clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
vision.jpg (14239 bytes)


สัมมนาวิชาการเรื่อง "วิสัยทัศน์ประเทศไทยในปี 2000"
จัดโดยสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน 2542 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ผู้ร่วมสัมมนา:      พลเอกชวลิต    ยงใจยุทธ    หัวหน้าพรรคความหวังใหม่
     นายกร    ทัพพะรังสี    หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา

 
พันตำรวจโททักษิณ    ชินวัตร    หัวหน้าพรรคไทยรักไทย

dot.gif (41 bytes)


ดนัย
(เอกมหาสวัสดิ์-ผู้ดำเนินการสัมมนา) :     คุณูปการวันนี้ถ้าเราจะได้รับคือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้ฟังแนวคิดในการจัดการประเทศในแต่ละด้าน ของบุคคลซึ่งต้องถือเป็นระดับผู้นำทางการเมืองในพ.ศ.นี้    บางท่านก็ได้รับการโหวตให้เป็นว่าที่นายกฯ ในเบื้องต้นนี้ผมขอกราบเรียนท่านรองนายกฯ กร ทัพพะรังสี เป็นท่านแรกก่อน ท่านจะขายวิสัยทัศน์ประมาณ25 นาที ถัดไปเป็นดร.ทักษิณ   ตามด้วยพลเอกชวลิต    กราบเรียนเชิญคุณกรครับ

วิสัยทัศน์ประเทศไทยในปี   2000     โดย
นายกร ทัพพะรังสี

คุณกร :
ท่านนายกสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์   ท่านหัวหน้าพรรคไทยรักไทย   ท่านคณะกรรมการสมาคมพ่อค้าไทยฯ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน   ผมนายกร ทัพพะรังสี หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา     ขอขอบคุณสมาคมพ่อค้าไทย ฯ ที่ได้ให้โอกาสกับผมเข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการในวันนี้   เมื่อสักครู่นี้ผมเรียนถามคุณกนกท่านนายกสมาคม   ว่าเห็นตั้งชื่อว่าเป็นการสัมมนาทางวิชาการ    แต่ทำไมวิทยากรเป็นนักการเมือง   ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของความคุ้นเคยของพวกเราในสังคมซึ่งรู้จักกันอยู่แล้วทั้งสิ้น    อีกสักครู่พี่จิ๋วท่านก็คงเดินทางมา    ทราบว่าวันนี้ท่านมีภารกิจต้องไปยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไรก็ดีตามหัวข้อที่ทางสมาคมพ่อค้าไทยฯ   ได้วางไว้    ผมคิดว่าเป็นหัวข้อที่สอดคล้องกับสถานะ จังหวะเวลาที่เป็นจริงที่เหมาะสม

          คำว่า "วิสัยทัศน์ประเทศไทยในสหัสวรรษ 2000" ขอเรียนให้ท่านผู้มีเกียรติได้ทราบไว้ก่อนว่า อันที่จริงแล้ว
คำว่าสหัสวรรษ 2000 นั้นเป็นปีคริสตศักราช ไม่ใช่พุทธศักราช บางครั้ง 2000 เป็นภาษาที่ใช้กันในประเทศที่ใช้ 1999ทีนี้เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมพุทธะ เราก็ใช้กัน 2543 ถ้าเราพูดกันในภาษาโลกาภิวัตน์เราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกนั้นการที่จะวางประเทศไว้ว่าเป็นหนึ่งในสังคมโลก    เราคงจะต้องเข้าสู่กระแสการติดต่อสื่อสารกับสังคมโลกด้วย   การที่เราจะเข้าใจกติกาสากลด้านนี้ไว้ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นเดียวกันกับสิ่งที่พวกเราเห็นข่าวหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน ในสองสามวันที่แล้วมาเกี่ยวกับเรื่องสายการบินต่าง ๆ ทั่วโลกที่ต้องทำเรื่องความปลอดภัย   เพื่อให้แน่ใจว่าคืนวันที่   31  ธันวาคมนั้น จะไม่มีปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มันจึงคล้ายกันที่เราจะต้องยอมรับกติกาสากลไว้ด้วยถ้าจะถามว่าทางผมและชาติพัฒนา มองไปในอนาคตข้างหน้าแล้ว

