|
ดนัย
(เอกมหาสวัสดิ์-ผู้ดำเนินการสัมมนา)
:
คุณูปการวันนี้ถ้าเราจะได้รับคือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้ฟังแนวคิดในการจัดการประเทศในแต่ละด้าน
ของบุคคลซึ่งต้องถือเป็นระดับผู้นำทางการเมืองในพ.ศ.นี้
บางท่านก็ได้รับการโหวตให้เป็นว่าที่นายกฯ
ในเบื้องต้นนี้ผมขอกราบเรียนท่านรองนายกฯ
กร ทัพพะรังสี เป็นท่านแรกก่อน
ท่านจะขายวิสัยทัศน์ประมาณ25 นาที
ถัดไปเป็นดร.ทักษิณ
ตามด้วยพลเอกชวลิต
กราบเรียนเชิญคุณกรครับ
วิสัยทัศน์ประเทศไทยในปี
2000 โดย
นายกร
ทัพพะรังสี
คุณกร :
ท่านนายกสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
ท่านหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
ท่านคณะกรรมการสมาคมพ่อค้าไทยฯ
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน
ผมนายกร ทัพพะรังสี
หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา
ขอขอบคุณสมาคมพ่อค้าไทย ฯ
ที่ได้ให้โอกาสกับผมเข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการในวันนี้
เมื่อสักครู่นี้ผมเรียนถามคุณกนกท่านนายกสมาคม
ว่าเห็นตั้งชื่อว่าเป็นการสัมมนาทางวิชาการ
แต่ทำไมวิทยากรเป็นนักการเมือง
ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของความคุ้นเคยของพวกเราในสังคมซึ่งรู้จักกันอยู่แล้วทั้งสิ้น
อีกสักครู่พี่จิ๋วท่านก็คงเดินทางมา
ทราบว่าวันนี้ท่านมีภารกิจต้องไปยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไรก็ดีตามหัวข้อที่ทางสมาคมพ่อค้าไทยฯ
ได้วางไว้
ผมคิดว่าเป็นหัวข้อที่สอดคล้องกับสถานะ
จังหวะเวลาที่เป็นจริงที่เหมาะสม
คำว่า
"วิสัยทัศน์ประเทศไทยในสหัสวรรษ
2000" ขอเรียนให้ท่านผู้มีเกียรติได้ทราบไว้ก่อนว่า
อันที่จริงแล้ว
คำว่าสหัสวรรษ 2000
นั้นเป็นปีคริสตศักราช
ไม่ใช่พุทธศักราช บางครั้ง 2000
เป็นภาษาที่ใช้กันในประเทศที่ใช้
1999ทีนี้เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมพุทธะ
เราก็ใช้กัน 2543
ถ้าเราพูดกันในภาษาโลกาภิวัตน์เราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกนั้นการที่จะวางประเทศไว้ว่าเป็นหนึ่งในสังคมโลก
เราคงจะต้องเข้าสู่กระแสการติดต่อสื่อสารกับสังคมโลกด้วย
การที่เราจะเข้าใจกติกาสากลด้านนี้ไว้
ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นเดียวกันกับสิ่งที่พวกเราเห็นข่าวหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน
ในสองสามวันที่แล้วมาเกี่ยวกับเรื่องสายการบินต่าง
ๆ
ทั่วโลกที่ต้องทำเรื่องความปลอดภัย
เพื่อให้แน่ใจว่าคืนวันที่
31
ธันวาคมนั้น จะไม่มีปัญหาใด ๆ
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มันจึงคล้ายกันที่เราจะต้องยอมรับกติกาสากลไว้ด้วยถ้าจะถามว่าทางผมและชาติพัฒนา
มองไปในอนาคตข้างหน้าแล้ว
ผมเห็นภาพอะไรบ้างสำหรับประเทศไทย
อยากจะขอพูดในแนวดังต่อไปนี้
ตั้งแต่ 1
มกราคมเป็นต้นไปนั้นเราจะเข้าสู่ยุคจริงที่เป็นรูปธรรมทางด้านเศรษฐกิจ
ที่เมื่อก่อนเราเรียกกันอย่างนามธรรมว่า globalization หรือโลกาภิวัตน์หรือการแข่งขันทางเสรี
หรือเศรษฐกิจไร้พรมแดนเราได้ยินได้ฟังศัพท์เหล่านี้มาหลายปีแล้ว
