไร   แล้วเขาก็จะวางแผนเพื่อดักรอ     แต่ถ้าไม่มีการคิดไกล คิดทำกันไปเรื่อย ๆ ให้คนตกงานกลับไปทำนา ทำไร่ หรือตกปลา ตรงนี้ไม่มีทางเลย    เราคิดอย่างนั้นมันยิ่งกว่า analogue  อีกนะครับ ตอนนี้เขาเรียกว่าเป็นยุคของ post information age


องค์กรมีชีวิตเหมือนมนุษย์

     ผมอยากให้มองย้อน ใครที่เคยเป็นนักบริหาร และเคยอ่านหนังสือของนักทฤษฎีทางด้านชีววิทยาคนหนึ่ง คือ วอห์น บาโธโลฟี  เป็นชาวสแกนดิเนเวียน    ผมจำชื่อแน่นอนไม่ได้ เพราะอ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว เขาพูดเปรียบเทียบ organization กับ anatomy     เขาบอกว่า organization   มีชีวิตเหมือนมนุษย์ 
เป็น system ที่มี  sub-system   อยู่ในตัว ที่มี inter-
dependent ต่อกัน


ความคิดของ Bill Gates

     ถ้าใครอ่านหนังสือเล่มล่าสุดของ Bill Gates เรื่อง Business @ the Speed of Thought เขาพูดถึงเรื่อง
digitalnervous system  บอกว่าการที่ร่างกายมนุษย์จะมีปฏิกิริยากับความร้อนความหนาวได้ดี    ระบบประสาทต้องดี     ระบบ
ประสาทจะดีได้ก็ต้องมีเลือดหล่อเลี้ยง      ประสาทส่วนไหนไม่มีเลือดหล่อเลี้ยงมันจะชาไปเลย     เลือดในที่นี้คือ information ดังนั้นต้องมีข้อมูลไปหล่อเลี้ยงระบบประสาท ถึงจะมีปฏิกิริยากับสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว


Digital Nervous System

     ทีนี้เรามาดู  anatomy  ถ้าของร่างกายเราก็คือร่างกาย ถ้าของ organization ก็คือบริษัท ทีนี้หันมาดูประเทศแล้วหันมาดูโลก ประเทศเป็น sub-system ของโลก  เพราะเราอยู่ในระบบเดียวกัน ถ้าโลกเป็นมนุษย์คนหนึ่ง   วันนี้โลกเข้าสู่
digital nervous system ของโลกก็คือ backbone กลายเป็นอินเตอร์เน็ต แล้วมีเลือดก็คือ information และพวก e-mail   ทั้งหลาย ถ้าเราขยายจุดเล็ก ๆ เราจะเข้าใจระบบดีขึ้น เมื่อเข้าใจก็จะวิเคราะห์อะไรได้มากขึ้น   ผมเป็นคนชอบจินตนาการพยายามมองว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เคลื่อนไหวอย่างไร ถ้ามันใช่ก็คือใช่ แล้วเราก็ปรับวิธีคิดของเราใหม่


เทคโนโลยีข้างหน้า

     ในแง่ของเทคโนโลยีข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
digital technology ในปัจจุบันมันเป็นเรื่องของ networking ไม่ใช่เรื่องของคอมพิวเตอร์หรือ IC chips เหมือนในยุคต้นๆของ silicon valley แล้ว IC ใน silicon valley รู้มั้ยครับว่าย่อมาจากอะไร มาจาก Indian and Chinese เพราะที่นั่นคนที่คิดเป็นพวกคนจีนคนอินเดียทั้งนั้น พวกนี้สมองดี    แต่บังเอิญวันนี้โลกมันกลับขั้ว  เมื่อก่อนคนเอเชียมีสายเลือดของการเป็นเถ้าแก่สูงมาก   ตอนนี้เอเชียกลับกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนหมด ขณะที่อเมริกันเมื่อก่อนเป็นมนุษย์เงินเดือน   แต่กลับกลายเป็นเถ้าแก่หมดแล้วในวันนี้ เด็กอเมริกันเนี่ย   ถ้าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เขาบอกว่ามันเป็น juvenile delinquency แต่ต่อมากลายเป็น entrepreneur ใหญ่เพราะว่าความคิดและสมองของเขาเร็วกว่าเหนือกว่าระบบการศึกษา