          ผมเห็นภาพอะไรบ้างสำหรับประเทศไทย อยากจะขอพูดในแนวดังต่อไปนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคมเป็นต้นไปนั้นเราจะเข้าสู่ยุคจริงที่เป็นรูปธรรมทางด้านเศรษฐกิจ   ที่เมื่อก่อนเราเรียกกันอย่างนามธรรมว่า globalization  หรือโลกาภิวัตน์หรือการแข่งขันทางเสรี หรือเศรษฐกิจไร้พรมแดนเราได้ยินได้ฟังศัพท์เหล่านี้มาหลายปีแล้ว แต่ส่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่นามธรรม ความเป็นรูปธรรมของมาตรการ และสิ่งที่เป็นพันธะกรณีของประเทศที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันโดยเสรีก็ดี การค้าไร้พรมแดนก็ดี จะเริ่มให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมจริง ๆ  ตั้งแต่ 1 มกราคมปีหน้าเป็นต้นไป อันที่จริงมาตรการต่าง ๆ ก็เริ่มเดินกันมาบ้างแล้ว แต่สิ่งที่จะเป็นความชัดเจนมากขึ้น ๆ และจะทำให้คนในประเทศได้รับผลกระทบโดยตรงนั้นจะมีตั้งแต่ปี 2000   อย่างที่บอกที่ผมใช้คำว่าเป็นรูปธรรม เพราะในแง่ของนักวิชาการ เราได้ยินได้ฟังกันมานานแล้วแต่เรายังไม่ค่อยจะรู้กันว่าพันธะ กรณีและสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในด้านเศรษฐกิจนั้นมีอะไรบ้าง ผมไม่แน่ใจว่าตอนี้คนไทยทั้งประเทศรู้หรือยังครับว่า 1มกราคมไปแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น    ท่านผู้มีเกียรติที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นนักธุรกิจไม่ว่าจะมาจากส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคเดี๋ยวนี้ท่านทราบแล้วหรือยังครับว่า   ตั้งแต่ 1 มกราคมเป็นต้นไป    จะมีสินค้าเข้าประเทศไทย 7,000 กว่าชนิดที่ไม่ต้องเสียภาษีเลย หรือเสียก็ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์    ท่านทราบแล้วใช่มั้ยครับว่าสินค้าเหล่านั้นมีอะไรบ้าง หรือยังไม่ทราบนี่เป็นตัวอย่างประเด็นเดียวที่ผมหยิบยกขึ้นมา    ถ้าหากจะมองหลังวันที่ 1 มกราคมไปแล้ว  อยากจะพูดออกมาเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่หนึ่ง.เป็นส่วนที่ประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามพันธะกรณี      ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน เป็นส่วนหนึ่งของเอเปค และเป็นส่วนหนึ่งของ WTO มีพันธะกรณีใดๆที่ประเทศไทยได้ไปตกลงไว้แล้ว และจะต้องปฏิบัติหลังจาก 1 มกราคมไปแล้วนักธุรกิจ  ในประเทศไทยซึ่งมีคน    60   ล้านชีวิตทราบแล้วหรือยัง ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ควรอยู่ในหัวข้อที่จะเกิดขึ้นเพราะเป็นส่วนหนึ่งของพันธะ กรณีที่จำเป็นจะต้องทำ และเป็นพันธะ   กรณีที่ประเทศไทยของเราได้ไปทำข้อตกลงไว้แล้ว ข้อแรกนี้ผมอยากเรียนท่านนักธุรกิจหรือไม่ใช่นักธุรกิจก็ตามได้รับทราบไว้ เพราะเราอาจจะไม่พร้อม เราอาจจะไม่ชอบ แต่เราต้องเผชิญเพราะมันเป็นพันธะกรณีของชาติ หรือแม้แต่เอาเรื่องที่เห็นชัด ๆ กันบ่อย ๆ คือ ความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ก่อนที่จะถึงปีหน้าในระยะทุกปีที่ผ่านมา    ท่านผู้มีเกียรติดูโทรทัศน์และอ่านหนังสือพิมพ์คงจะเห็น    ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ 4 พืชไร่เกษตรกรรม ข้าว   มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย พวกเราได้เห็นความเดือดร้อนของเกษตรกรเหล่านี้ซ้ำซาก ปีแล้วปีเล่า พี่น้องเกษตรกรทั้ง 4 พืชไร่นี้ต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลใช่มั้ยครับ