แต่ส่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่นามธรรม
ความเป็นรูปธรรมของมาตรการ
และสิ่งที่เป็นพันธะกรณีของประเทศที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันโดยเสรีก็ดี
การค้าไร้พรมแดนก็ดี
จะเริ่มให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมจริง
ๆ ตั้งแต่ 1
มกราคมปีหน้าเป็นต้นไป
อันที่จริงมาตรการต่าง ๆ
ก็เริ่มเดินกันมาบ้างแล้ว
แต่สิ่งที่จะเป็นความชัดเจนมากขึ้น
ๆ
และจะทำให้คนในประเทศได้รับผลกระทบโดยตรงนั้นจะมีตั้งแต่ปี 2000
อย่างที่บอกที่ผมใช้คำว่าเป็นรูปธรรม
เพราะในแง่ของนักวิชาการ
เราได้ยินได้ฟังกันมานานแล้วแต่เรายังไม่ค่อยจะรู้กันว่าพันธะ
กรณีและสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในด้านเศรษฐกิจนั้นมีอะไรบ้าง
ผมไม่แน่ใจว่าตอนี้คนไทยทั้งประเทศรู้หรือยังครับว่า
1มกราคมไปแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น
ท่านผู้มีเกียรติที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นนักธุรกิจไม่ว่าจะมาจากส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคเดี๋ยวนี้ท่านทราบแล้วหรือยังครับว่า ตั้งแต่ 1
มกราคมเป็นต้นไป
จะมีสินค้าเข้าประเทศไทย
7,000
กว่าชนิดที่ไม่ต้องเสียภาษีเลย
หรือเสียก็ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์
ท่านทราบแล้วใช่มั้ยครับว่าสินค้าเหล่านั้นมีอะไรบ้าง
หรือยังไม่ทราบนี่เป็นตัวอย่างประเด็นเดียวที่ผมหยิบยกขึ้นมา
ถ้าหากจะมองหลังวันที่ 1
มกราคมไปแล้ว อยากจะพูดออกมาเป็น 2
ส่วนคือส่วนที่หนึ่ง.เป็นส่วนที่ประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามพันธะกรณี
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน
เป็นส่วนหนึ่งของเอเปค
และเป็นส่วนหนึ่งของ
WTO มีพันธะกรณีใดๆที่ประเทศไทยได้ไปตกลงไว้แล้ว
และจะต้องปฏิบัติหลังจาก 1
มกราคมไปแล้วนักธุรกิจ
ในประเทศไทยซึ่งมีคน
60
ล้านชีวิตทราบแล้วหรือยัง
ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ควรอยู่ในหัวข้อที่จะเกิดขึ้นเพราะเป็นส่วนหนึ่งของพันธะ
กรณีที่จำเป็นจะต้องทำ
และเป็นพันธะ
กรณีที่ประเทศไทยของเราได้ไปทำข้อตกลงไว้แล้ว
ข้อแรกนี้ผมอยากเรียนท่านนักธุรกิจหรือไม่ใช่นักธุรกิจก็ตามได้รับทราบไว้
เพราะเราอาจจะไม่พร้อม
เราอาจจะไม่ชอบ
แต่เราต้องเผชิญเพราะมันเป็นพันธะกรณีของชาติ
หรือแม้แต่เอาเรื่องที่เห็นชัด
ๆ
กันบ่อย ๆ คือ
ความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
ก่อนที่จะถึงปีหน้าในระยะทุกปีที่ผ่านมา
ท่านผู้มีเกียรติดูโทรทัศน์และอ่านหนังสือพิมพ์คงจะเห็น
ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ 4
พืชไร่เกษตรกรรม ข้าว
มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย
พวกเราได้เห็นความเดือดร้อนของเกษตรกรเหล่านี้ซ้ำซาก
ปีแล้วปีเล่า
พี่น้องเกษตรกรทั้ง 4
พืชไร่นี้ต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลใช่มั้ยครับ
ผมขอเรียนไว้เลยว่าตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