ความท้าทายต่อเด็กไทย

     ผมเองคิดว่าเด็กไทยวันนี้หลายคน สามารถจะมีความคิดเหนือกว่าระบบการศึกษาของไทยที่จะรองรับเขาได้    บางทีพ่อแม่อาจจะมองว่าเด็กคนนี้มันประหลาด แต่ความจริงแล้วเขาหัวไบร์ท   ต่อไปโลกข้างหน้าเขาแข่งกันที่สมองนะครับ โลกข้างหน้าจะถูกบังคับให้มี transparency สูง แล้วจะถูกบังคับให้เสรี   เพราะฉะนั้นการแข่งขันจึงเปิดให้ทุกคน access เข้าสู่ข้อมูลได้ทุกอย่าง เราจึง
ต้องพยายามท้าทายเด็กไทยให้ใช้สมองอย่างเต็มที่


พัฒนาการด้าน Digital Technology

     อนาคตข้างหน้าเป็นการ
combine เทคโนโลยีของ digital เข้าด้วยกัน   เรื่องของ information ก็เป็นเรื่องของ digital
form  เรื่องของ superhighway ก็เป็นเรื่องของ digital transmission   เรื่องของ intelligent ก็เป็นเรื่องของ  digitalprocessing  สิ่งเหล่านี้มันจะถูก combine เข้าหากัน   อินเตอร์เน็ตก็ต้องถือเป็น invention ของ digital technology age

       ซึ่งในศตวรรษที่ 21 มันจะมีพัฒนาการด้าน digital technology หลายตัว  ผมจะเอาเฉพาะที่เด่น ๆ มาคุยกันหลายอันเกิดขึ้นแล้วในศตวรรษที่ 20     แต่ยังไม่ถูกใช้อย่างกว้างขวาง ยังคาบเกี่ยวอยู่       เพราะว่ายังไม่    saturate   ก็เลยยังไม่ไปสู่ commercial scale


Intelligent Interface

 
    สิ่งต่าง ๆ กำลังจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21   เรื่องการ interface   จะเป็นลักษณะของ intelligent interface  มากขึ้น
เช่น พวก voice recognition หรือ speech generator หรือ   image/visual recognition    หรือการอ่านการ์ดจากลายนิ้วมือ หรืออ่านจากเรตินาของนัยน์ตา มันจะเป็นลักษณะคล้ายจะใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้น


Virtual Reality

    
HDTV จะเข้ามาแบบ digital มากกว่าเป็น analogue หรือจอจะเป็นพวก plasma flat screen มากขึ้นแล้วก็จะเป็น
โลกของ virtual reality   ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเป็นแล้ว   เช่น  virtual office, virtual mall, virtual job, virtual operation เทคโนโลยีพวกนี้จะเริ่มเป็นลักษณะ wearable  เช่น  โทรศัพท์เคลื่อนที่  ต่อไปจะเป็นนาฬิกาด้วย เป็นโทรศัพท์ด้วย   เป็น fashion products มากขึ้น


On-demand

     On-demand Concept จะเป็นลักษณะ
Prime time is my time. ต่อไปนี้  prime time   จะไม่ใช่สถานีโทรทัศน์
เป็นคนกำหนดแล้ว เพราะ Prime time is my time.ถูกกำหนดโดย demand  เรื่องของ mobility  จะมี degree of mobility สูง ไปที่ไหนทั่วโลกสามารถ access ได้หมด   จะทำอะไรก็ได้  ต่อไปข้างหน้าจะมีลักษณะ broadband technology แบบของ satellite ซึ่งคนอยู่ในป่าคุณสามารถเล่นคอมพิวเตอร์ของคุณโดยใช้ดาวเทียมได้ เป็น broadband ที่สามารถทำ on demand ได้ ค่าส่งหนังเรื่องหนึ่งเมื่อก่อนแพงมาก แต่ต่อไปจะเหลือแค่เรื่องละ 80 เซ็นต์ครับ  เพราะฉะนั้นฮอลลีวู้ดสร้างหนังเสร็จปุ๊บ เอาขึ้นไปเลย สามารถให้คนดูได้ทั้งโลก นี่คือความมหัศจรรย์ที่จะเกิดขึ้น


ทุกอย่าง Smart หมด

          เรากำลังดูโลกกันอยู่นะครับ สักครู่จะมาดูเรากัน ทุกอย่างจึงเป็น intelligent หมด  ต่อไปเราจะเจอ smart car, smart house, smart phone, smart road ทุกอย่าง smart หมด เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ smart ก็เหนื่อยหน่อย