|
สวัสดีครับ
ท่านผู้บริหารสำนักข่าวไทย Radio News ต้องขออภัยที่เดิมทีเดียวผมต้องมาพูดตอนบ่ายโมงสิบห้า
แต่เผอิญต้องไปร่วมรับประทานอาหารกับพอล
ครุกแมน
ก็ไปสัมผัสนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก
จะได้แทรกซึมกับเขาไปได้เดี๋ยวมาบรรยายที่นี่จะทำนายผิด ทำนายถูก
วันนี้ได้รับเกียรติให้มาเป็นหมอดูเศรษฐกิจ
ซึ่งผมเองก็ทำนายโดยไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป
แต่ด้วยความคิดว่าอะไรที่น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปแบบนั้น
และเป็นสิ่งที่ดีที่ควรพูดกัน
ก็จะบอกไปตามนั้น
ตามข้อมูลและประสบการณ์ที่มีอยู่ หากเราจะถามว่าเศรษฐกิจดีหรือยังนั้น
มันมี 2 ทฤษฎีคือ
หนึ่ง ไปเชื่อตาม GDP
ตามตัวเลขของดัชนีการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สภาพัฒน์ ฯ
ออกมาเมื่อวานนี้เราก็ดีใจกระโดดโลดเต้นว่าวันนี้เศรษฐกิจดีแล้ว
ฟื้นแล้ว
สอง
เป็นทฤษฎีที่คนเขาเรียกว่า GDH Gross
Domestic Happiness
หรือเป็นความสุขของคนในชาติคือมีความสุขที่มีงานทำ
มีสตางค์จับจ่ายใช้สอยตามอัตภาพ ตรง criteria
ที่สองนี้เองที่ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าวันนี้ประเทศไทยเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะภาษาที่เขาใช้กันอยู่ทั่วไปตอนนี้คือ
มีการฟื้นตัว แบบไม่แข็งแรง
แม้กระทั่งท่านอดีตรัฐมนตรีคลังของอเมริกาคือ นายบ็อบ รูบิน
ก็ได้คุยกับผมเมื่อเดือนกันยายนที่แล้ว
ก็ยืนยันกับผมว่าเป็นการฟื้นตัวที่กระจาย
ไม่แข็งแรงเกษตรกรของเราเองก็สงสัยครับว่า
มันโตขึ้นได้อย่างไร
ในเมื่อชีวิตเขาแย่ลง
ก็เพราะว่าตัว GDP
ที่ว่านั้นมันกระจุก
แล้วถ้าเราอาศัยตัวเลขอย่างเดียวเราก็จะภูมิใจและอาศัยตัวเลขนี้ตลอด
ปัญหาพื้นฐานก็ไม่ได้แก้
ปัญหาความยากจน
จึงอยู่คู่สังคมมานานมาก
โดยที่แก้ไม่ได้ เคยมีประเทศไหนในโลกนี้มั้ยครับ
ที่มีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน โดยที่เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจนอยู่
ไม่มีหรอกครับ
แต่ว่าของเราพอตัวเลขขึ้น
เราก็ดีใจกัน
คิดว่าตรงนี้คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว มันไม่ใช่ครับเราถึงได้มี
2 สังคมในประเทศเดียว
กันอย่างนี้ตลอดเวลา เพราะว่าเราไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศเลยเราทำแค่ในกรุงเทพฯ
ตรงศูนย์กลางตรงนี้
แล้วเราก็พอใจกับตัวเลขแล้ว
แต่ไม่มีการวิเคราะห์เข้าไปในตัวเลขเข้าไปอีกเหมือนคนที่ดูว่าวันนี้คลอเรสเตอรอลของผมต่ำ
แต่ผมไม่ไปดูไตรกลีเซอร์ไรน์ คือดูไม่ครบและยิ่งเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องทุกคนก็จะห่วงภาพ
ห่วงอนาคตทางการเมือง
จึงเสนอข้อมูล
ในลักษณะ half truth
บอกความจริงครึ่งเดียว
จะเป็นตรงนี้มากทำให้เราไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริงในการแก้ปัญหา
บางทีเราพยายามจะบอกกับสังคมด้วย
ความจริงครึ่งเดียว
ตรงนั้นก็แย่พอแล้ว
เรายังไปหลงเชื่อความจริงครึ่งเดียวอันนั้นอีก
ยิ่งเป็น
อันตรายหนักเข้าไปอีก
เป็นจุดที่ผมอยากชี้ให้เห็นว่า
GDP
ที่โตขึ้นตามที่เราทำนายกันว่าประมาณ
4 เปอร์เซ็นต์กว่า และไตรมาสที่ 3 นั้น 7.7
เปอร์เซ็นต์นั้น
ถามว่ามันโตจริงหรือเปล่าต้องถามว่าเราเปรียบเทียบจากตรงไหน
แล้วเราหล่นไปเท่าไหร่ กลับขึ้นมาเท่าไหร่
ที่เป็นอยู่คือมันโตจากที่มันหล่นลงไป
ที่ตกลงไปแล้วมันก็ยังไม่พ้นหลุม