ความเดือดร้อนภาคเกษตรกรรมที่ทุกครั้งในอดีตที่ผ่านมา
แม้กระทั่งปี 2542
จะได้รับการสนองตอบจากภาครัฐบาลทุกครั้ง
จะเป็นเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ
ทางด้านราคาตลาดโลกตกต่ำ
ทางด้านการเมืองนั้น
ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น
และตัดสินใจได้
และสิ้นสุดได้ในประเทศไทยของเราเอง
แต่ในอนาคตมันไม่ใช่อย่างนั้นแล้วเพราะตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
มาตรการใด ๆ
ที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนภาคเอกชนจะต้องเข้าไปอยู่ในกรอบและกติกาของ WTO ด้วย
เวลาข้าวเปลือกยางพารา อ้อย
มันสำปะหลังราคาตกต่ำ
ก็มาขอให้รัฐบาลช่วยเหลือนั้นมติของคณะรัฐมนตรีถือว่าเป็นสิ้นสุด
มาตรการใด ๆ
ออกไปแล้วถือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่จะเอื้ออำนวยให้พี่น้องเกษตรกรได้ แต่จะเปลี่ยนไปเพราะปี
2000 เป็นต้นไป มันจะมีกติกา
หลักเกณฑ์และเพดานขององค์กรการค้าโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง
ในฐานะประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกด้วย
นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่นำมาให้ท่านผู้เกียรติเห็นว่า
มาตรการและกติกาเหล่านี้ ซึ่งที่ยกมาเป็นตัวอย่างเพียงนิดเดียวความจริงมีอีกมาก
พวกเราในห้องนี้รู้แล้วใช่มั้ยครับหรือยังไม่รู้
ตรงนี้อยากเรียนไว้ว่าคือภาพที่ผมเห็น และจำเป็นจะต้องเตรียมตัวกันไว้ เพราะนั่นคือยุคแห่งการแข่งขันเสรีตัวจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมตัวให้พี่น้องเกษตรกรก็ดีให้ผู้ซึ่งอยู่ในการผลิตสินค้า
7,000 กว่าชนิดนั้นก็ดี
ต้องมาพูดคุยในประเด็นนี้ให้ทราบกัน
แนวทางสำหรับปีหน้าเป็นต้นไปจะเข้าสู่ยุคที่นักธุรกิจที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
เคยได้รับกำแพงภาษีขวางกั้นเพื่อปกป้องดูแลคุ้มครองพวกเรานั้นต่อไปจะไม่มีแล้วนะครับ
อย่างที่ศูนย์สิริกิติ์แห่งนี้
ก็เป็นสำนักงานใหญ่ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
หลายครั้งที่ผมมาประชุมที่นี่
สภาอุตสาหกรรม ฯ
ของประเทศเรานั้นมีอยู่ 27
สาขาเราต้องการคำตอบตั้งแต่วันนี้แล้วนะครับผมเคยไปพูดกับพี่น้องสภาอุตสาหกรรม ฯ ว่า
ใน 27
สาขาของอุตสาหกรรมในประเทศไทยนั้น
หลังจาก 1 มกราคม 2543
ไปแล้วจะเหลือกี่สาขาที่สู้ที่จะแข่งขันกับสังคมโลกได้
ผมอยากทราบคำตอบวันนี้
ไม่ใช่รอให้มีปัญหาแล้วเราก็จะมาวิ่งกันหาคำตอบกันความเดือดร้อนมันเกิดขึ้นแล้ว
การที่ประเทศของเราต้องเดินหน้าต่อไปตามกติกาใหม่
แล้วกติกาใหม่เป็นกติกาที่ทั่วโลกต้องปฏิบัติตามกันหมดนั้น
ใหญ่ที่สุดคืออยู่ในกรอบของ WTO
ประเทศไทยเป็น 1 ใน 134 ประเทศ
อย่างจีนก็กำลังจะเข้ามาเป็นประเทศที่
135 สิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้เราจะต้องเตรียมตัว
และการเตรียมตัวของคนไทยทั้งชาติซึ่งได้รับผลกระทบหมด
1 มกราคมก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน
แต่มาตรการต่าง ๆ
จากผู้ที่เกี่ยวข้อง
และผู้ที่มีหน้าที่จะต้องให้สังคมไทยได้รับทราบในระยะนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
