clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
Thai_Century .jpg (10389 bytes)

 
จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
เรียบเรียงจากการปาฐกถาเรื่อง
"เมืองไทยในสตวรรษใหม่"
จัดโดยสภาหอการค้าไทย วันที่ 11 กรกฎาคม 2542

dot.gif (41 bytes)

         ปี 2000 นี้ ทั่วโลกตื่นตัวกันว่าเป็นปีสำคัญ เป็นจุดหักเห เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจึงตั้งใจ   และเตรียมตัวที่จะเริ่มต้นสหัสวรรษใหม่กันอย่างมีเป้าหมาย โดยถือโอกาสดังกล่าวปฏิรูปและพัฒนาตัวเองให้ไปถึงสิ่งที่หวังไว้อย่างแน่วแน่แล้ว   ประเทศไทยของเราเล่า นอกจากการเฉลิมฉลองสนุกสนานตามกระแสเราคิดจะสร้างสรรค์สิ่งดีงามเพื่อบ้านเมืองบ้างไหม   คิดว่าศตวรรษใหม่นี้ ของขวัญล้ำค่าสุดที่คนไทยทุกคน ตั้งแต่ผู้บริหารประเทศจนถึงประชาชนควรมอบแก่ประเทศชาติน่าจะเป็นการ "คิดใหม ่ ทำใหม่"  มากที่สุด     โดยเฉพาะการคิดใหม่ทำใหม่ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทรุดและกำลังฉุดทุกภาคของสังคมให้พังทลายตามถือเอาวาระ ใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญของโลก เป็นโอกาสพิเศษในการปฏิรูปตัวเองครั้งใหญ่ เปลี่ยนแปลงปรับ  ตัวชนิดเข้มแข็ง  เด็ดเดี่ยว รุนแรงระดับครงสร้างทิศทาง ไม่ใช่ย่อยยิบแบบที่ผ่านมาปีใหม่ ศตวรรษใหม่ที่กำลังจะมาถึงจะได้เป็นปีที่เราภาคภูมิใจรู้จักโลก ก่อนที่บอกว่าประเทศไทยควรทำอะไร ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องรู้จักโลกและเข้าใจตัวเองให้ถ่องแท้ลึกซึ้งเสียก่อน ผมจึงอยากจะพาท่านท่องโลกสักนิด   เพื่อให้เห็นภาพรวมก่อนว่า ณ วันนี้โลกของเรามีแนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ในทางใดบ้าง

           โลกในศตวรรษหน้ากำลังเข้าสู่สภาวะที่เรียกกันว่า Globality หรือกระบวนการ  Globalization คือโลกเป็นหนึ่งเดียวกันหมด เพราะทุกส่วนเชื่อมโยงกันได้    ดังนั้นเมืองไทยย่อมปฏิเสธความเป็นส่วนหนึ่งและผลกระทบของโลกต่อเราไม่ได้

           กระบวนการ Globalization นี้มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ


          ประการแรก  เศรษฐกิจจะทวีบทบาทสำคัญ รัฐบาลจะมีบทบาททางเศรษฐกิจน้อยลง เศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับ กลไกตลาดโลก

          ประการที่สอง  ชายแดนระหว่างประเทศจะถูกกัดกร่อนลงเนื่องจากเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันมากขึ้นการไหลบ่าแลกเปลี่ยนในทุกด้านจะสูงขึ้น

          ประการที่สาม      เนื่องจากความทันสมัยของเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมราคาถูกลงความสามารถของเทคโนโลยีการสื่อสารทีประสานโลกเข้าด้วยกันนี้ จึงทำให้ทุกชาติต้องเชื่อมโยงกันหลีกเลี่ยงภาวะ  Globalization ไม่ได้กระบวนการเหล่านี้เองทำให้แต่ละประเทศไม่อาจปลีกตัวอยู่โดดเดี่ยว  ไม่สามารถกำหนดทิศทางของคนจากปัจจัยภายในเพียงอย่างเดียวตรงกันข้ามปัจจัยภายนอกจะทวีอิทธิพลสูงทีเดียวปัจจัยภายนอกที่ว่า อะไรบ้างส่งผลต่อจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจของไทย

การค้าไร้พรมแดน

          เมื่อวันที่ 1  กรกฎาคม  2540 ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวว่าจะผลักดัน WTO ให้กำหนดอินเตอร์เน็ตเป็นเขตค้าขายไร้พรมแดนหรือ Free Trade Zone นโยบายของสหรัฐในเรื่องนี้สำคัญมากเพราะเป็นที่รู้กันว่านับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดไปกลายเป็นสงครามเศรษฐกิจ อเมริกาถือเป็นยักษ์ใหญ่สุดของโลก ด้วยความเป็นมหาอำนาจนี่เองอเมริกาย่อมสามารถใช้กุศลบายต่าง ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือ ทางอ้อมให้นโยบายเป็นจริงได้ทำไม อเมริกาต้องสนับสนุนอินเตอร์เน็ต เพราะเขามีวิสัยทัศน์ว่า  WTO   เป็นเวทีและกลไกอันหนึ่งในการจัดระเบียบการค้าโลก หากใครมีอิทธิพลในการจัดระเบียบคนนั้นได้เปรียบซึ่งแน่นอนสหรัฐย่อมมีภาษีกว่าใคร เนื่องจากเป็นเจ้าธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์ อเมริกายังมองไปไกลกว่านั้นอีกด้วยว่า   ในปี 2005   คนที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกน่าจะมีประมาณ   300  ล้านคนจากปัจจุบัน 150 ล้านคนเท่าตัวที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวคาด   ว่ามาจากเอเชียกับอเมริกาใต้เป็นหลัก เขามองอนาคตไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะไปเอาเงินจากใคร ลองหันดูสิงคโปร์ปัจจุบันเขากำหนดเป้าหมายชัดเจนแล้วว่าจะผลักดันให้มีการใช้อินเตอร์เน็ตในทุกครัวเรือนเลยทีเดียวเพื่อเตรียมตัวรับการค้าขายรูปแบบใหม่ดังที่กล่าวไว้ในบทนำแล้วขณะที่เมืองไทยยังไม่ตื่นตัวด้านอินเตอร์เน็ตจริงจัง ฉะนั้น ถามว่าหากนโยบายอินเตอร์เน็ตเป็นเขตการค้าไร้พรมแดนสำเร็จ เมืองไทย   ซึ่งไม่อาจปฏิเสธ WTO จะพร้อมแข่งขันทางเศรษฐกิจในรูปแบบของ Net Buyer หรือ คงไม่มีใครกล้าตอบคำถามนี้นี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันแตกต่างระหว่างเรากับชาติอื่นชัดเจน