มันตกลึกมาก ขึ้นมาแน่นอน
แต่ยังไม่พ้นการขึ้นนั้นที่จริงเป็นสัญญาณที่ดีแต่ต้องหันกลับไปดูว่าที่มันขึ้นมาวันนี้ขึ้นอะไรบ้าง
ส่งออกครับ แต่ส่งออกจริงๆ
ก็ไม่ได้ขึ้นมาในระดับที่เคยเป็น
ที่ขึ้นมาก็เป็นพวกอุตสาหกรรมรถยนต์จากเดิมไม่มีส่งออกเลย หรือน้อยมาก ตอนผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีคุมเรื่องจราจรผมได้เชิญบริษัทอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งหลายมาคุยกัน
บอกว่าคุณ bombard
สินค้าของคุณลงในตลาดภายในประเทศ
วันนี้จราจรบ้านเราไม่ไหวแล้วเพราะตอนนั้นเศรษฐกิจเราดี
ซื้อรถกันใหญ่
คุณไม่คิดส่งออกบ้างเหรอ
ส่งออกกันบ้างสิ
คุณต้องไปคุยกับบริษัทแม่ให้ช่วยเรื่องส่งออกได้แล้ว
ให้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกหน่อย
ปรากฏว่าทุกคนไม่สนใจแต่พอเศรษฐกิจแย่
ความต้องการในประเทศลดลง
เมื่อตั้งโรงงานกันไว้แล้ว
ทำยังไงให้โรงงานรอด
ก็ต้องส่งออก โดยบริษัทแม่เขามาช่วยนำผลผลิตจากไทยไปส่งออก
เพราะฉะนั้นการส่งออกจากประเทศไทยจะเป็นผลดี
ถ้าหากว่าทำต่อเนื่อง
แต่วันนี้ทำเพราะบริษัทแม่จัดการให้อิเล็คทรอนิกส์ก็เหมือนกัน
บริษัทแม่เป็นคนจัดการให้ส่งออกวันนี้ผมเพิ่งเจอกับพวกนายธนาคารทั้งหลายเขาบอกว่า GDP
มันโตเนี่ยเงินไม่ได้อยู่กับเราเงินมันไปอยู่กับบริษัทแม่ในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการส่งออกทั้งหลายจึงเป็นการส่งออกที่เราได้ตรงแรงงาน
เพราะเราไม่มีเทคโนโลยีของตัวเอง
วัตถุดิบต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่
การที่เราจะเอ็นจอยตัวเลขนี้เพียงข้างเดียว มันไม่ใช่
การนำเข้านั้นขณะนี้ฐานมันหดตัวลง
แต่การนำเข้าก็กำลังเพิ่มขึ้น
ซึ่งเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าการส่งออกด้วย
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจเปราะบางก็คือ
NPL ยังสูงมาก
ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป
จะมีปัญหาตามมาหลายอย่างเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแรงนั้น
เราไปดูปีนี้กับปีหน้านะครับ
ปีนี้คาดว่าจะโต 4
เปอร์เซ็นต์ใช่มั้ย
แล้วปีหน้าก็ประมาณ 4-5
เปอร์เซ็นต์แต่เราขาดดุลงบประมาณปีละประมาณ
5 เปอร์เซ็นต์
แสดงว่าเราจ่ายเงินไป 5
บาทได้ผลแค่ 4 บาท
ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วจ่าย 5 บาทควรจะได้ผลประมาณ 6-7 บาท
อันนี้ยังไม่นับการกู้ต่างประเทศ
ดูแค่งบขาดดุลอย่างเดียวสะท้อนให้เห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐทำอยู่นั้น ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผมไม่ได้หมายความว่าเงินหายไปเพราะคอร์รัปชัน
เดือนธันวาคม 2540 เอาเงินกู้ก่อนนะครับ
สิ้นปี 40
ยอดปล่อยกู้ของประเทศประมาณ 6.39
ล้านล้านบาท
แต่พอมาถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน
2542 ยอดปล่อยกู้ทั้งหมดเพียง
5.67 ล้านล้านบาท
แสดงว่าลดลงประมาณ
11
เปอร์เซ็นต์
ถ้าการปล่อยกู้ยังลดลงเรื่อย ๆ เศรษฐกิจในอนาคตจะขยายตัวได้ยาก
เพราะ NPL ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ
จำนวนผู้มีงานในเดือนสิงหาคม 2540
ประมาณ 33.2 ล้านคน แต่พอสิงหาคม ปี
2542 เหลือคนมีงานทำเพียง 32.1
ล้านคน ลดลง 1.1 ล้านคน
รัฐบาลอ้างว่าเศรษฐกิจฟื้นตัว
แต่คนมีงานทำน้อยลง
แล้วปีหน้าจะมีการปลดคนงานเพิ่มขึ้นถามว่าทำไมถึงปลดคนงาน
มีปัจจัย 3 ตัวคือ