           ผมขอเรียนไว้เลยว่าตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ความเดือดร้อนภาคเกษตรกรรมที่ทุกครั้งในอดีตที่ผ่านมา แม้กระทั่ง
ปี 2542 จะได้รับการสนองตอบจากภาครัฐบาลทุกครั้ง จะเป็นเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านราคาตลาดโลกตกต่ำ ทางด้านการเมืองนั้น    ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น และตัดสินใจได้    และสิ้นสุดได้ในประเทศไทยของเราเอง แต่ในอนาคตมันไม่ใช่อย่างนั้นแล้วเพราะตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป มาตรการใด ๆ   ที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนภาคเอกชนจะต้องเข้าไปอยู่ในกรอบและกติกาของ WTO ด้วย   เวลาข้าวเปลือกยางพารา อ้อย มันสำปะหลังราคาตกต่ำ ก็มาขอให้รัฐบาลช่วยเหลือนั้นมติของคณะรัฐมนตรีถือว่าเป็นสิ้นสุด   มาตรการใด ๆ ออกไปแล้วถือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่จะเอื้ออำนวยให้พี่น้องเกษตรกรได้   แต่จะเปลี่ยนไปเพราะปี 2000 เป็นต้นไป มันจะมีกติกา หลักเกณฑ์และเพดานขององค์กรการค้าโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง ในฐานะประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกด้วย

           นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่นำมาให้ท่านผู้เกียรติเห็นว่า   มาตรการและกติกาเหล่านี้  ซึ่งที่ยกมาเป็นตัวอย่างเพียง
นิดเดียวความจริงมีอีกมาก พวกเราในห้องนี้รู้แล้วใช่มั้ยครับหรือยังไม่รู้ ตรงนี้อยากเรียนไว้ว่าคือภาพที่ผมเห็น  และจำเป็นจะต้องเตรียมตัวกันไว้    เพราะนั่นคือยุคแห่งการแข่งขันเสรีตัวจริง   ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมตัวให้พี่น้องเกษตรกรก็ดีให้ผู้ซึ่งอยู่ในการผลิตสินค้า 7,000 กว่าชนิดนั้นก็ดี ต้องมาพูดคุยในประเด็นนี้ให้ทราบกัน แนวทางสำหรับปีหน้าเป็นต้นไปจะเข้าสู่ยุคที่นักธุรกิจที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล    เคยได้รับกำแพงภาษีขวางกั้นเพื่อปกป้องดูแลคุ้มครองพวกเรานั้นต่อไปจะไม่มีแล้วนะครับ

          อย่างที่ศูนย์สิริกิติ์แห่งนี้    ก็เป็นสำนักงานใหญ่ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย    หลายครั้งที่ผมมาประชุม
ที่นี่     สภาอุตสาหกรรม ฯ   ของประเทศเรานั้นมีอยู่  27 สาขาเราต้องการคำตอบตั้งแต่วันนี้แล้วนะครับผมเคยไปพูดกับพี่น้องสภาอุตสาหกรรม ฯ ว่า    ใน 27 สาขาของอุตสาหกรรมในประเทศไทยนั้น       หลังจาก 1 มกราคม 2543 ไปแล้วจะเหลือกี่สาขาที่สู้ที่จะแข่งขันกับสังคมโลกได้ ผมอยากทราบคำตอบวันนี้ ไม่ใช่รอให้มีปัญหาแล้วเราก็จะมาวิ่งกันหาคำตอบกันความเดือดร้อนมันเกิดขึ้นแล้ว