การแข่งขันทางเศรษฐกิจจะรุนแรง

            เพราะการค้าแบบเสรีและไร้พรมแดน คู่ค้ากับคู่แข่งของเราย่อมเพิ่มปริมาณขึ้น ผู้ซื้อมีสิทธิ์เลือกมากขึ้น ถ้า
ผู้ขายไม่พัฒนาตัวเองจะอยู่รอดยากในยุคนี้     หลายท่านคงเคยอ่านหนังสือเล่มล่าสุดของโซรอส The Crisis of Global Capitalism     โซรอสอธิบายถึงประชาธิปไตยกับทุนนิยมโลกว่า ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนี้  หัวใจอย่างหนึ่งคือ การแข่งขันเสรี มีระบบทุนนิยมที่ต้องอยู่ร่วมกัน แต่ทุกคนก็รู้ว่าหลักของทุนนิยมคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนที่มีกำลังแข็งกว่าเท่านั้นจึงจะชนะการแข่งขัน สิ่งที่เรามองว่าเสรีความจริงก็ไม่เสรีแท้ ๆ

            เปรียบเสมือนกับการบอกว่าเราจะเปิดชกมวยเสรี แต่กติกามันไม่ชัด กำหนดว่าให้ต่อยตามแบบสากล เรารู้ว่า
มวยสากลต่อยอย่างไร    แต่ถ้าเราก็เอา ส.วรพิน มาต่อยกับ ไมค์ ไทสัน ต่อยอย่างไรก็แพ้วันยังค่ำ แม้จะซ้อมมาดี หาโค้ชดีๆ มาสอนกลเม็ดทั้งนี้เพราะไม่เพียง ส.วรพินตัวเล็กกว่า  ทว่า ส.วรพินยังจัดเจนมวยสากลน้อยกว่าไทสันด้วยเราไม่มีสิทธิ์อุธรณ์ฎีกา เนื่องจากเป็นการแข่งขันตามกติกาสากล       เสรีของทุนนิยมโลกเป็นเสรีตามแบบของคนตัวใหญ่ คนมีอำนาจซึ่งกำหนดกติกาแล้วเอามาปล่อยไว้ในโลกเสรี  ปัจจุบันและวันข้างหน้า กติกาทางเศรษฐกิจที่คนตัวใหญ่วางไว้ดักคนตัวเล็กอย่างเราแยบยลมี 3 เรื่องด้วยกัน

            เรื่องแรกคือ สิทธิมนุษยชนหรือ Human Right โดยหลักการถือเป็นสิ่งที่ทุกประเทศควรมี แต่อีกด้านหนึ่ง
สิทธิมนุษยชนเป็นเกมส์ที่โลกตะวันตกกำหนดให้คนเอเชียเล่น ตะวันตกต้องการให้เราใช้แรงงานอย่างถูกต้อง ยามที่อุตสาหกรรมของเราใช้แรงงานราคาถูก แต่เมื่อแรงงานกลายเป็นของแพงแล้ว      เราจะแข่งกับเขาได้อย่างไร   ขณะ เดียวกัน ผมก็มีคำถามคาใจหลายข้อว่าทำไมนอกจาก Human Right  จึงไม่มีคำว่า  Human Dignity  หรือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ทำไมชาวบ้านด่านเกวียนปั้นหม้อใบเบ้อเริ่ม เขียนสีสันด้วยมือสวยงาม แต่กลับขายได้เพียงใบละ 300 บาท แสดงว่าต้องมีบางอย่างในสังคมผิดปกติจุดนี้เองทำให้ผมคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น    ซึ่งจะอธิบายต่อไปอีกกับดักหนึ่งคือเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยแนวคิดดีและถูกต้อง ผมไม่ปฏิเสธ แต่ในทางกลับกัน ต้นทุนในการดูแลสิ่งแวดล้อมสูงมากก็กลับมาที่ประเด็นเดิมคือแล้วเราจะแข่งกับคนอื่นได้อย่างไรกับดักสุดท้ายกลายเป็นแฟชั่นฮิตในบ้านเราพักหนึ่ง คือ ทรัพย์สินทางปัญญา  หรือ    Intellectual    Propeity   ตะวันตกต้องการให้เราเคารพทรัพย์สินทางปัญญาของเขาให้มาก เขาถือว่ามันมีค่ามหาศาล        เรื่องนี้ก็ถูกโดยหลักเช่นกัน แต่ก็ทำให้ตระหนักว่า ความจริงแล้วเขาตั้งกติกาดังกล่าวขึ้นมาก็เพราะสะสมทุนทางปัญญาไว้มากมายนั่นเองจึงยิ่งเด่นชัดว่าโลกวันข้างหน้าเป็นโลกขายสมอง ใครกักตุนไว้เยอะย่อมได้เปรียบ  กับดักทั้งสามท้าทายความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่น้อยทีเดียว