หนึ่ง คำว่า efficiency จะก้องมาก
เพราะฉะนั้นจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้
ทุกคนต้องหันไปดูเรื่องนี้ให้มาก
efficinecyอันแรกก็คือเรื่องของคน
ต้องปรับด้วยการปลดคน
บริษัทใหญ่ ๆ
ในอเมริกาปลดคนปีหนึ่งหลายหมื่นคน
เพราะคำนี้คำเดียว
ทุกคนจึงต้องไปพยายามรัดเข็มขัดปรับ
efficinecy ของตัวเอง
สอง
คือการปรับโครงสร้างหนี้
เจ้าหนี้จะต้องเร่งคำว่า efficinecy
เข้าไปอีก
แล้วลูกหนี้เองก็ต้องกลับมาสำรวจตัวเองดังนั้นการปรับโครงสร้างหนี้ก็จะนำมาซึ่งการลดคน
สาม
คือเมื่อเราบังคับบริษัทที่ไม่สามารถใช้หนี้ได้
ให้ล้มละลาย
การปลดคนงานก็จะเกิดขึ้น
สิ่งเหล่านี้บอกเราว่ายังไว้ใจไม่ได้
เพราะว่าความเปราะบางยังมีอยู่
ตัวเลขการโตของ GDP
มันเป็นตัวเลขที่กระจุก
ไม่ได้กระจายหนี้สินภาครัฐจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผมเชื่อว่าจากวันนี้ที่เรามีหนี้สินอยู่ประมาณ
1.9 ล้านล้าน และบวกอีก 3
แสนล้านของกองทุนฟื้นฟู เป็น 2.2 ล้านล้านนั้น ภายใน 2-3
ปีจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 ล้านล้าน
คือเพิ่มประมาณ
3 แสนล้าน
ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้ของประชาชนทั้งประเทศ
หมายความว่ารัฐจะต้องเก็บภาษีคนไทย
โดยเฉลี่ยคนละ 3,000 บาท
เพื่อจ่ายดอกเบี้ยหนี้
ถ้ามีสมาชิกในครอบครัว 5 คน
ก็บ้านละหมื่นห้าพันบาทต่อปี
เพื่อเอาไปชำระดอกเบี้ยอย่างเดียว
เพราะเราก่อหนี้ขึ้นมามากเหลือเกิน
นโยบายเศรษฐกิจในอดีตนั้น
ผมถือว่าผิดพลาดและทำความเสียหายอย่างมาก
เพราะการใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงตั้งแต่ปลายปี 2540 จนถึงต้นปี 2541
ซึ่งเราอ้างว่าเราจะรักษาเสถียรภาพเงินบาท
เพื่อให้ต่างประเทศมั่นใจว่าเงินบาทแข็งแรงแล้วจะได้ไม่ถอนเงินออกไป แต่ปรากฏว่ามันเกิดความเสียหายในประเทศมโหฬารกระทบต่อเนื่องไปถึงคนยากจนวันนี้เห็นตัวเลขจากสภาพัฒน์ฯแล้วว่า
เรามีคนจนเพิ่มขึ้นอีก 1.5 ล้านคน
ซึ่งเดิมมีประมาณ 7.9 ล้านคน
เราเป็นรัฐบาลน้อยประเทศมากในโลกนี้
คิดว่ามีไทยกับอินโดนิเซียนี่แหละที่ช่วงภาวะลำบาก
แต่ขึ้นดอกเบี้ยอย่างมโหฬารอาจจะเป็นใบสั่งของไอเอ็มเอฟก็ได้ตอนนี้
รัฐบาลอ้างว่าจะพยายามผ่อนคลายนโยบายคลัง โดยเพิ่มรายจ่ายของภาครัฐ
แต่เรามาดูรายจ่ายของภาครัฐที่จ่ายเข้าไปจริงๆ มันก็ไม่ค่อยชดเชยกับเงินที่ถูกดึงออกจากระบบธนาคารพาณิชย์
ถ้าดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 20
เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ 1.1
ล้านล้านบาท จากยอดใหญ่ 6.39
ล้านล้านบาท
แต่รัฐบาลเราจะขาดดุลประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งไม่พอกันเพราะฉะนั้นนโยบายดอกเบี้ยสูง
ส่งผลกระทบแน่นอน ทำให้มีปริมาณเงินทุนไหลออกสุทธิถึง
1.6
หมื่นล้านเหรียญแล้วบริษัทไทยล้มละลายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
NPL ก็พุ่งกระฉูดจาก 26.8 ขึ้นเป็น 43 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญคือวันนี้วัฒนธรรมไม่จ่ายต้น
ไม่จ่ายดอกเกิดขึ้นแล้ว
เพราะว่าธุรกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไม่สามารถรับภาระได้ตั้งแต่ตอนนั้นจึงไม่จ่าย ยิ่งมาถึงตอนนี้ก็รู้สึกกันว่า
ไม่จ่ายจะดีกว่า ทำให้เกิดปัญหา
NPL ที่แก้ไม่จบ หรือเป็นลักษณะของ moralhazard เพราะเกิดมีคนที่สามารถไปซื้อหนี้ตัวเองคืนมาได้จากการประมูลของ
ปรส.