          การที่ประเทศของเราต้องเดินหน้าต่อไปตามกติกาใหม่ แล้วกติกาใหม่เป็นกติกาที่ทั่วโลกต้องปฏิบัติตามกันหมด
นั้น ใหญ่ที่สุดคืออยู่ในกรอบของ WTO ประเทศไทยเป็น 1 ใน 134 ประเทศ     อย่างจีนก็กำลังจะเข้ามาเป็นประเทศที่ 135  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราจะต้องเตรียมตัว      และการเตรียมตัวของคนไทยทั้งชาติซึ่งได้รับผลกระทบหมด 1 มกราคมก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน แต่มาตรการต่าง ๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่มีหน้าที่จะต้องให้สังคมไทยได้รับทราบในระยะนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง   อนาคตของชาติทางด้านเศรษฐกิจจะมี 2 หนทางเท่านั้นเองที่จะชี้ความอยู่รอด ความรุ่งเรืองหรือความหายนะของแต่ละชาติที่เป็นสมาชิกของสังคม    นั่นก็คือความสามารถที่เราจะหาเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ชีวิตและวงเศรษฐกิจของคนไทย 2 แนวทางนั้นคือการส่งออกและการท่องเที่ยว จะเป็นวิถีทางที่ชัดเจนที่สุดในอันที่จะนำสิ่งที่เงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่กระเป๋าของคนไทย   เราต้องช่วยกันหาคำตอบตั้งแต่วันนี้ว่า   การจะแข่งขันกับสังคมโลกอย่างไรเรามีมาตรการ    และยุทธศาสตร์อย่างไรตัวอย่างที่ผมยกมาให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ที่ง่ายที่สุดและชัดเจนก็คือ ทั้ง 27   สาขาของสภาอุตสาหกรรมฯ    ซึ่งเป็นภาคเอกชนล้วน ๆ   ภายใต้ระบบเศรษฐกิจของเราจะต้องหาคำตอบอย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วมาหาคำตอบกันในภายหลังในหัวข้อแรกเกี่ยวกับการแข่งขันในด้านการส่งออก ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักสำหรับอนาคตของแต่ละประเทศภายใต้กติกาใหม่ของการค้าเสรี ความสามารถด้านการแข่งขันจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่โรงงานผู้ผลิตเหล่านั้น    จะไม่มีกำแพงภาษีที่จะมาปกป้องคุ้มครอง และจะไม่สามารถนั่งรอคอยเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลได้อีกต่อไป

           มีอะไรบ้างจากแผ่นดินไทยที่เราจะสามารถส่งไปขาย สู้กับเขาได้ในโลกเวลาเราจะดูตัวเลขรายได้เข้าประเทศ
ด้านการส่งออกนั้นผมได้ใช้แนวนโยบายตรงนี้มาหลายปีแล้ว    ตั้งแต่อยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรมหลายสมัยเวลาเราจะดูว่าความสามารถด้านการส่งออกของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เราคงไม่ดูเพียงแค่ตัวเลขรายได้เข้าประเทศเท่านั้น   สมมติว่ามีบริษัทหนึ่งส่งออกปีหนึ่ง   1 พันล้านบาท   เราก็คิดว่าเป็นบริษัทแถวหน้าที่น่าชื่นชมยกย่องแต่ไม่ได้แปลว่าอนาคตของบริษัทนั้นจะมั่นคง   เพราะคำถามที่สองก็คือในจำนวนรายได้เข้าประเทศจากการส่งออก 1พันล้านนั้น บริษัทเดียวกันได้สั่งวัตถุดิบเข้ามาเป็นจำนวนเงิน 890 ล้านบาทเป็นต้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง

          ในอนาคตถ้าเราจะขายแข่งขันกับสังคมโลกหารายได้เข้าประเทศเรา โดยที่เรายังจำเป็นต้องพึ่งพาวัตถุดิบจาก
ต่างชาตินั้น อันตรายนะครับ เราจะต้องมาเตรียมตัวเราว่าด้วยทรัพยากรทีมีอยู่ในแผ่นดินไทย ที่เราจะสามารถแปรรูปนำมาเข้าสู่ระบบการผลิต และส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ      โดยวัตถุดิบเหล่านั้นไม่ต้องสั่งเข้าจากต่างชาติไม่ต้องพึ่งพาเขานั้นเรามีอะไรอยู่บ้าง