การบริโภคเปลี่ยนไป

          สิ่งที่น่ายินดีคือ ท่ามกลางการพัฒนาเติบโตทางเทคโนโลยี    ปรากฏว่าการบริโภคของโลกเริ่มเปลี่ยนไป
เน้นของจากภูมิปัญญาชาวบ้านหรือชาวพื้นเมือง และเน้นการรักษาสุขภาพ
อาจเป็นเพราะตะวันตกมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจพอควร หาเงินทองคล่องรวยกันเร็ว เลยเริ่มกลัวตายหันมานิยมบริโภคสิ่งที่ทำด้วยมือหรือทำจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีนอกเหนือจากชอบของใช้จากวัสดุพื้นเมืองแล้ว ความตื่นตัวด้านสุขภาพก็รุนแรงไม่แพ้กัน  จะขอยกตัวอย่าง อัลฟาแยตที่มาเมืองไทย เขาชอบอาหารไทยมาก อยากจะเปิดอาหารไทยที่แฮร์รอด จึงไปชวนกุ๊กจากโรงแรมชั้นหนึ่งของเราไปทำงานกับเขา ให้ย้ายครอบครัว พาลูกไปสมัครโรงเรียนที่อังกฤษให้เรียบร้อย แต่ปรากฏว่ากุ๊กคนนี้ไม่ผ่านการตรวจสุขภาพ คือมีโรคผิวหนังที่มือ นายแฮร์รอดจึงไม่อาจนำเขาไปได้ ต้องให้กลับมาทำงานที่โรงแรมเดิมนี่คือความละเอียดด้านสุขภาพของชาวตะวันตก   ดังนั้นการบริโภคอาหารในวันข้างหน้าโลกตะวันตกกำลังไปสู่ organic food  ซึ่งถามว่าประเทศไทยมีความแข็งแกร่งทางด้านนี้อยู่ แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราเองกลับสวนทาง ทอดทิ้งความแข็งแกร่งของเรา ขาดมาตรการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม สารพิษในการเพาะปลูก    ถึงเวลาที่เราต้องหันมาดูเรื่อง GMO (genetically modify organism) หรือสารตกค้างทั้งหลายแล้วความโหดเหี้ยมของสังคมยุคหลังทุนนิยมสมัยใหม่  (post modern capitalism)    สังคมกำลังเดินผ่านยุคทุนนิยมและก้าวสู่ยุคหลังทุนนิยม    ซึ่งมีธรรมชาติโหดเหี้ยมอย่างหนึ่งคือ ต่างฝ่ายต่างกัดกินกันเอง แม้จะเป็นมิตรต่อกัน แต่แข่งขันแบบไร้ความปราณี     ดังที่ผมอยากเปรียบเป็นเล่านิทานให้ฟังเรื่องหนึ่งคือ แมงป่องกับเต่า เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของเราทั้งหมดรวมอยู่ในระบบธนาคาร สถาบันการเงินอย่างเดียวตลาดทุนก็เล็กตลาดตราสารยังไม่มี ฉะนั้นเวลาที่ธนาคารพังย่อมฉุดระบบเศรษฐกิจทั้งหมดให้ทรุดลงด้วย การกระจายอย่างแข็งแกร่งนอกจากจะลดความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยให้โครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวมเข้มแข็งแนวคิดที่สองคือ ขนาด ถ้าเต่าตัวโตกว่านี้มาก เวลาโดนกัดมันก็จะไม่ตายหรือไม่ตายง่าย ๆ เศรษฐกิจไทยหากใหญ่กว่านี้สัก 2-3 เท่า  ก็อาจไม่ล้มช้ากว่านี้ประเทศไทยต้องปรับตัวเองทั้งเรื่องของขนาดและการกระจายตัวทางเศรษฐกิจมากพอสมควร โดยทางทฤษฎีก็อาจจะดูง่าย   แต่ในการปฏิบัติต้องใช้เวลาและต้องใช้การนำพอสมควรองค์กรในอนาคตจะแข่งกันด้วยความเร็วและความถูกต้องของการตัดสินใจ เราเคยพูดกันมากเรื่องข้อมูลคืออำนาจแต่ ณ วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากข้อมูลคืออำนาจกลายเป็นเรื่องเชยไปเสียแล้ว   โลกหันมาว่ากันถึงความสามารถในการเลือกสรร เลือกใช้ ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูล กระทั่งล่าสุดมาถึงจุดความรวดเร็วในการได้มา เลือกใช้  และความถูกต้องของการสินใจข้อมูล   ถ้าใครได้เคยอ่านหนังสือของบิลล์ เกทส์  เรื่อง   Business @ the Speed of
Thought จะพบว่า บิล เกทส์ สรุปความคิดไว้น่าสนใจว่า ในช่วงปี 1980 โลกมุ่งมาเรื่องการจัดการและคุณภาพมากพอปี  1990   เราพูดกันถึงเรื่อง quality      พอปี  1990   โลกเริ่มมองกระบวนการ  (Processing)   หรือการทำ re-engineering

           ปี 2000 เกทส์ ฟันธงเลยว่า โลกต้องแข่งกันในด้าน velocity หรือความเร็ว   ซึ่งขึ้นอยู่กับระบบประสาททางดิจิตอลที่เกทส์ เปรียบว่าเสมือนร่างกายมนุษย์   ระบบเส้นประสาทจะดีได้ต้องมีเลือดหล่อเลี้ยง    ถ้าเปรียบเป็นองค์กร ระบบ digital nervous system จะดีได้ก็ต้องมีข้อมูลหล่อเลี้ยงเข้าไปในระบบนั่นเอง    ต่อไปองค์กรจะแข่งขันกันด้วยความเร็ว ต้องตัดสินใจเร็วและถูกต้อง     การที่จะถูกต้องได้ก็ต้องมีข้อมูลที่ดี    ข้อมูลดีได้ก็ต้องมีการกลั่นกรองที่ดีคุณสมบัติใหม่ของผู้นำในอนาคต

            ช่วงเข้าสู่ปี 2000 สังเกตได้ว่า หนังสือต่างประเทศที่ออกใหม่และได้รับความนิยมสูงมักมีหัวข้อเกี่ยวกับความ
เป็นผู้นำหรือ leadership โลกกำลังแสวงหาหาว่าผู้นำสำหรับโลกอนาคตควรมีคุณสมบัติอะไรบ้างด้วยความที่มีปมปัญหาเกี่ยวกับความเป็นผู้นำอยู่แทบทุกระดับขององค์กร   ผมได้ศึกษาพร้อมสรุปมาว่าผู้นำในอนาคตควรจะต้องมีสำนึกในเป้าหมายและมีวิสัยทัศน์   ซึ่งได้มาด้วยการเจียระไนความคิดจนตกผลึกถึงที่สุด   ไม่ใช่จากความฝันอันปราศจากการรองรับที่เป็นวิทยาศาสตร์

            ต้องสามารถสื่อสารวิสัยทัศน์ตนเองกับผู้อื่นได้ มิเช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์ในแง่การปฏิบัติ

            ต้องเป็นบุคคลน่าเชื่อถือ  และไม่ใช่เพียงน่าเชื่อด้วยคุณงามความดีเท่านั้น   ต้องมีความรู้   ความสามารถที่น่าเชื่อถือด้วย

            ต้องกล้าได้กล้าเสีย กล้าตัดสินใจ กล้ายอมรับผิดและรู้จักใช้ความผิดนั้นเป็นครู

            ที่สำคัญที่สุดคือ   ต้องมีจิตสำนึกและเชื่อมั่นต่อการเปลี่ยนแปลง   เพราะองค์กรหรือกระทั่งประเทศต่อไปความตาย
ตัวจะน้อยลงเรื่อย ๆ แต่จะผกผันและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วผู้นำจะต้องเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะกดดันหรือบีบให้เปลี่ยนแปลงด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ เข้าใจตนเอง

            นอกเหนือจากการรู้จักโลกแล้ว การพยายามทบทวนเพื่อเข้าใจจุดอ่อนและจุดแข็งของชาติเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่า
กัน เพราะการเติบโตใดๆ หนีไม่พ้นการใช้ศักยภาพที่มีอยู่กับแก้ไขข้อบกพร่องภาพรวมเด่น ๆ ของประเทศไทยในปัจจุบันมีหลายประเด็นที่ควรใส่ใจ