อีกฝ่ายที่ซื้อหนี้คืนไม่ได้
ก็รู้สึกเสียเปรียบ การแข่งขันธรรมชาตินักธุรกิจเขาไม่ต้องการเสียเปรียบ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน คนหนึ่งประพฤติตามกติกา
แต่เสียเปรียบเพราะต้นทุนสูงกว่าอีกคนที่ไม่ประพฤติตามกติกา
ทำให้เกิดความกลัวที่จะเสียเปรียบกัน
เป็นการสร้าง moral hazard
ที่ว่าไม่ใช้หนี้แล้วจะได้ดีกว่า เป็นที่มาของการที่ทำให้ NPL
ลงมายากมากส่วนนโยบายฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน ผมยังมองว่าเป็นการฟื้นแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เป็นการยืมเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน รัฐบาลเองก็คงรู้ตัวว่าทำความเสียหายจากนโยบายที่ให้ดอกเบี้ยสูง จึงต้องพยายามเร่งฟื้นเศรษฐกิจ มีการยืมเงินมิยาซาวา
เพราะว่าเงินกู้ต่างประเทศนั้นทำได้สองอย่าง
อย่างหนึ่งก็คือได้ตัวเงินต่างประเทศมาเป็นเงินสำรองระหว่าง
เนื่องจากต้องการให้ปริมาณเงินสำรองเพิ่มขึ้น
ก็เลยกู้มาพอกู้มาเนี่ยครึ่งหนึ่งเอาไปใช้อย่างที่ว่า
อีกครึ่งหนึ่งเอาไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหากกระตุ้นในสิ่งที่เหมาะสม
ก็ดีไปแต่ปรากฏว่าบางโครงการได้เอาเงินมิยาซาวา
ไปจ้างคนดายหญ้า
ก็ไม่รู้ว่าทำจริงหรือไม่ แสดงถึงการคอร์รัปชันที่ตามมาทั้งระบบเป็นความเสียหายในยามที่ประเทศชาติกำลังลำบากนอกจากนั้นมีการกู้เงินมาซื้อ
มาทำโครงการต่าง ๆ
เพราะว่าการกู้เงินนั้นไม่ต้องผ่านระบบของรัฐสภา
สามารถเอาเงินมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการใช้เงินอย่างนี้นักการเมืองถนัดมาก
กู้กันไม่อั้นทีนี้กลไกการควบคุมเงินกู้นั้นคือ
กระทรวงการคลังกับสภาพัฒน์ ฯ
จัดการ ทีนี้ก็มีการกู้
แล้วดันเอาไปใช้เป็น import
คือแทนที่จะกู้เพื่อสร้างงาน
หรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในประเทศ
แล้วให้ import
น้อยหน่อยใช้แรงงานและทรัพยากรในประเทศให้มากที่สุด ปรากฏว่าหลายอย่างเรากู้และซื้อสินค้าจากต่างประเทศมากไป
การส่งออกวันนี้โตขึ้น
โดยเปรียบเทียบกับตัวเลขของปีที่แล้ว
แต่ถ้าหันมาดูมูลค่าส่งออกโดยเฉลี่ยต่อเดือน
ปี 2538 ประมาณ4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2539
เป็น 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2540
เป็น 4.7พันล้านเหรียญสหรัฐ พอปี
2541ลดเหลือ 4.4พันล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2542 ปีนี้
4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่ากับปี 2540
ถ้าเอาค่าเฉลี่ยมาใช้ออกมาเดือนชนเดือนก็ดูสูง
แต่ที่สำคัญคือการส่งออกของปี
2540 กับ 2542 นั้น 2540
ยังหนักเรื่องของเกษตร
แต่ปี 2542 หนักไปที่ออโตโมบิล
จะเห็นว่าการส่งออกสินค้าเกษตรลดลง
ผมถึงบอกว่ามันกระจุก ไม่กระจาย
สรุปคือตัวเลข 42 ไม่ได้เพิ่มจาก
40เลยส่วนเรื่องนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ไม่มีอะไรมาก
ก็คือเอาเงินอนาคตมาใช้ก่อน
โชคดีที่ส่งออกยังดูกระเตื้อง
แต่ก็ดีเฉพาะตัวเลขข้างบน
สำหรับประชาชนโดยเฉลี่ยแล้ว
จะมีความรู้สึกว่าน่าจะยังไม่ดี
สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ
เรายังคิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบระบบธนาคาร
เราไปเน้นให้ความสำคัญอันดับแรกที่ต้นทุนของธนาคาร
แม้เราจะต้องตั้งกองทุน 3
แสนล้านบาท เราก็รีบทำ
เราหวังอย่างเดียวว่าเมื่อธนาคารฟื้น
เศรษฐกิจจะฟื้นเองเพราะธนาคารเป็นผู้เนรมิตเศรษฐกิจ
มันไม่ใช่ครับ ในยาม good time น่ะใช่
แต่ยาม bad time นั้น
ภาคการผลิตภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงสำคัญมากกว่า
เมื่อธนาคารเริ่มมีทุนแล้ว
รัฐบาลก็หันมาช่วยธนาคารเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้
โดยที่มีกลไกส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้
ให้มีผู้ว่าแบงก์ชาติเป็นประธาน
ตอนนี้การเจรจาหนี้ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ
อย่างช้าๆ
ที่สำคัญที่สุดคือหนี้เสียของประเทศเวลานี้ มีประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP
ซึ่งถ้าเรามองการปรับโครงสร้างหนี้เป็นแค่การปรับโครงสร้างหนี้
เราจะผิดพลาดและเสียใจ เพราะวันนี้เรายังไม่เห็นเลยนะครับว่ารัฐบาลจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือเปล่า
ความจริงต้องมีแผนแม่บทในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจก่อน
ถึงจะค่อยมาดูเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้
ซึ่งเป็นยูนิตย่อย ๆ
อยู่ในนั้น
คือเราไม่ได้ดูการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเลย
ไปดูที่การปรับโครงสร้างหนี้ก่อน
เท่ากับว่าเราไปลงไมโครเลยทันทีโดยที่ไม่มีแมคโคร
เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะหลงทาง มีสูงมาก
เรากำลังปล่อยให้การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ
เป็นเรื่องของ NPL
และอยู่ในมือของนายธนาคารเพียง 12-13 คน
ที่จริงแล้วเป็นการที่ต้องมองโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งหมด
เราต้องมานั่งคิดว่าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอุตสาหกรรมใดควรจะส่งเสริมให้ขยายตัวต่อไป
ก็ต้องวางนโยบายไป
อุตสาหกรรมใดควรรักษาเอาไว้
ก็ให้นโยบายไปอุตสาหกรรมควรลดขนาดลง
ก็ต้องมีนโยบายไปซึ่งมันจะเกี่ยวพันกับการปรับโครงสร้างหนี้
แต่ตอนนี้เราเหมาแบบเดียวกันหมดซึ่งเราก็ต้องเข้าใจว่าความโปร่งใสทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน
มีปัญหาทั้งคู่
แม้กระทั่งบริษัทมหาชน
บางทีก็ขาดความโปร่งใสและกลไกกับระบบการตรวจสอบของเรา
ก็ยังมีปัญหาไม่เข้มแข็งพอ
บทเรียนที่ผ่านมาควรจะเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องเริ่มสร้างกลไกสำคัญเพื่อตรวจสอบ
แต่ปรากฏว่ากลไกตรวจสอบจะเป็นกลไกที่ถูกท้าทายตลอดเวลา
เพราะเรามีความสามารถพิเศษในการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์กติกาได้ดีมาก
รัฐบาลจะต้องใช้ทีมเศรษฐกิจของรัฐ
แต่ปรากฏว่าไม่ได้ใช้
เพราะไม่แน่ใจว่ามีทีมเศรษฐกิจจริงหรือเปล่า
รัฐบาลต้องแสดงวิสัยทัศน์ว่าจะนำประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตด้วยโครงสร้างแบบไหน
ถ้าเราคิดว่าเราไม่มีแนวทาง
แล้วปล่อยให้นายธนาคาร 12-13
คนมาทำมันก็จะไม่มีการดูโครงสร้างรวมที่ชัดเจน
ก็จะกลายเป็นการดูและทำเฉพาะธนาคารไป
ต่อไปเราจะไม่รู้ว่าเราจะไปแข่งขันกับคนอื่น
เราจะต้องมีอุตสาหกรรมอะไรของเราบ้าง
ที่จะใช้ไปสู้เหมือนลักษณะคนทำธุรกิจที่มีธุรกิจหลายอย่าง
ทุกครั้งเขาต้องมาวิเคราะห์ว่าธุรกิจของตัวนั้นอยู่ในสถานะอะไร
เช่น
ธุรกิจที่สร้างขึ้นใหม่เขาเรียกว่า
baby
ธุรกิจที่สร้างขึ้นมาใหม่และอยู่
ๆ ทำเงินเลย
และไม่ต้องการเม็ดเงินลงทุนอีกแล้ว
เขาเรียกเป็น cash cow หรือเป็นวัวนม
แต่ธุรกิจบางประเภทเป็นลักษณะทางบัญชีกำไร
แต่กระแสเงินสดยังติดลบ
เพราะว่ามันต้องขยายตัวอยู่เรื่อย
ๆ พวกนี้เรียกว่าธุรกิจดาวรุ่งหรือเป็น star
ธุรกิจอีกประเภทหนึ่งเป็นลักษณะขาดทุน
และต้องใช้เงินตลอด
อย่างนั้นเขาเรียก dog
บางทีเขาก็ต้อง kill dogทิ้งไปก็มีคือเมื่อไปไม่ได้แล้วต้องตัดทิ้ง
เลิกเลยประเทศก็เหมือนบริษัทหนึ่งบริษัท
ต้องกลับมาดูว่าอุตสาหกรรมอะไรในประเทศที่ทำเงินและแข่งขันต่อไปได้
ก็ต้องส่งเสริมให้ขยายตัวออกไป
อุตสาหกรรมอะไรที่เป็นดาวรุ่ง
มีอนาคต
ก็ต้องคิดว่าจะส่งเสริมอย่างไร
แล้วอุตสาหกรรมไหนที่ไปไม่ไหว
เข็นยังไงก็ไม่ได้
ก็ต้องลดขนาดลง
เราต้องทำครับแล้วตรงนี้จะมาให้แต่ละบริษัทไปมองกันเอง
ก็ไม่ใช่ ให้นายธนาคารมอง
ก็ไม่ใช่ ต้องเป็นรัฐบาลหรือทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมองตรงนี้แต่เรายังขาดการมองให้เห็น
ผมถึงเรียกว่าเป็นความเปราะบางจริง
ๆ ผมคิดว่าเราควรมาวางแผนให้ชัดเจนสำหรับปีหน้าว่าเราจะทำอะไรกันบ้าง
รัฐบาลควรจะทำอะไร
ต้องชี้แนะเขาหน่อย
รัฐบาลนี้เป็นคนที่ฟังนะครับ