         3 ปีที่ผ่านมาเรามีบทเรียนที่เจ็บปวดสำหรับคนไทยทั้งชาติมาแล้ว     นั่นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนและเป็นบทเรียน
ราคาแพงที่จะเป็นจัดเริ่มต้นที่เราจะต้องเอามาทำให้แน่ใจว่า อย่าให้บทเรียนเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต กติกาใหม่ของโลกาภิวัตน์จะเริ่มมีผลใช้บังคับเดือนมกราคมเป็นต้นไป   แนวทางที่จะต้องต่อสู้ในระบบเศรษฐกิจเสรีนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจส่งออกที่ไม่พึ่งพาวัตถุดิบจากต่างชาติ   ตรงนี้เป็นแนวทางที่อยากจะเรียนไว้เบื้องต้น ในส่วนที่จะเลี้ยวเข้ามาสู่รายละเอียดของการส่งออกนั้น     700   ปีในประวัติศาสตร์ของไทยอยู่บนพื้นฐานของเกษตรกรรม ใน 60 ล้านชีวิตนั้นคนส่วนใหญ่ของชาติอยู่ในสังคมชนบทและสังคมเกษตรกรรม เพราะนั่นคือรากแท้จริงของคนไทยเรามาถึงวันนี้เราจะเห็นว่าผลิตผลต่างๆของภาคเกษตรกรรมนั้น ได้เข้าสู่ระบบการแปรรูป  การส่งออกทำรายได้ให้ประเทศไทยปีหนึ่งหลายแสนล้านบาทนั้นอยู่บนพื้นฐาน   ของสิ่งที่ไม่ต้องสั่งเข้าวัตถุดิบน่าจะเป็นแนวทางหลักที่ควรจะส่งเสริมให้เป็นทางหลักที่จะผลิตผลิตผลของประเทศเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศได้     และยังเกื้อกูล  ยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่คนในชนบทด้วยพูดแค่นี้ไม่พอครับเพราะเราจะต้องลงลึกไปกว่านั้นอีก มีหลายประเด็นที่เกี่ยวกับภาคเกษตรกรรม    ซึ่งน่าจะเป็นตัวหลักของเศรษฐกิจของชาติแต่ในขณะนี้มองดูแล้วมันมีปัญหา      เป็นปัญหาซึ่งผมเชื่อว่าอยู่ในระดับที่สามารถจะแก้ได้    เพราะอย่างไรเราก็หนีไม่พ้นที่เราจะต้องยืนบนขาของตัวเอง พึ่งพาทรัพยากรจากแผ่นดินไทยของเราเอง    อย่ามัวไปหวังพึ่งใครเลยครับหลวงวิจิตรวาทการเขียนให้พวกเราอ่านเมื่อ 50 กว่าปีมาแล้วว่าไทยต้องช่วยไทย อย่ามัวพะวงหลงใหลว่าชาติไหนเขาจะช่วย ท่านเขียนไว้ล่วงหน้านานแล้วนะครับ ถ้าเรามัว
คิดว่าคนนู้นคนนี้จะมาช่วย นั่นคือแนวความคิดที่ทำให้เราจนมาในช่วง   3-4 ปีที่ผ่านมาเราต้องยืนบนขาของเราเองด้วยภูมิปัญญาไทยของเราเอง ทรัพยากรจากแผ่นดินไทยของเราเอง   ซึ่งมีมากมายแต่วิธีการวางยุทธศาสตร์ของเราบางครั้งเราไปถูกชี้นำโดยแนวความคิดที่มาจากต่างประเทศ    ซึ่งเป็นแนวคิดที่เขาก็ต้องคิดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับต่างประเทศในที่สุดเราก็เลยเดือดร้อน แต่เราได้รับบทเรียนแล้ว     เราจะต้องมาทบทวน มาพิจารณาตัวของเราเองว่าจากทรัพยากรที่เรามีอยู่ภูมิปัญญาที่มีอยู่ ที่จะมาสร้างความแข็งแรงให้กับอนาคตของประเทศของเราได้ในประเด็นที่อยากยกตัวอย่างจะเห็นได้เลยว่าผลิตภัณฑ์จากภาคเกษตรกรรม หรือผลิตภัณฑ์อาหารนั้นเป็นความมั่นใจของเราได้ที่สามารถจะวางรากฐาน และความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจของเรา เพราะเรายืนอยู่บนขาของเราเอง เป็นสิ่งที่น่ายินดีก็คือประเทศของเรานั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลิตผลทางภาคเกษตรกรรม   และ ผลิตผลทาง้านอาหารของเราก็กำลังเป็นที่ยอมรับเลื่องลือในตลาดโลกโดยเฉพาะสังคมของคนรวยในยุโรปตะวันตกสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าถ้าเราสามารถจะนำสิ่งที่เป็นวัตถุดิบในประเทศของเราเข้ามาสู่ระบบการส่งออก   เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศได้ตามกติกาใหม่ของสังคมโลกผมขอขีดเส้นใต้ตรงคำว่า ตามกติกาใหม่ซึ่งผมขอเรียนว่าเป็นกติกา     ซึ่งเราจำเป็นต้องเข้าสังคมโลกในระยะ   10 ปีมานี้ได้ให้ความสนใจในเรื่องของสุขภาพของมนุษยชาติมากในทุกประเทศทั่วโลกที่เราได้เห็นจากสื่อมวลชนในแขนงต่าง ๆ มนุษยชาติได้หันมาให้ความสนใจทางด้านสุขอนามัย   และ การบริโภค