อนาคตของชาติทางด้านเศรษฐกิจจะมี
2 หนทางเท่านั้นเองที่จะชี้ความอยู่รอด
ความรุ่งเรืองหรือความหายนะของแต่ละชาติที่เป็นสมาชิกของสังคม
นั่นก็คือความสามารถที่เราจะหาเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ชีวิตและวงเศรษฐกิจของคนไทย 2
แนวทางนั้นคือการส่งออกและการท่องเที่ยว
จะเป็นวิถีทางที่ชัดเจนที่สุดในอันที่จะนำสิ่งที่เงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่กระเป๋าของคนไทย
เราต้องช่วยกันหาคำตอบตั้งแต่วันนี้ว่า
การจะแข่งขันกับสังคมโลกอย่างไรเรามีมาตรการ
และยุทธศาสตร์อย่างไรตัวอย่างที่ผมยกมาให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ที่ง่ายที่สุดและชัดเจนก็คือ
ทั้ง 27
สาขาของสภาอุตสาหกรรมฯ
ซึ่งเป็นภาคเอกชนล้วน ๆ
ภายใต้ระบบเศรษฐกิจของเราจะต้องหาคำตอบอย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วมาหาคำตอบกันในภายหลังในหัวข้อแรกเกี่ยวกับการแข่งขันในด้านการส่งออก
ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักสำหรับอนาคตของแต่ละประเทศภายใต้กติกาใหม่ของการค้าเสรี
ความสามารถด้านการแข่งขันจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่โรงงานผู้ผลิตเหล่านั้น
จะไม่มีกำแพงภาษีที่จะมาปกป้องคุ้มครอง
และจะไม่สามารถนั่งรอคอยเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลได้อีกต่อไป
มีอะไรบ้างจากแผ่นดินไทยที่เราจะสามารถส่งไปขาย
สู้กับเขาได้ในโลกเวลาเราจะดูตัวเลขรายได้เข้าประเทศด้านการส่งออกนั้นผมได้ใช้แนวนโยบายตรงนี้มาหลายปีแล้ว
ตั้งแต่อยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรมหลายสมัยเวลาเราจะดูว่าความสามารถด้านการส่งออกของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
เราคงไม่ดูเพียงแค่ตัวเลขรายได้เข้าประเทศเท่านั้น
สมมติว่ามีบริษัทหนึ่งส่งออกปีหนึ่ง
1 พันล้านบาท
เราก็คิดว่าเป็นบริษัทแถวหน้าที่น่าชื่นชมยกย่องแต่ไม่ได้แปลว่าอนาคตของบริษัทนั้นจะมั่นคง
เพราะคำถามที่สองก็คือในจำนวนรายได้เข้าประเทศจากการส่งออก
1พันล้านนั้น บริษัทเดียวกันได้สั่งวัตถุดิบเข้ามาเป็นจำนวนเงิน
890 ล้านบาทเป็นต้น
ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง
ในอนาคตถ้าเราจะขายแข่งขันกับสังคมโลกหารายได้เข้าประเทศเรา
โดยที่เรายังจำเป็นต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างชาตินั้น อันตรายนะครับ
เราจะต้องมาเตรียมตัวเราว่าด้วยทรัพยากรทีมีอยู่ในแผ่นดินไทย
ที่เราจะสามารถแปรรูปนำมาเข้าสู่ระบบการผลิต
และส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ
โดยวัตถุดิบเหล่านั้นไม่ต้องสั่งเข้าจากต่างชาติไม่ต้องพึ่งพาเขานั้นเรามีอะไรอยู่บ้าง
3
ปีที่ผ่านมาเรามีบทเรียนที่เจ็บปวดสำหรับคนไทยทั้งชาติมาแล้ว
นั่นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนและเป็นบทเรียนราคาแพงที่จะเป็นจัดเริ่มต้นที่เราจะต้องเอามาทำให้แน่ใจว่า
อย่าให้บทเรียนเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