ขาดแผนแม่บท ไร้ยุทธ์ศาสตร์ ปราศจากไร้ทิศทาง

            น่าตกใจและควรถือเป็นวาระเร่งด่วนในการแก้ไขข้อบกพร่องนี้ ผู้บริหารทุกคนรู้ดีว่า 
หัวใจของการนำองค์กรสู่
ความสำเร็จนั้นคือเป้าหมาย กลยุทธ์ที่ดี หรือหากเปรียบเป็นองค์กรประเทศไทยก็คือ ต้องมีแผนแม่บทกับยุทธ์ศาสตร์การบริหารประเทศเฉียบคมนั่นเอง แต่ที่ผ่านมาจะพบว่าเราไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบในการคิดแผนแม่บทให้เป็นยุทธ์ศาสตร์ในการดำเนินนโยบายแต่ละด้านของประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติเป็นการร่างในทางทฤษฎีซึ่งไม่เพียงไม่เท่าทันสอดคล้องกระแสโลก หากขาดประสิทธิภาพในเชิงปฏิบัติด้วย

            ปัจจุบันกระทั่งภาคเอกชนก็งง ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนกัน   ประเดี๋ยวรัฐบาลนี้คิดอย่างนั้น  พอเปลี่ยนรัฐบาลก็คิดอีก
อย่าง รัฐบาลมัวแต่เล่นเกมการเมือง  คิดถึงผลประโยชน์ของพรรคเมื่อขึ้นรับอำนาจก็เปลี่ยนทางมาให้เอื้อผลประโยชน์ตนสูงสุด จึงไม่มีแผนอะไรที่เป็นของประเทศ ของประชาชนแท้จริง ทั้งที่ประเทศไม่ได้เป็นของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

            แผนแม่บทหรือ master plan เป็นตัวกำหนดเส้นทางเดินชีวิตประเทศแบบมองอนาคต เมื่อเราไม่มี   ประเทศ

จึงต้องเอาแต่ตั้งรับแบบถอยร่น   แก้ปัญหาแบบจุลภาคหรือ micro ตลอดเวลา  และทำงานวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลักวันนี้ศักยภาพเราถึงถดถอยลงเรื่อย ๆ  สังเกตดูว่าย้อนไป 40 ปีที่แล้ว เรายังแข่งกับญี่ปุ่นอยู่จู่ๆ ต่อมาถอยมาเรื่อยๆ แข่งกับไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย วันนี้เรากำลังพูดถึงการแข่งขันกับเวียดนาม

            ความจริงแล้ว ยิ่งประเทศอยู่ในช่วงวิกฤต การสร้างแผนแม่บทยิ่งทวีความจำเป็น เพราะการแก้ปัญหาระยะสั้นนั้น
ไม่เพียงพอ การเตรียมองค์กรกับคนในองค์กร   หรือการเตรียมประเทศกับประชาชน เพื่อรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่างหาก จึงจะแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและยาว โดยเฉพาะการเตรียม "คน" สำคัญที่สุด   เพราะคนคือหัวใจของความสำเร็จทุกเรื่อง

            ผมมักเปรียบเทียบการบริหารองค์กรกับการลดความอ้วนของผู้หญิง   การลดความเทอะทะลดขนาดขององค์กร

ต้องลดที่ส่วนเกินเช่นเดียวกับผู้หญิงต้องลดหรือตัดไขมันออก ไม่ใช่อยากลดมากกว่านี้ เลยตัดอวัยวะ ตัดแขน ตัดขาแทนเหมือนที่องค์กรหรือประเทศพยายามตัดสิ่งต่าง ๆ  เช่น งบประมาณ จนพิการ    ไม่อาจฟื้นตัวได้แผนแม่บทที่ควรจะเป็นเช่น ต้องมีทิศทางชัดเจนว่า จะส่งเสริมหรือลดทอนส่วนใด เศรษฐกิจประเทศจึงเคลื่อนไปข้างหน้าได้     ซึ่งผมจะอธิบายต่อไปให้เท่าทันการเจรจาระดับโลก

            เมื่อไม่รู้จักโลก ไม่เข้าใจตนเอง ไม่มีเป้าหมายกลยุทธ์ แน่นอนว่า ยามต้องเจรจาเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจย่อม
เสียเปรียบต่างชาติ เนื่องจากเราไม่ค่อยรู้ hidden agenda  หรือเท่าทันคู่เจรจา   การเจรจาเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้นทุกคนมี hidden agenda  แต่วิธีการของเขานุ่มนวล แล้วเวลาเราได้ยินฝรั่งพูดด้วยแบบนุ่มนวล แบบดี ๆเรามักหลงเอาง่าย ๆ เวลาเขายอเรา เราก็ไปเหลิงเลย ทั้งที่จริง ๆ แล้วทุกอย่างที่ฝรั่งเจรจานั้นอิงผลประโยชน์เขาเป็นหลักตัวอย่างที่ดีคือ การเป็นลูกหนี้ของ IMF ต้องยอมรับว่า IMF เป็นนักการธนาคาร การเจรจาของเขาก็ต้องทำแบบทุนนิยมคือ เลือกเงื่อนไขเอื้อตัวเองที่สุด แต่แทนที่เราจะต่อรองให้ถอยออกจากมุมหน่อย ซึ่งเขาก็ตกลงได้ เรากลับไปยื่นมุมให้เขาอีกหน่อย ไปแถมให้เขาอีก ตรงนี้เกิดจากการที่เราไม่เข้าใจเท่าทัน  ไม่ใช่เฉพาะ IMF กรณีเดียว กระทั่งการเล่นเกมเจรจาต่อรองเรื่อง GSP ก็เหมือนกัน    ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องสับปะรด จาก 7 บาทกว่าเหลือ 3 บาทกว่า เพราะเราโดนภาษีเข้ายุโรป เข้า EU แต่บริษัท แต่ฝรั่งเศสเขาไปตั้งโรงงานสับปะรดที่แอฟริกาใต้ แล้วนำเข้ายุโรปกลับเสียภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ถามว่าสับปะรดของเราคุณภาพแย่ไหม เปล่า รสชาติของเราดี    ทว่าเมื่อเจอกำแพงภาษีเราก็แข่งขันไม่ได้ การเจรจาของเราไม่ทันเกม ขาดประสบการณ์  จึงทำให้เสียประโยชน์และโอกาสทางเศรษฐกิจ แล้วรัฐเองก็ไม่ได้เตือนให้ภาคเอกชนเตรียมตัว เอกชนก็ตั้งหลักไม่ทันขาดการบริหารข้อมูล กติกาที่เข้มแข็ง และความโปร่งใส

            เรื่องน่าห่วงอีกเรื่องคือ ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่ตระหนักว่า  สาเหตุส่วนหนึ่งของวิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้คือขาด

การบริหารข้อมูลและกติกาที่เข้มแข็งต่อ fast capital flow หรือเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าประเทศอย่างเร็วและมากในอดีตปัจจุบันยังมีคนจำนวนมากที่ยังหลงระเริงและเล่นสนุกกับเงินทุนข้ามชาติ