อาหารสุขภาพ ปลอดสารพิษ    พวกเราคงได้ข่าวว่าที่อังกฤษต้องฆ่าวัวหลายแสนตัวเมื่อไม่นานนี้    หรือที่ฮ่องกงที่ต้องฆ่าไก่เป็นล้านตัว    เมื่อไม่นานมานี้มาเลเซียยังต้องฆ่าหมูเป็นแสนตัว หรือเบลเยียมก็ตาม สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรให้ประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก     หรือที่เรียกว่า  net food exporter   ไม่ใช่ทุกประเทศจะสามารถเป็นแบบนี้ได้นะครับแต่ประเทศไทยเราเป็นได้เพราะเรามีความอุดมสมบูรณ์ในด้านวัตถุดิบจากภาคเกษตรกรรมที่แปรสภาพเป็นอาหารขณะเดียวกันนั้น   ประเทศผู้สั่งซื้อที่เป็นประเทศรวย มีเงินมาก เขาได้ส่งสัญญาณให้เราทราบว่า มาตรฐานทางด้านสุขอนามัย   การปลอดสารพิษเป็นมาตรฐานและกติกาใหม่ที่ประเทศไทยจะต้องเข้าสู่กติกาใหม่ด้วย ไม่เช่นนั้นเขาก็จะไม่ซื้อตรงนี้เป็นแนวทางที่ผมเคยให้สัญญาณเตือนพี่น้องภาคเอกชนมาหลายปีแล้วว่า เราจำเป็นที่สุดที่จะต้องเข้าสู่ระบบและกติกาเหล่านี้        โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลอดสารพิษสุขภาพอนามัยที่ต้องมีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของเรา  HACCP ก็เป็นมาตรฐานหนึ่งของกติกาใหม่   ระบบ ISO ต่าง ๆ ก็เช่นกัน CODEX ก็เป็นมาตรฐานใหม่    แล้วระยะหลังนี้มีออกมาอีกที่กำลังเล่นกันอยู่ในสังคมนานาชาติคือ   GMO    เราจะต้องตามสิ่งเหล่านี้ให้ทันว่าประเทศผู้สั่งซื้อเขาวางกติกาใหม่อย่างไรบ้าง   ทางด้านการส่งออกมีอยู่ 2 ประเด็นที่อยากนำเรียนตรงนี้สำหรับอนาคตและจะต้องรีบทำโดยเร็วด้วย นั่นคือรายได้จากการส่งออกผลิตผลเกษตรกรรมในขณะนี้ยังกลับไปไม่ถึงภาคเกษตรกรผมยกตัว อย่างเมื่อปี 2541ประเทศไทยส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกประมาณ6.5 ล้านตัน    เป็นประวัติการณ์ว่าประเทศไทยเป็นประเทศส่งข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ผมไม่ดีใจครับที่เราเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการส่งออกข้าวเพราะ
ขณะที่ประเทศเราเป็นอันดับหนึ่งส่งออกข้าว    แต่ในประเทศเราคนที่ปลูกข้าวกลับเป็นกลุ่มที่จนที่สุดในประเทศ   ผมพยายามจะบอกว่าขณะที่เราเตรียมตัวเข้าสังคมโลกนั้น    เราต้องเตรียมทั้ง 60 ล้านคน เนื่องจากผมได้สัมผัสกับพี่น้องชนบทอยู่ตลอดเวลาผมมักจะคิดถึงคนเหล่านั้นว่ามาตรการเหล่านี้ นโยบายและแผนงานเหล่านี้ จะส่งประโยชน์ให้กับคนไทยสักกี่คนหรือจะส่งประโยชน์ให้กับคนไทยที่อยู่แถวถนนสีลม สาทร หรือสุริวงศ์เท่านั้น คืออยู่แต่ในแวดวงของสังคมคนเมืองเท่านั้น ผลจะออกไปสู่พี่น้องที่เป็นคนส่วนใหญ่ของชาติ ที่ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงหรือเปล่าในความรับผิดชอบของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศชาติ จำเป็นที่จะต้องมอง     เพราะถ้าคน 60 