กติกาใหม่ของโลกาภิวัตน์จะเริ่มมีผลใช้บังคับเดือนมกราคมเป็นต้นไป
แนวทางที่จะต้องต่อสู้ในระบบเศรษฐกิจเสรีนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจส่งออกที่ไม่พึ่งพาวัตถุดิบจากต่างชาติ
ตรงนี้เป็นแนวทางที่อยากจะเรียนไว้เบื้องต้น
ในส่วนที่จะเลี้ยวเข้ามาสู่รายละเอียดของการส่งออกนั้น
700
ปีในประวัติศาสตร์ของไทยอยู่บนพื้นฐานของเกษตรกรรม ใน 60
ล้านชีวิตนั้นคนส่วนใหญ่ของชาติอยู่ในสังคมชนบทและสังคมเกษตรกรรม
เพราะนั่นคือรากแท้จริงของคนไทยเรามาถึงวันนี้เราจะเห็นว่าผลิตผลต่างๆของภาคเกษตรกรรมนั้น
ได้เข้าสู่ระบบการแปรรูป
การส่งออกทำรายได้ให้ประเทศไทยปีหนึ่งหลายแสนล้านบาทนั้นอยู่บนพื้นฐาน
ของสิ่งที่ไม่ต้องสั่งเข้าวัตถุดิบน่าจะเป็นแนวทางหลักที่ควรจะส่งเสริมให้เป็นทางหลักที่จะผลิตผลิตผลของประเทศเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศได้
และยังเกื้อกูล ยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่คนในชนบทด้วยพูดแค่นี้ไม่พอครับเพราะเราจะต้องลงลึกไปกว่านั้นอีก
มีหลายประเด็นที่เกี่ยวกับภาคเกษตรกรรม
ซึ่งน่าจะเป็นตัวหลักของเศรษฐกิจของชาติแต่ในขณะนี้มองดูแล้วมันมีปัญหา
เป็นปัญหาซึ่งผมเชื่อว่าอยู่ในระดับที่สามารถจะแก้ได้
เพราะอย่างไรเราก็หนีไม่พ้นที่เราจะต้องยืนบนขาของตัวเอง
พึ่งพาทรัพยากรจากแผ่นดินไทยของเราเอง
อย่ามัวไปหวังพึ่งใครเลยครับหลวงวิจิตรวาทการเขียนให้พวกเราอ่านเมื่อ
50 กว่าปีมาแล้วว่าไทยต้องช่วยไทย
อย่ามัวพะวงหลงใหลว่าชาติไหนเขาจะช่วย
ท่านเขียนไว้ล่วงหน้านานแล้วนะครับ
ถ้าเรามัว
คิดว่าคนนู้นคนนี้จะมาช่วย
นั่นคือแนวความคิดที่ทำให้เราจนมาในช่วง
3-4
ปีที่ผ่านมาเราต้องยืนบนขาของเราเองด้วยภูมิปัญญาไทยของเราเอง
ทรัพยากรจากแผ่นดินไทยของเราเอง
ซึ่งมีมากมายแต่วิธีการวางยุทธศาสตร์ของเราบางครั้งเราไปถูกชี้นำโดยแนวความคิดที่มาจากต่างประเทศ
ซึ่งเป็นแนวคิดที่เขาก็ต้องคิดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับต่างประเทศในที่สุดเราก็เลยเดือดร้อน
แต่เราได้รับบทเรียนแล้ว
เราจะต้องมาทบทวน
มาพิจารณาตัวของเราเองว่าจากทรัพยากรที่เรามีอยู่ภูมิปัญญาที่มีอยู่
ที่จะมาสร้างความแข็งแรงให้กับอนาคตของประเทศของเราได้ในประเด็นที่อยากยกตัวอย่างจะเห็นได้เลยว่าผลิตภัณฑ์จากภาคเกษตรกรรม
หรือผลิตภัณฑ์อาหารนั้นเป็นความมั่นใจของเราได้ที่สามารถจะวางรากฐาน
และความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจของเรา
เพราะเรายืนอยู่บนขาของเราเอง
เป็นสิ่งที่น่ายินดีก็คือประเทศของเรานั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลิตผลทางภาคเกษตรกรรม
และ
ผลิตผลทาง้านอาหารของเราก็กำลังเป็นที่ยอมรับเลื่องลือในตลาดโลกโดยเฉพาะสังคมของคนรวยในยุโรปตะวันตกสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าถ้าเราสามารถจะนำสิ่งที่เป็นวัตถุดิบในประเทศของเราเข้ามาสู่ระบบการส่งออก
เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศได้ตามกติกาใหม่ของสังคมโลกผมขอขีดเส้นใต้ตรงคำว่า
ตามกติกาใหม่ซึ่งผมขอเรียนว่าเป็นกติกา
ซึ่งเราจำเป็นต้องเข้าสังคมโลกในระยะ