           Fast Capital Flow ครั้งแรกที่เรามีปัญหาเพราะเราขาดการ   monitoring   ข้อมูลว่าตัวเลขหรือเงินทั้งหลาย
มันหายไปตรงไหน มันเข้าไปอยู่เศรษฐกิจภาคใดบ้าง เราขาดกติกากควบคุมการไหลเข้าและใช้จนถึงขาดความโปร่งใสในการใช้เงิน  นอกจากความล้มเหลวของธุรกิจเพราะผิดพลาดทางข้อมูลแล้ว ข่าวคราวต่าง ๆ คงชี้ให้เห็นการทุจริตของผู้บริหารในหลายองค์กรที่คอรัปชั่นเงินทุนต่างชาติว่ามีจำนวนมหาศาลเพียงไร

            ในการประชุมเอเปคครั้งล่าสุด ก่อนการประชุม ผมได้มีจดหมายถึงรัฐบาลของเราว่า ให้คำนึงเรื่อง fast capital

flow ควรจะมีมาตรการมีกติกา (regulate) ที่เวลาปฏิบัติจะได้ดูแลตรวจสอบได้กลับถูกเข้าใจว่า regulate นั้นเป็นการ control มันจะไม่ได้ผลหรือคุมเข้มมากเงินจะหาย ไม่ไหลเข้า จึงไม่ทำ

             ผมมองว่าไม่จำเป็นต้องกลัว เนื่องจากการ regulate เป็นของธรรมดาเป็นของสากลที่ประเทศทั่วไปรับทราบกัน
ดีอยู่แล้ว ดูอย่างอเมริกาเป็นชาติที่เสรีที่สุด แต่มี regulation มากที่สุด    ใครลองไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกาต้องfind paper มากกว่าไทยไม่รู้กี่เท่า  regulation ไม่ได้หมายความว่าไม่เสรี แต่เราไม่เข้าใจความพอดีของกระบวนการ regulation มากกว่า  fast capital flow ในยุคนี้ อันที่จริงถ้าทำอย่างถูกต้องเหมาะสมจะสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคการผลิต   เช่น   ใครสามารถเอาเงินฝรั่งมาเพิ่มทุนได้ถือว่าดี    เพราะมันจะเพิ่มความมั่นคงเข้มแข็งเกิดการปรับโครงสร้างการเงินของตนเอง ดังนั้น มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ผมไม่ได้บอกว่าทุกอย่างดีหมด หรือเสียหมดผลสุดท้ายเราต้องมาหาว่าความพอดีอยู่ตรงไหนซึ่งถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของผู้นำ   เพราะเราต้องยอมรับความจริงว่าเงินทุนในประเทศไม่พออุ้มเศรษฐกิจทั้งหมด เรายังต้องพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าหากการพึ่งพานั้นเป็นการลงทุนระยะยาว (longterm investment) ย่อมเป็นสิ่งที่ดีแน่ ส่วน fast capital flow อันตรายกว่า แต่เงินกู้ยังนับว่าเป็นของดี ถ้าเข้ามาสู่ภาคการผลิตจริง ๆ

            อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่ชี้ขาดว่า เงินทุนจะไหลเข้าประเทศหรือไม่คือความโปร่งใสทุกวันนี้หลายบริษัทเข้า

หาทุนต่างประเทศไม่ได้เต็มที่เพราะติดปัญหาเรื่องความโปร่งใส เราต้องชำระสะสางระบบให้ดี เพื่อที่จะยืนผงาดใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี อย่ามัวแต่หลงไหลได้ปลื้มกับความสำเร็จในอดีตตัวอย่างบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง คือ โมโตโลราเขาตั้งหลักนานมากกว่าจะฟื้นตัวได้เพราะเขาไปหลงไหลในความสำเร็จในอดีต จากที่เคยยิ่งใหญ่  วันนี้มาเจอคนตัวเล็ก ๆ อย่างโนเกียก็ตกใจแล้ว ปรับตัวไม่ถูก ซึ่งเขาจะต้องปรับตัวอีกนาน

            การหลงไหลกับความสำเร็จในอดีตไม่ใช่เรื่องเสียหาย เราอาจใช้เป็นกำลังใจได้   แต่อย่าไปเชื่อว่าเป็นสูตรสำเร็จ สิ่งที่ถูกในอดีตไม่จำเป็นต้องถูกในอนาคต สถานการณ์วันนี้ เราต้องคิดว่าปฏิรูปเป็นภาระกิจสำคัญของประเทศ


ทอดทิ้งความแข็งแกร่งของตนเอง

            ผมกล่าวถึงจะอ่อนของเรามาหลายข้อ    หลายท่านอาจสงสัยว่า   เมืองไทยในสายตาของผมไม่มีอะไรดีเลยหรือ
คำตอบก็คือ มีมากมาย ซึ่งผมคิดว่าท่านทั้งหลายทราบกันดีอยู่แล้ว หรือหากไม่ทราบคิดไม่ออกว่ามีอะไรบ้าง   ผมจะนำท่านไปสู่ปัญหาอีกข้อหนึ่งของสังคมบ้านเรา คือ การทอดทิ้งความแข็งแกร่งที่เคยมีมาในอดีตของตัวเอง

            ความแข็งแกร่งแรก คือ ลักษณะของพื้นที่ ภูมิอากาศทางการเกษตร ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ
ดีมาก ทว่าน่าเสียดายที่ที่ผ่านมาเราใช้สารพิษกับดินมาก จนวันนี้โลกกำลังเปลี่ยนวิธีการบริโภค ปรับตัวกันคึกคัก อย่างฝรั่งเศส  เขาตั้งเป้าไว้ว่าปี 2005 เขาจะพยายามเพิ่มความเข้มในการดูแลของสารพิษตกค้าง  ซึ่งยุโรปเป็นลุ่มประเทศที่ตื่นตัวกับเรื่องนี้ก่อนใคร เพราะฉะนั้นวันนี้สินค้าที่ผลิตจากการแปรรูปจากพืชเกษตรของไทยจะเริ่มมีปัญหาต่อไปข้างหน้า