แต่ไม่ได้ยินเรามาดูว่าตอนนี้แผน
9 กำลังเขียนอยู่ อย่างแผน 8
เนี่ยเรียบร้อยแล้ว
เป็นแผนที่มีพีอาร์ดีมาก
แต่ว่าพังทั้งแผน
เพราะหัวใจของแผน 8
คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
พอเกิดวิกฤตปุ๊บ
ตัดงบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก่อนเพื่อน
รัฐบาลที่แล้วตัดงบสัมมนา
รัฐบาลนี้ตัดงบนักเรียนทุน
มันก็หมดงบแล้ว ตัวเลขที่ทำนายทางเศรษฐกิจก็ผิดหมดแผน 9
จึงต้องตั้งหลักใหม่
เพราะแผน 9
จะเป็นแผนที่พาคนไทยทั้งประเทศหลุดพ้นจากวิกฤต
เพราะฉะนั้นแผนนี้ทุกคนต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
เป็นหัวใจเลยครับที่จะต้องหลุดพ้นอย่างยั่งยืนด้วย
หลุดให้พ้น ไม่ใช่ไปเจอวงจรใหม่วันนี้เราชอบคิดว่าเป็นวงจร
ท่านเห็นอลัน กรีนสแปน ฝ่าวงจรมั้ยครับ
อเมริกาวันนี้ถ้าเดินตามทฤษฎีวงจรเก่านั้น ป่านนี้เขาล่มไปเรียบร้อยแล้ว
แต่วันนี้เขายังยืดได้
และจะยืดต่อไปอีกนั่นก็คือว่าทำไมเราต้องไปเชื่อทฤษฎีเก่า
ในเมื่อส่วนผสมของความเป็นอย่างเดิมกับส่วนผสมของอนาคต
มันเป็นคนละส่วนผสมแล้ว โลกข้างหน้าคนละเรื่องกับโลกในอดีตวิธีคิดข้างหน้ากับในอดีตก็ต่างกัน
การที่โลกพลิกอย่างรวดเร็ววันนี้
เพราะว่าวิธีคิดที่มีอิทธิพลต่อโลก
ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ต่อการบริโภคของมนุษย์วันนี้
มันถูกคิดโดยคนรุ่นใหม่
คนที่ยังอายุน้อยและหลายคนเป็นคนที่ปฏิเสธระบบการศึกษาของเขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นบิลล์ เกทส์ ไมเคิล เดลล์ เจฟฟ์
บีซอส เป็นนักคิดที่คิดออกจากกรอบเดิมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะคิดอยู่ในกรอบเดิมเกินไป
เราจะคิดไม่ทันคนอื่น
ดังนั้นแผน
9
จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องระดมคนที่มีความรู้จากทุกฝ่าย ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเองจะต้องให้ความสำคัญจุดนี้
และทีมเศรษฐกิจจริง ๆ
ต้องประกอบด้วยการคลัง
พาณิชย์ เกษตรและอุตสาหกรรม
ผมเลยไม่แน่ใจว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลวันนี้มันมีจริงหรือเปล่า
การโปรโมทดีมาก
แต่ในทางปฏิบัติไม่เห็นแล้วเป็นการที่ต่างคนต่างทำ
สำคัญที่ผู้นำต้องบริหารประเทศ ต้องดูทั้งหมดทั้งกระเป๋าภาครัฐและเอกชน ถ้าบริหารแบบรัฐบาลคือดูแต่งบประมาณของรัฐบาล แต่ตอนนี้หนักเข้าคือการบริหารแค่กระทรวง
คือกระทรวงใครกระทรวงมันไม่ได้ทำงานเป็นทีมถ้าจะให้หลุดพ้นจากวิกฤต
เราต้องบริหารงานเป็นทีม แผน 9 จะต้องเป็นหัวใจมากๆ
ผมฝากวิงวอนขอให้รัฐบาลให้ความสนใจกับแผน
9 เป็นพิเศษ และระดมความคิดให้เกิดยุทธศาสตร์ของประเทศ แล้วเขียนลงในแผน 9
ให้ได้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ปรากฏว่าเรามอบภาระการหนี้มูลค่าประมาณ
2 ล้านล้านบาท
มีลูกหนี้เป็นหมื่น ๆ
รายให้กับระดับหน้ากองในแบงก์ชาติเท่านั้นซึ่งที่จริงรัฐมนตรีจะต้องมีบทบาทมากกว่านี้
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ไม่เช่นนั้นจะทำงานได้ช้าและไม่ทันการณ์
การแก้ปัญหา NPL ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลต้องหามาตรการที่จะมารองรับคนว่างงานต่อไปสิ่งที่ผมอยากจะแนะนำ
ซึ่งรัฐบาลไม่ค่อยได้ทำคือ
เน้นการเร่งสร้างรายได้
สร้างงานใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น
จะต้องมาส่งเสริมอุตสาหกรรม
SME ผมเองได้เริ่มต้นไว้
และหลายคนก็เอาไปใช้แต่ยังไม่ได้ทำให้เป็นรูปธรรมกัน
SME
ที่จะต้องส่งเสริมนั้นมีทั้งประเภทบุกเบิก
อย่างเช่น พวกอินเตอร์เน็ต ค้าขายบนอี-คอมเมิร์ซ
เป็นพวกเทคโนพรีเนอร์
กับอีกประเภทคือเป็นธุรกิจเฉพาะทั้งหลายที่อาศัยทักษะฝีมือและภูมิปัญญาเดิมของไทย
และประเภทที่สามคือประเภทชุมชน
เป็น community base ทั้งหลาย
แล้วเอาเทคโนโลยีเข้าไปใส่
ตรงนี้จะต้องเร่งทำ
สำคัญที่สุดคือการสร้างผู้ประกอบการใหม่
ๆ ให้เกิดขึ้น ผ่านกระบวนการ
venture capitalist venture capitalist
ในอเมริกานั้นมีมากกว่าสาขาแบงก์