ล้านชีวิตเป็นความรับผิดชอบหลักของผู้บริหารประเทศ   สิ่งที่เราจะต้องช่วยต้องมองและชี้นำเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในอันที่จะนำประเทศไทยและคนทั้ง 60  ล้านเข้าแข่งขันกับสังคมโลกนั้นเป็นสิ่งที่ผู้บริหารประเทศต้องรับผิดชอบอีกมุมหนึ่งก็คือเราได้เห็นการสนับสนุน และ ส่งเสริมการส่งออก     เพื่อเป็นแนวทางหลักสำหรับอนาคตของชาติ ในอันที่จะนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ชีวิตของคนไทย  เราได้ยินคำว่า export promotion การส่งเสริมการส่งออกกันมานานแล้ว ในขณะนี้มันก้าวไกลไปถึงอีกระดับหนึ่งแล้ว คือขณะที่เราส่งเสริมการส่งออกอยู่ในประเทศไทยนั้น      ตอนนี้ไปถึงระดับมาตรการและกติกาของประเทศผู้สั่งเข้า    ผมได้มีโอกาสไปประเทศผู้สั่งเข้าผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยได้ไปพบพูดคุยกับผู้สั่งเข้าเหล่านั้นแล้วได้เห็นความชัดเจนในส่วนหนึ่งที่ในอดีตเราไม่เคยทำกันมาก่อน   แต่จะต้องเร่งทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น     คือจะต้องไป
เจรจากับหน่วยราชการหรือผู้ที่มีอำนาจในประเทศผู้สั่งเข้าซึ่งเป็นคนกำหนดกติกาการสั่งเข้า เพราะเรื่องกำแพงภาษีนั้นเลิกพูดกันได้แล้วครับ ไม่มีอีกแล้ว มีแต่สิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า non tariff barrier    หรือสิ่งที่เป็นกติกาใหม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับภาษี มันจะยากที่เราจะต้องปฏิบัติตาม      แต่เราก็ต้องทำบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่ามีกติกาเหล่านี้อยู่ แต่เราจำเป็นต้องรู้แล้ว   มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารและรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยคือ ผู้ที่มีอำนาจในประเทศผู้สั่งเข้าเหล่านั้น ได้วางกติกาอะไรไว้บ้าง เราก็ผลักดันส่งออกไปเรื่อย ๆ     เรารู้มั้ยครับว่าของเหล่านั้นมันเข้าประเทศพวกนั้นได้หรือเปล่าหรือมีอุปสรรคอย่างไรบ้างในขั้นตอนของการสั่งเข้า   ท่านที่เป็นนักธุรกิจอยู่ตรงนี้คงจะเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังพูด ผมได้ไปพูดคุยกับผู้ผลิตหลายท่าน น่าสงสารจริง ๆ เพราะของไปติดอยู่ที่ท่าเรือ เอาออกไม่ได้เนื่องจากไม่มีเอกสารบางส่วนที่เขาต้องการ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราช่วยกันทำในระหว่างหน่วยที่มีอำนาจในฝ่ายรัฐบาลไทยกับหน่วยที่มีอำนาจในฝ่ายรัฐบาลผู้สั่งซื้อซึ่งจะช่วยได้มากหน่วยงาน    FDA    ในต่างประเทศกลายมาเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจมากที่สุด เพราะจะเป็นผู้ที่กำหนดกติกาหรือเงื่อนไขที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผลิตภัณฑ์อาหารเข้าประเทศของเขา   ตรงนี้ FDA ของประเทศไทยจะต้องทำการบ้านมาเพื่อจะสร้างความเข้าใจและข้อตกลงกันระหว่างรัฐต่อรัฐ เพื่อให้สินค้าของไทยเข้าออกประเทศเหล่านั้นได้อย่างสะดวกตัวอย่างตรงนี้นำมาให้ฟังในระดับปฏิบัติระดับล่างเพื่อให้ท่านผู้มีเกียรติได้เห็นว่า ถ้าจะพูดถึงมาตรการใด ๆ    จะต้องคิดถึงคนไทยส่วนใหญ่ และมาตรการใด ๆ จะต้องคิดให้ตลอดตั้งแต่ ก.ไก่ถึงฮ.นกฮูกเลยว่า จะติดขัด หรือมีอุปสรรคตรงไหน ทั้งด้านส่งออกจากประเทศไทยและตามไปดูในด้านสั่งเข้าของ