            ยังไม่สายที่จะกลับมาสู่ความแข็งแกร่งนี้ โดยเริ่มฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางการเกษตรกันจริงจัง เช่น กระบวนการ
ฟอกดิน สมมติคำนวณได้ว่าปีหน้าเราจะผลิตหอมออกมาได้เท่าไร เหลือจากส่งตลาดโลกสักเท่าไร เช่น สัก 20% เป็นไปได้ไหมที่จะเปลี่ยน 20% นั้นให้เป็นบริเวณห้ามเพาะปลูก    แล้วรัฐช่วยเหลือเกษตรกรให้ฟอกดินในส่วนนั้น เพื่อให้ดินจะได้ฟื้นตัวทีละส่วน จนกว่าไทยจะสามารถส่งออกสินค้าเกษตรที่ตีตราว่า organic f ood หรือสินค้าปลอดสารพิษได้เมื่อวันนั้นสินค้าเกษตรของเราจะมีราคาแน่นอน เพราะมี niche ขึ้นมาทันทีในที่นี้คือการมองก่อน แล้วทำก่อน

            ความแข็งแกร่งที่สองของเราคือ ภูมิปัญญาไทย เราปล่อยปละละเลยกันมานาน ทั้งที่เรามีปราชญ์ชาวบ้านมีเทค

โนโลยีชาวบ้านชั้นเลิศมากมายทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้า การทำมีด งานฝีมือ การแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรเป็นอาหารไทยเลิศรส ฯลฯ แต่คงพอทราบกันว่า ภูมิปัญญาเหล่านี้ได้ถูกต่างชาติ อาทิ ญี่ปุ่น เข้ามาฉกชิงจดเป็นลิขสิทธิ์ไปแล้วนับไม่ถ้วน

            ในวาระอันดีที่โลกข้างหน้า ปัญหาคือทรัพย์สิน ของจากธรรมชาติเป็นของมีคุณค่าเราน่าจะผลักดันให้ภูมิปัญญา
ของเราได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

กำหนดทิศทาง

            ท่านพุทธทาสบอกว่า คนเราต้องโง่เพื่อฉลาด ความโง่เปรียบเหมือนไฟ เป็นอันตรายก็ได้ เป็นประโยชน์ก็ได้ ถ้า
เอามาใช้ให้ถูกทาง เราถือว่าความโง่นั้นชั่ววูบเหมือนฝันไป เราก็จะเสียโอกาสในการปรับปรุงพัฒนาตัวเอง

            เรารู้จักโลก เราทบทวนเข้าใจตนเองแล้ว ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องกำหนดทิศทางของตนเองว่า ในศตวรรษหน้า
ในจุดเปลี่ยนใหญ่ที่กำลังจะมาถึงนั้น เราจะไปไหน ไปอย่างไร จึงจะผ่านความยกลำบากและพลิกฟื้นรุ่งโรจน์ขึ้นมาได้เดินอย่างมีเป้าหมายและกลยุทธ์

           ผู้นำต้อง "บริหาร" ประเทศโดยมีทิศทางชัดเจน ต้องจัดทำแผนแม่บทหรือ master plan    เพื่อให้คนทั้งชาติ
มองเห็นและร่วมใจกันไปให้ถึงเป้าหมายเดียวกัน ด้วยกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อรู้จักโลกและเข้าใจตนเองดังได้กล่าวมาข้างต้น

ปฏิรูปตัวเอง

           Change before you are forced to change ปรับเปลี่ยนตัวเองก่อนถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ทำผม
อยากสรุปให้เห็นว่า วันนี้แนวคิดในการมองปัญหาเศรษฐกิจของเรานั้นแบ่งเป็น 2 แนวคิดใหญ่ ๆ คือ

            แนวคิดแรกคือ คิดว่าเศรษฐกิจสลบไปนิดเดียว   ให้ยาโด๊ปเข้าไปก็ฟื้นเอง ปล่อยกู้มีสภาพคล่องก็ฟื้น   แต่ผมว่าไม่พอ เพราะขณะนี้คนรู้สึกกลัว (fear) มากกว่ารู้สึกว่าต้องการ (desire) การที่จะทำให้เกิด desire ได้ต้องคิดมุขใหม่ มีไอเดีย
ใหม่ และ การที่เกิด fear อย่างนี้ เมื่อเราเอาเงินใส่เข้าไปมันกระเตื้องขึ้นเพียงนิดหนึ่งไม่มีผลต่อการเติบโตอย่างเต็มที่

           แนวคิดที่สองคือ ต้องปฏิรูปและปรับโครงสร้างการผลิตใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ยากกว่าใช้เวลามากกว่าแนวคิดแรก แนวคิด
ทั้งสองทางนี้ ต่อไปจะเป็นแนวคิดที่ไม่ใช่เป็นทางเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่าไปคิดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นคือคำตอบทั้งหมดเพราะถ้ามองปัญหาทีละหนึ่งมิติ  เราจะหลงทาง  ปัญหามันซับซ้อนมากกว่าเดิม    เหมือนกับคนเล่นกอล์ฟ   อยากตีไกลการหวดแรง ๆ มันไม่ไกลหรอก มันต้องอาศัยหมดทุกส่วนพร้อมกัน และต้องลงแรงพร้อมกัน เวลาเดียวกัน จึงออกมาสวยคนตีไกลไม่จำเป็นต้องตีแรง มันเป็นเหมือนการตัดสินใจที่ต้องใช้หลากมิติพร้อมกัน

           อย่างไรก็ตาม ยุคหน้าต้องเป็นยุคแห่งการปฏิรูปแน่นอน ผมไม่อยากให้มองว่าวันนี้กำลังจะฟื้นแล้ว ไม่มีความจำเป็น
ต้องปฏิรูปอีกต่อไป

          ส่วนการปฏิรูปโดยตัวมันเองก็เช่นกัน แม้จะมีเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ก็ต้องอาศัยพลังจากส่วนอื่น ๆ ของ
สังคมด้วยจึงจะลุล่วง ในที่นี้ผมขอเสนอการปฏิรูปจำเป็นพอสังเขปไว้ดังนี้

          การศึกษา เป็นรากฐานของการเตรียม "คน"    ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุด   สิ่งที่น่าห่วงวันนี้คือการศึกษาไทยสอนให้
เด็กเป็นส่วนหนึ่งของสายการผลิตเท่านั้นเอง การสร้างสรรค์จิตนาการไม่มี  ถ้าเด็กไม่มีพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์แล้ว ประเทศเราจะมีไอเดียใหม่ ๆ ความคิดดีเยี่ยมใหม่ ๆ ออกมาได้อย่างไร   เรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องกล้าทำและต้องทำมากพอสมควร  จึงต้องเข้าใจว่าการปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่เพียงการแก้กฎหมายแล้วจบ  หากต้องแก้วิธีการบริหารการจัดการและอีกหลายอย่าง ซึ่งทางพรรคไทยรักไทยก็พยายามทำนโยบายเรื่องนี้อยู่