เขาบอกว่าทุก ๆ 36
ไมล์บนถนนในอเมริกาจะมี venture
capitalist
อย่างน้อยที่สุด 1 แห่ง
บางครั้งเรามักไปหลงประเด็นว่า
การออมเงินของคนไทยมีอัตราสูงกว่าการออมของคนอเมริกัน
ก็คนอเมริกันเขามองว่าแบงก์ให้ผลตอบแทนแก่เขาน้อย
เขาเลยไปลงทุนในเรื่องของกองทุน
ซึ่งหลายกองทุนก็ไปส่งเสริมให้เกิด
venture capitalist มากมาย ซึ่งก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดธุรกิจบริษัทต่าง
ๆ
มากกว่าล้านแห่งในแต่ละปีมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยรัฐบาลของเราจะต้องมาเริ่มในภาครัฐก่อน
จึงจะขยายไปในภาคเอกชนตรงนั้นล่ะครับที่จะให้เด็กหัวดี
เด็กรุ่นใหม่
หรือคนที่กำลังทำงาน คนตกงาน
ที่อยากทำธุรกิจของตนเอง
มีแนวคิดดี ๆ
แต่ไม่มีทุนจะได้มีโอกาส มีเงิน
สร้างงานของตัวเองได้
เกิดการจ้างงา และกลายเป็นฐานการสร้างรายได้ให้ประเทศต่อไปมากขึ้น
ภาครัฐจะต้องตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามาประคับประคองให้ธุรกิจ
SME เกิดขึ้นมาก ๆ หากเราไม่เน้นกระบวนการสร้างรายได้มันจะเกิดการสร้างหนี้ไปเรื่อย
ๆ
เป็นการเอาเงินจากอนาคตมาใช้
ผลสุดท้ายเราก็ต้องมารับภาระภาษี
ผมจึงอยากให้เน้นเรื่องของการสร้างรายได้ตั้งแต่วันนี้
เป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้คนไทยพ้นจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเป็นห่วง
และได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องนี้กับท่านนายกฯ
จู หรง จี ของจีน คือผมสงสัยและถามตัวเองตลอดว่าประเทศไทยเคยตั้งเกมการแข่งขันเอาไว้
เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว เมื่อก่อนเราแข่งกับญี่ปุ่น ตอนหลังมาแข่งกับสิงคโปร์ ไต้หวัน
อินโดนิเซียล่าสุดแข่งมาเลเซียก็แพ้ไปแล้ว
หรือว่าเรากำลังจะแข่งกับเวียดนามแล้วหรือตอนนี้
ถามว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น ผมพยายามสังเกต
และมาทบทวน
พบว่าเราผลิตสินค้าแทบตายได้เงินนิดเดียว ประเทศตะวันตกคิดนิดเดียวได้เงินก้อนเบ้อเริ่มผมก็เลยคุยกับท่านจู
หรง จี
ท่านบอกว่าคนจีนก็ผลิตของเก่งเหมือนคนไทย เนคไทเวอร์ซาเชของปลอมนะครับจีนทำเหมือนมากเลย ขายแค่ 200 บาท
แต่ขณะที่ของจริงขายที่ฮ่องกงราคา
4,800 บาท ท่านจู หรง จี
ได้เคยไปบรรยายที่สิงคโปร์ท่านก็บอกว่ารองเท้าไนกี้เนี่ย
ขายที่อเมริกา 120 เหรียญ
ซึ่งเป็นของที่จ้างจีนผลิตในราคาต้นทุนเพียง
20 เหรียญเท่านั้นใน 20
เหรียญนั้นจีนต้องเสียค่าวัตถุดิบด้วย
เบ็ดเสร็จจีนได้กำไรจริงแค่ 2 เหรียญ เห็นมั้ยครับการแข่งขันของเราจึงได้แพ้ตลอดเพราะของชิ้นเดียวกัน
แต่ประเทศที่เอาไปจัดการต่อ
มันได้สตางค์มากกว่าเรา
ผมก็ไปนั่งคุยกับผู้ที่ไปเรียนหนังสือที่ฮาร์วาร์ด
หลักสูตรพิเศษคุยไปคุยมาก็จับได้ว่ามันมีทฤษฎีเรียกว่า
one third หรือทฤษฎีเศษ 1 ส่วน 3
คนผลิตที่คิดรวมเรื่องค่าแรงและวัตถุดิบด้วยนั้น
จะได้เพียงเศษ 1 ส่วน 3 คนที่เป็นเจ้าของดีไซน์
เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา
หรือคนที่กำหนดการตลาดจะได้อีกเศษ 1 ส่วน 3
แต่ถ้าใครเอา 2
อย่างนี้ไปรวมกันเยอะๆ
แล้วไปสร้างความคาดหวังของรายได้ในอนาคต
ก็จะได้อีกเศษ 1 ส่วน 3
ก็คือเอาไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะเห็นว่าวันนี้มันมีกลไกหลายอย่างที่จะทำให้ของอย่างหนึ่ง ทำเงินได้หลายชั้นเหมือนกับมีมะพร้าวหนึ่งลูก
ถ้าท่านคิดว่ามันมีราคาแค่ดูดน้ำแล้วทิ้งไป
ท่านก็ได้เพียงแค่ส่วนแรก แต่ถ้าท่านมองมันว่ามันมีเนื้อด้วย มีกะลาด้วย
มีเปลือกด้วยเอามาใช้ประโยชน์ได้ทุกอย่างตรงนั้นท่านจะได้ราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อยู่ที่ท่านกำลังบอกว่าท่านจะมองเพิ่มอย่างไร
ที่ผ่านมาเราเป็นประเทศที่ผลิตแล้วขาย
โดยที่ไม่มีทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเราเองเป็นการรับจ้างผลิตเป็นส่วนใหญ่
ถ้าเราคิดว่าการส่งเสริมอย่างนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อ