ประเทศคู่ค้าสิ่งต่าง ๆ    เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของอนาคตทั้งหมดที่พูดมานี้จะเกิดขึ้นแน่นอน และเราจะต้องเตรียมตัวแต่ที่ผมทราบจากท่านนายกสมาคมพ่อค้าไทยฯวันนี้คือท่านผู้ที่ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่เราเรียกกันว่า SME นั้น   ผมขอเรียนว่า 30 กรกฎาคม2540 ผมเป็นเจ้าภาพประชุมเอเปคที่โรงแรมแชงกรีลา ได้รับคำถามจากสมาชิกและสื่อมวลชนต่างประเทศมากมายในคืนวันนั้นว่า   อนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทยทางด้านอุตสาหกรรมจะเป็นอย่างไร   ผมได้ตอบไปว่าอนาคตคือ SME เพราะ SME คือ 90   เปอร์เซ็นต์ของโรงงานภาค real sector   หรือฐานการผลิตตัวจริงในประเทศไทย เพราะฉะนั้นตัวจริงในเศรษฐกิจของชาติไม่ใช่บริษัทใหญ่ ๆ  แต่เป็นขนาดเล็กและขนาดกลาง    ซึ่งเป็นสถิติที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ขึ้นทะเบียนไว้ด้วยและส่วนใหญ่มีคนไทยเป็นเจ้าของทั้งสิ้น      ถ้าหากจะย้อนมาที่นโยบายแม่บทที่พูดถึงไว้ตั้งแต่ตอนต้น    เราเอาภูมิปัญญาไทย   ทรัพยากรจากแผ่นดินไทยและธุรกิจที่เป็นของคนไทย    เราก็ต้องเลี้ยวมาดู SMEตรงนี้คือสิ่งที่จะขอเรียนว่าเป็นฐานตัวจริงของประเทศซึ่งผมก็มองอยู่ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านมองมาโดยตลอดไม่เปลี่ยนแปลงว่า   ตัวจริงของเศรษฐกิจของประเทศชาติคือฐานการผลิตไม่ใช่ธุรกิจบริการผมก็หวังว่าส่วนใหญ่ของท่านผู้มีเกียรติในที่นี้ก็จะเข้าใจที่ผมได้วางไว้ในระยะเวลาที่ถูกกำหนดให้  ผมขออนุญาตพูดเพียงเท่านี้ ที่จริงมีสิ่งที่อยากจะมาคุยให้ฟังมากมาย     แต่คงให้ผู้มีเกียรติท่านอื่นในการพูดให้ฟังว่าวิสัยทัศน์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร   วันนี้ยังไม่ได้พูดออกไปเลยครับ อีกส่วนหนึ่งของอนาคตของชาติที่จะหารายได้ให้ประเทศคือเรื่องการท่องเที่ยวนั้นจะหากันอย่างไร    และยังไม่ได้พูดเลยว่าใน 70,000 หมู่บ้านทั่วประเทศไทย 7,200  ตำบล 76 จังหวัด 60 ล้านชีวิต    เราจะทำอย่างไรกันดีสำหรับแผนงานในอนาคต เพราะเวลาไม่มีถ้าวันหลังสมาคมพ่อค้าไทยฯ   ชวนผมมาคุยอีกสักรอบจะได้มาคุยให้ฟังว่า    ผมเห็นภาพอะไรในอนาคตสำหรับ
ประเทศของเราและผมอยากจะทำอะไรให้คนไทยเหล่านั้นมีความพร้อมที่จะออกไปสู้กับเขาในสังคมโลกให้ได้    ผมจะมาคุยต่อให้ฟัง     วันนี้ต้องขอขอบคุณสมาคมพ่อค้าไทยฯ อีกครั้งและเชื่อว่าสาระแม้จะมีไม่มากนัก    แต่ขอให้เป็นประโยชน์    และถ้าจะเป็นประโยชน์มากถ้าท่านผู้มีเกียรติเก็บไว้ไปคิด    ปรึกษากัน   หรือวิพากษ์กันในกลุ่มธุรกิจตัวจริงที่เป็นตัวหลักของเศรษฐกิจของชาติ     ผมก็จะดีใจและเชื่อว่าพวกท่านทั้งหลาย คือตัวจริงของเศรษฐกิจไทยในอนาคต     ผมอยากเห็นคนไทยมีความพร้อม เพราะผมเชื่อในความเป็นคนไทย ผมเชื่อว่าคนไทยสู้ได้ครับสู้กับมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือใครก็ได้ ขอให้เรามีความเข้าใจว่าอนาคตที่รอเราอยู่ข้างหน้านั้นมันเป็นอย่างไร   เราจะได้เตรียมตัวเราได้อย่างถูกต้องที่จะออกไปสู้กับเขาผมเองพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกับคนไทยทั้งชาติที่จะออกไปสู้กับเขาในโลกยุคโลกาภิวัตน์ด้วย     อยากจะขอใช้เวลาตรงนี้เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