          การเมือง การปฏิรูปการเมืองเป็นสัญญาณอันดี แต่นักการเมืองวันนี้ส่วนใหญ่ยังไม่เต็มใจปฏิรูปการเมือง คือ ปฏิรูป
เพราะสังคมกดดันให้ทำ ในแง่จิตวิญญาณยังไม่เต็มที่นัก แล้วคนเราถ้าทำอะไรเพราะต้องทำหรือถูกไขลานให้ทำก็มักทำไม่ได้ดีภารกิจการปฏิรูปการเมือง อีกประการในมุมมองของผมคือ การทำอย่างไรให้นักการเมืองยอมรับว่าต้องปฏิรูปตัวเองว่าปรัชญาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น คือ การเข้ามาเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชน เข้ามาบริหารประเทศแทนเขาด้วยความเสียสละ ไม่ใช่แย่งกันมาหาความสุขบนหน้าที่การงาน หากนักการเมืองเข้าใจปรัชญานี้อย่างถูกต้องการเมืองบ้านเราจะดีขึ้นมาก

            ระบบราชการ ระบบราชการนี้ถูกวางไว้นานมาก บางส่วนวางไว้ตั้งแต่สมัยในหลวงรัชกาลที่   5  เรากินบุญเก่ามา
นานมาก      ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ digital nervous system  หรือระบบประสาททางดิจิตอล ระบบข้อมูลที่ดีภายในระบบของราชการ จำเป็นที่จะต้องกล้าคิดกล้าเริ่ม   ไม่เช่นนั้นเราก็ต้องประสบปัญหา เช่น ทุกวันนี้ คือ ส่วนราชการของรัฐมานั่งเถียงตัวเลขทางเศรษฐกิจกันว่าของใครถูก      หน่วยงานหนึ่งบอกอย่างหนึ่งอีกหน่วยงานหนึ่งบอกอีกอย่าง ผมเป็นคนไทยผมยังไม่เข้าใจ แล้วต่างประเทศมันจะเข้าใจได้อย่างไร

             ความโปร่งใสหรือการแก้ปัญหาคอรัปชั่นเป็นภาวะเร่งด่วน ตัวอย่างล่าสุด คือ รัฐบาลอุตส่าห์สร้างความมั่นใจให้
กับโลก แต่เสร็จแล้วตัวเลขจากหน่วยงานรัฐแต่ละส่วนออกมาคนละเรื่อง หน่วยงานในประเทศเดียวกันยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอาตัวเลขอันไหน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ

             ผลกระทบต่อภาคเอกชน คือ ทุกคนไม่ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องชัดเจน ต้องไปเสี่ยงเอาดาบหน้า    กลายเป็นว่าธุรกิจนั้น
เรายอมรับว่ามีความเสี่ยง แต่มันควรเป็นความเสี่ยงที่คำนวณหรือประเมินได้พอสมควร   ที่มีเมื่อความเสี่ยงประเมินไม่ได้ ก็เหมือนว่าเอาธุรกิจเป็นการพนัน คล้ายกับตลาดหลักทรัพย์ในอดีตที่เหมือนกับอยู่บนการพนัน        เพราะไม่ได้อยู่บนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง

            เรื่องของภาษี วันนี้เราแก้ปัญหาภาษีในลักษณะทีละชิ้น  ผมคิดว่าวันนี้ต้องมานั่งคิดใหม่ ทำใหม่เรื่องระบบภาษี
ของประเทศไทย ผมกำลังให้นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางภาษีศึกษาอยู่ว่า สมมติวันนี้ประเทศไทยไม่มีภาษีเลยให้วางระบบภาษีใหม่ที่ดีที่ถูกต้อง ไปดูว่าต่างประเทศเขาคิดกันอย่างไร     มุมไหนที่กระเทือนการลงทุนโดยไม่กระทบต่อประเทศได้

           ขณะเดียวกันผมขอให้คิดแบบยืดหยุ่นเพื่อให้ภาษีเป็น incentive หรือเป็น business incentive ในสิ่งที่เรา
ต้องการจะพัฒนาหรือต้องการลดการพัฒนาในส่วนนั้น ๆ เพราะฉะนั้นภาษีจึงต้องมาเป็นเครื่องมืออันหนึ่ง นั่นคือ แนวที่ผมฝากให้นักวิชาการของผมไปนั่งคิดแล้ว การเงินการคลัง ตลาดทุน   ตราสารหนี้   ทั้งหมดนี้ต้องใหญ่ขึ้น   ยืดหยุ่นขึ้นวันนี้เงินในโลกยังมีมาก แต่เราต้องช่วยกันคิดหาหนทางนำเข้าและให้อยู่นานพอเกิดประโยชน์มากกว่าเกิดโทษ

สร้างรายได้เข้าประเทศด้วยการสนับสนุน SME

          ผมและพรรคไทยรักไทยเสนอเรื่องการสร้างรายได้เข้าประเทศ ด้วยธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมานานแล้วจน
ทุกวันนี้มีผู้นำแนวคิดดังกล่าวไปขยายผลมากมาย ซึ่งผมก็ยินดียิ่ง  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน การยอมรับและเห็นด้วยกับแนวคิด  SME ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป สิ่งที่ต้องผลักดันต่อไปคือ การช่วยให้ SME เป็นจริงมากกว่า   เนื่องจากผู้ประกอบส่วนใหญ่ยังติดขัดกับปัญหาโครงสร้างพื้นฐานหลายประการ    การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเปรียบเสมือนทำรังบาง ๆ ให้ผึ้งไปเกาะทำรัง รังจะได้ไต่ขึ้น เป็นการช่วยเหลือคนตัวเล็ก ๆ ที่เขายังช่วยตัวเองไม่ได้  คนตัวเล็ก ๆ นี้หมายรวมทั้งเกษตรกร หรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางด้วย

            ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องเกษตรกรข้าว   โครงสร้างพื้นฐานก็คือพันธุ์ข้าว    ที่ทำให้เขาได้ผลิตมากขึ้นกำไรก็มากขึ้น
ตามมา ส่วนเรื่องของคุณภาพที่จะทำให้ข้าวออกมาแล้วดี นั่นคือการสีดี โรงสีดี   นอกจากนั่นก็มีเรื่องของยุ้งฉาง ที่เราต้องช่วยกันทำขึ้นให้คนตัวเล็ก ๆ มาเกาะกิน คนตัวเล็ก ๆ เหล่านี้มี hard time    มีช่วงเวลาอันยากลำบากอยู่แล้วนับแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ ความยากลำบากหรือปัญหาแรกไม่ใช่เรื่องเงินอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป เงินอาจเป็นปัญหา  แต่ไม่ใช่ปัญหาแรก เพราะถ้าคิดว่าเราจะหาเงินก่อนก็เท่ากับว่าเอาเชือกไปรัดคอก่อน เพราะเงินมันมี cost สิ่งสำคัญที่สุดคือไอเดีย ส่วนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสนับสนุน ดังที่ผมจะกล่าวต่อไป