เราพอใจกับการส่งออกที่เน้นแบบนี้
เรากำลังแพ้การแข่งขัน
เพราะว่าถ้าเราสอบได้ A
เรายังได้แค่เศษ 1 ส่วน 3 คือได้ 33
เปอร์เซ็นต์ นั่นคือสอบตก ผมมองว่าประเทศที่เขาเจริญแล้ว
เขาจะมีการวิจัยพัฒนาเรื่อง
intellectual property ทรัพย์สินทางปัญญา
และวางเรื่องการตลาดไว้ดีมาก
ทั้งหมดเป็นจุดสร้างรายได้ หากเรามองไม่ออก
การสร้างรายได้ของประเทศเราในปี
2543
จะไม่ทันกับภาระที่มันจะเกิดขึ้นและสิ่งที่จะหนักขึ้นในปี 2543 ก็คือ
การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐจะไม่ถึงเป้า
อย่างปี 2542
เราตั้งไว้ว่าจะเก็บ 8 แสนล้าน แต่ได้แค่ 7 แสนล้าน หายไปเยอะ
แล้วปีหน้าถ้าตั้งว่าจะเก็บ 7.5
แสนล้าน แล้วได้น้อยกว่าล่ะ
ผลสุดท้ายเราก็ต้องกู้มาปิดหีบเศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางอยู่
ผมไม่อยากให้เราดีใจจนเกินไปว่า
วันนี้เศรษฐกิจฟื้นแล้ว
ต้องรีบใช้สตางค์เหมือน
เมื่อก่อนอยากให้ทุกท่านตั้งหลักเอาไว้ว่า
ตัวเลขตรงนี้มันไม่ได้กระจาย
แต่ถ้าบังเอิญว่าท่านอยู่ในกลุ่มที่มันกระจุก
ก็เป็นโชคดีแล้วท่านเองจะเห็นว่ามันฟื้นจริง
ๆ แต่ถ้าท่านอยู่ในจุดที่มันไม่กระจายไปถึง
ท่านก็จะรู้สึกว่าวันนี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นวันนี้หากนับจำนวนประชากรที่แท้จริง
จะบอกว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้นแน่นอน แต่ถ้านับเม็ดเงินแล้ว
จะมองว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้วลึกๆ
ถ้านับเม็ดเงินที่อยู่ในประเทศไทยแล้วเนี่ย
มันก็ยังน่าห่วง
เพราะว่าบริษัทแม่มีบทบาทในการสร้างผลผลิตที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย
ให้ขายได้ดีหรือไม่ ผมคิดว่าการส่งออกของเราในปีหน้า
ก็คงยังไปได้ดี
แต่มันจะไม่กระจายตัวที่กระจายจริงๆก็จะเป็นพวกสินค้าแปรรูปจากภาคเกษตร
เช่น อาหารกระป๋องต่าง ๆ แต่วัตถุดิบพวกสินค้าเกษตรนั้นยังไปได้ไม่ค่อยดีนักเพราะฉะนั้นปีหน้าตัวเลขก็ยังดูดี แต่ความเป็นจริงของคนส่วนใหญ่ยังถือว่าไม่ดีเว้นแต่ว่ารัฐบาลจะหันกลับมาทุ่มเทเรื่องการสร้างรายได้ของประชาชนให้มากขึ้น
โดยเฉพาะเรื่อง SME วันนี้ระบบแบงก์ของเรา
มันพิการเพราะ NPL มันหนัก
และการเพิ่มทุนโดยให้มาตรฐานเดิม
ในสภาพ NPL แบบนี้รัฐบาลจะต้องใช้เงินอีก 8
แสนล้านเพื่อเพิ่มทุนรองรับภาวะปัจจุบัน
บวกกับอีก 6 หมื่นล้าน
สำหรับกรณีที่ CAPs กับ SLIPsมันอยู่ไปอีก 4-5 ปีข้างหน้า
เป็นจุดที่เรายังต้องการเงิน ถ้าหากเราคิดว่ารอให้ธนาคาร function
ก่อน แล้วเศรษฐกิจจะเดินนั้น เราคิดผิดแน่นอนครับมันก็เหมือนร่างกายมนุษย์ ถ้าอวัยวะส่วนใดเสีย
ส่วนอื่นจะทำงานหนักแทน
ถ้าปล่อยให้ส่วนนั้นทำงานหนักแทนเข้านาน ๆ
ส่วนนั้นก็จะพังไปด้วย เพราะฉะนั้นจะต้องมี
alternative อย่างเช่น ไตพัง
ตับก็ต้องรับภาระหนักขึ้น จึงต้องมีไตเทียมเข้ามาระบบธนาคารก็เหมือนกัน วันนี้เราจะต้องมีสิ่งทดแทนระบบธนาคารเข้ามาได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นventure capital ก็ดี
ความจริงธนาคารเป็นทางเลือกคนคนที่สตางค์เหลือ และคนที่ต้องการใช้สตางค์ เมื่อดอกเบี้ยลงมาอย่างรวดเร็ว
คนที่มีสตางค์เหลือแล้วที่เคยเก็บในแบงก์
กินดอกเบี้ย
ก็จะรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้
แต่เมื่อไม่มี alternative ก็จะเป็นปัญหา
อย่างในอเมริกาสมัยก่อนยังไม่มีทางเลือกอื่น
เขาก็มีกองทุนเพื่อเอาเงินไปลงทุน
หาผลตอบแทน แต่ของเราไม่ค่อยมี
ตอนนี้ก็จะมี bond
ออกมาทั้งของรัฐและเอกชนรัฐบาลเองก็จะต้องตื่นตัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้นเพื่อทดแทนระบบธนาคารที่บกพร่องอยู่ในวันนี้
มันจะพัฒนาและสร้างตัวมันขึ้นมาเอง
ไม่ว่าจะเป็นระบบตลาดตราสารหนี้ซึ่งจะมีการซื้อง่ายขายคล่อง
เหมือนกับการฝากเงินธนาคารเลย
หรือว่าระบบของการให้กู้ในรูปของ
venture capital ก็จะเกิดขึ้น
ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่เป็นการร่วมทุน |