10
ปีมานี้ได้ให้ความสนใจในเรื่องของสุขภาพของมนุษยชาติมากในทุกประเทศทั่วโลกที่เราได้เห็นจากสื่อมวลชนในแขนงต่าง
ๆ
มนุษยชาติได้หันมาให้ความสนใจทางด้านสุขอนามัย
และ การบริโภค
อาหารสุขภาพ ปลอดสารพิษ
พวกเราคงได้ข่าวว่าที่อังกฤษต้องฆ่าวัวหลายแสนตัวเมื่อไม่นานนี้
หรือที่ฮ่องกงที่ต้องฆ่าไก่เป็นล้านตัว
เมื่อไม่นานมานี้มาเลเซียยังต้องฆ่าหมูเป็นแสนตัว
หรือเบลเยียมก็ตาม
สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรให้ประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก
หรือที่เรียกว่า net food exporter
ไม่ใช่ทุกประเทศจะสามารถเป็นแบบนี้ได้นะครับแต่ประเทศไทยเราเป็นได้เพราะเรามีความอุดมสมบูรณ์ในด้านวัตถุดิบจากภาคเกษตรกรรมที่แปรสภาพเป็นอาหารขณะเดียวกันนั้น
ประเทศผู้สั่งซื้อที่เป็นประเทศรวย
มีเงินมาก เขาได้ส่งสัญญาณให้เราทราบว่า
มาตรฐานทางด้านสุขอนามัย
การปลอดสารพิษเป็นมาตรฐานและกติกาใหม่ที่ประเทศไทยจะต้องเข้าสู่กติกาใหม่ด้วย
ไม่เช่นนั้นเขาก็จะไม่ซื้อตรงนี้เป็นแนวทางที่ผมเคยให้สัญญาณเตือนพี่น้องภาคเอกชนมาหลายปีแล้วว่า
เราจำเป็นที่สุดที่จะต้องเข้าสู่ระบบและกติกาเหล่านี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลอดสารพิษสุขภาพอนามัยที่ต้องมีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของเรา HACCP
ก็เป็นมาตรฐานหนึ่งของกติกาใหม่
ระบบ ISO ต่าง ๆ
ก็เช่นกัน CODEX
ก็เป็นมาตรฐานใหม่
แล้วระยะหลังนี้มีออกมาอีกที่กำลังเล่นกันอยู่ในสังคมนานาชาติคือ
GMO
เราจะต้องตามสิ่งเหล่านี้ให้ทันว่าประเทศผู้สั่งซื้อเขาวางกติกาใหม่อย่างไรบ้าง
ทางด้านการส่งออกมีอยู่ 2
ประเด็นที่อยากนำเรียนตรงนี้สำหรับอนาคตและจะต้องรีบทำโดยเร็วด้วย
นั่นคือรายได้จากการส่งออกผลิตผลเกษตรกรรมในขณะนี้ยังกลับไปไม่ถึงภาคเกษตรกรผมยกตัว
อย่างเมื่อปี
2541ประเทศไทยส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกประมาณ6.5
ล้านตัน
เป็นประวัติการณ์ว่าประเทศไทยเป็นประเทศส่งข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก
แต่ผมไม่ดีใจครับที่เราเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการส่งออกข้าวเพราะ
ขณะที่ประเทศเราเป็นอันดับหนึ่งส่งออกข้าว
แต่ในประเทศเราคนที่ปลูกข้าวกลับเป็นกลุ่มที่จนที่สุดในประเทศ
ผมพยายามจะบอกว่าขณะที่เราเตรียมตัวเข้าสังคมโลกนั้น
เราต้องเตรียมทั้ง
60
ล้านคน
เนื่องจากผมได้สัมผัสกับพี่น้องชนบทอยู่ตลอดเวลาผมมักจะคิดถึงคนเหล่านั้นว่ามาตรการเหล่านี้
นโยบายและแผนงานเหล่านี้
จะส่งประโยชน์ให้กับคนไทยสักกี่คนหรือจะส่งประโยชน์ให้กับคนไทยที่อยู่แถวถนนสีลม
สาทร หรือสุริวงศ์เท่านั้น
คืออยู่แต่ในแวดวงของสังคมคนเมืองเท่านั้น
ผลจะออกไปสู่พี่น้องที่เป็นคนส่วนใหญ่ของชาติ
ที่ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงหรือเปล่าในความรับผิดชอบของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศชาติ
จำเป็นที่จะต้องมอง
เพราะถ้าคน 60
ล้านชีวิตเป็นความรับผิดชอบหลักของผู้บริหารประเทศ