บทบาทของภาครัฐ

            บทบาทของภาครัฐนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐต้องมีทิศทาง มียุทธศาสตร์ เพื่อนำทางภาคเอกชนให้รู้ว่าจะไปทางไหน
อย่างน้อยต้องเห็นทางที่จะไปให้ชัดเจน ขณะเดียวกันผมอยากเห็นการเป็นผู้นำของภาครัฐในหลายเรื่อง เช่น ให้ทิศทางผมขอย้อนไปยังสิงคโปร์อีกครั้ง ตอนที่เขาประกาศอิสรภาพใหม่ ๆ เขา identify ว่ามีธุรกิจอะไรที่ภาคเอกชนยังไม่ได้ทำ แล้วควรจะทำเพื่อเป็นการกระตุ้นหรือส่งเสริมให้เศรษฐกิจให้ขยายตัว  ภาครัฐของเขาจะลงทุนไปก่อน พอเอกชนทำได้ รัฐจะขาย เอาเงินไปเป็นทุนสำหรับโครงการใหม่ ๆ อื่น  ทำเสร็จก็ขายอีก   จนไม่มีอะไรจะทำ    เงินเหลือ   รัฐก็ไปลงทุนต่างประเทศ โดยรัฐจะให้สัญญาณ เอกชนตลอดเวลาว่าธุรกิจนี้ใช่หรือไม่

            รัฐมีแต่สนับสนุนส่งเสริม ไม่มีการกีดกัน   ต่างจากบ้านเราที่ที่นักการเมืองและข้าราชการมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจ
ไม่เพียงพอ หนำซ้ำยังกำลังมองว่าธุรกิจเป็นผู้ร้ายมองกำไรเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ รัฐต้องตั้งกติกาที่ดี  และเป็นผู้อำนวยความสะดวก รัฐควรส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเขาได้โตตามศักยภาพ เพียงแต่ให้เรามีกติกาที่ชัดเจน  ถือเป็นการแข่งขันเสรีที่ทุกคนอยู่ในกติกาเดียวกัน ผมอยากเห็นหน้าที่ของรัฐในลักษณะอำนวยความสะดวกหรือกำหนดดูแลกติกามากกว่า ถึงแม้พื้นฐานเราพัฒนาตัวเองมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีวิธีคิดว่าข้าราชการเป็นผู้ควบคุม ผู้ดูแล ผู้บังคับบัญชา  วันนี้ เราไม่อาจเป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว โลกเปลี่ยนไปมาก เศรษฐกิจก็เปลี่ยนแปลงเรามีแต่ต้องปรับทัศนคติ

            รัฐต้องเอื้ออำนวยให้เกิด   young entrepreneur หรือผู้ประกอบการใหม่ ๆ  ใน 2-3 ปี    ข้างหน้าผมยังไม่เห็น
โอกาสการเกิดของผู้ประกอบการรุ่นใหม่เลย ทั้งที่คนตกงานมากมายไม่รู้อนาคตว่าเมื่อไรจะเข้าสู่ระบบการจ้างงานอีก และเด็กที่กำลังจบไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้งานซักที   รัฐควรใช้ไอเดีย ศักยภาพของคนรุ่นหนุ่มสาวให้เกิดประโยชน์สูงสุด    โดยการสนับสนุน SME นั่นเอง

           ในอเมริกา ระบบการสร้างผู้ประกอบการของเขาเข้มแข็งมาก ซึ่งเราน่าจะเลียนแบบได้ คน เอเซียนั้นเสียอีกแต่ก่อน
อยากเป็นเถ้าแก่กันทั้งนั้น แต่วันนี้กลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนหมด

           ดูอย่าง Silicon Valley ที่ผลิต IC ซึ่งย่อมาจาก  Indian and Chinese     เพราะว่าคนเอเซียไปเป็นลูกจ้างอยู่
ในนั้นมากมาย ความจริงแล้ว ปรากฎว่าเจ้าของเป็นฝรั่งที่หัวดีมีความคิดริเริ่ม น่าเสียดายพลังสมองของคนเอเซียเราฉลาด แต่ขาดจิตนาการกับความคิดริเริ่ม

บทบาทภาคเอกชน (โดยเฉพาะหอการค้า)

            เป็นสัญญาเตือนภัยเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐให้ทิศทางเอกชนซึ่งมีประสิทธิภาพและความคล่องตัวน่าจะ
ช่วยเป็นผู้เตือน
ภัยทางเศรษฐกิจ หากเห็นว่าทิศทางที่รัฐกำลังดำเนินอยู่ไม่ถูกต้อง บ้านเราภาคเศรษฐกิจเข้มแข็งในหลายด้าน  ไม่ว่าจะเป็นข่าวสร้างข้อมูล การบริหารจัดการ จึงไม่ควรละเลยหน้าที่ทางสังคมนี้ด้วย

            สนับสนุนการเกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่หรือ young entrepreneur โดยเป็นผู้เปิดโอกาสและหนทางช่วยเหลือ
คนตัวเล็ก ๆ ในฐานะคนที่ใหญ่กว่า เข้มแข็งกว่าให้มากที่สุด

            เป็นผู้นำและกระตุ้นให้เกิด e-commerce หรือ digital economy     ซึ่งเป็นจุดที่จะมาเร็วมาแรง แต่อย่าไป
คิดว่าอินเตอร์เน็ตคือคำตอบอย่างเดียว  เอกชนจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ การบริหารความโปร่งใสธุรกิจของตัวเองเสียก่อนเพราะมันไม่ได้ช่วยแก้วิกฤตการณ์หรือปัญหาการบริหารในองค์กร  หนังสือใหม่ของวอลตันพูดชัดเจนไว้เลยว่าอย่าคิดว่าอินเตอร์เน็ตจะทำให้ขายของได้ หากไม่ปรับปรุงคุณภาพสินค้า การขนส่ง หรือการบริการลูกค้า

            ส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูปองค์กรอย่างจริงจัง เพื่อความแข็งแกร่งในระยะยาวของภาคเอกชน แสดงบทบาทเชื่อม
โยงการต่างประเทศกับเศรษฐกิจเข้าด้วยกันให้มากขึ้น ให้ก้าวไปสู่การหาแนวทางพัฒนา SME ของเรา และสร้างพันธมิตร  เพื่อเป็นคู่ค้าให้กับผู้ประกอบการใหม่ อาจโดยทางอินเตอร์เน็ต   หรืออีเมล์ก็ย่อมได้สภาหอการค้าควรเป็นด่านหน้าของการแสวงหาโอกาสให้ภาคธุรกิจ เป็นที่พึ่งของคนตัวเล็ก โดยเฉพาะเรื่องของตลาด