สิ่งที่เราจะต้องช่วยต้องมองและชี้นำเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในอันที่จะนำประเทศไทยและคนทั้ง
60
ล้านเข้าแข่งขันกับสังคมโลกนั้นเป็นสิ่งที่ผู้บริหารประเทศต้องรับผิดชอบอีกมุมหนึ่งก็คือเราได้เห็นการสนับสนุน
และ
ส่งเสริมการส่งออก
เพื่อเป็นแนวทางหลักสำหรับอนาคตของชาติ
ในอันที่จะนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ชีวิตของคนไทย เราได้ยินคำว่า export promotion
การส่งเสริมการส่งออกกันมานานแล้ว
ในขณะนี้มันก้าวไกลไปถึงอีกระดับหนึ่งแล้ว
คือขณะที่เราส่งเสริมการส่งออกอยู่ในประเทศไทยนั้น
ตอนนี้ไปถึงระดับมาตรการและกติกาของประเทศผู้สั่งเข้า
ผมได้มีโอกาสไปประเทศผู้สั่งเข้าผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยได้ไปพบพูดคุยกับผู้สั่งเข้าเหล่านั้นแล้วได้เห็นความชัดเจนในส่วนหนึ่งที่ในอดีตเราไม่เคยทำกันมาก่อน
แต่จะต้องเร่งทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น
คือจะต้องไป
เจรจากับหน่วยราชการหรือผู้ที่มีอำนาจในประเทศผู้สั่งเข้าซึ่งเป็นคนกำหนดกติกาการสั่งเข้า
เพราะเรื่องกำแพงภาษีนั้นเลิกพูดกันได้แล้วครับ
ไม่มีอีกแล้ว
มีแต่สิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า
non tariff barrier
หรือสิ่งที่เป็นกติกาใหม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับภาษี
มันจะยากที่เราจะต้องปฏิบัติตาม
แต่เราก็ต้องทำบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่ามีกติกาเหล่านี้อยู่
แต่เราจำเป็นต้องรู้แล้ว
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารและรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยคือ
ผู้ที่มีอำนาจในประเทศผู้สั่งเข้าเหล่านั้น
ได้วางกติกาอะไรไว้บ้าง
เราก็ผลักดันส่งออกไปเรื่อย ๆ
เรารู้มั้ยครับว่าของเหล่านั้นมันเข้าประเทศพวกนั้นได้หรือเปล่าหรือมีอุปสรรคอย่างไรบ้างในขั้นตอนของการสั่งเข้า
ท่านที่เป็นนักธุรกิจอยู่ตรงนี้คงจะเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังพูด
ผมได้ไปพูดคุยกับผู้ผลิตหลายท่าน
น่าสงสารจริง ๆ
เพราะของไปติดอยู่ที่ท่าเรือ
เอาออกไม่ได้เนื่องจากไม่มีเอกสารบางส่วนที่เขาต้องการ สิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้ถ้าเราช่วยกันทำในระหว่างหน่วยที่มีอำนาจในฝ่ายรัฐบาลไทยกับหน่วยที่มีอำนาจในฝ่ายรัฐบาลผู้สั่งซื้อซึ่งจะช่วยได้มากหน่วยงาน
FDA
ในต่างประเทศกลายมาเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจมากที่สุด
เพราะจะเป็นผู้ที่กำหนดกติกาหรือเงื่อนไขที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผลิตภัณฑ์อาหารเข้าประเทศของเขา
ตรงนี้
FDA
ของประเทศไทยจะต้องทำการบ้านมาเพื่อจะสร้างความเข้าใจและข้อตกลงกันระหว่างรัฐต่อรัฐ
เพื่อให้สินค้าของไทยเข้าออกประเทศเหล่านั้นได้อย่างสะดวกตัวอย่างตรงนี้นำมาให้ฟังในระดับปฏิบัติระดับล่างเพื่อให้ท่านผู้มีเกียรติได้เห็นว่า
ถ้าจะพูดถึงมาตรการใด ๆ
จะต้องคิดถึงคนไทยส่วนใหญ่
และมาตรการใด ๆ
จะต้องคิดให้ตลอดตั้งแต่ ก.ไก่ถึงฮ.นกฮูกเลยว่า จะติดขัด
หรือมีอุปสรรคตรงไหน
ทั้งด้านส่งออกจากประเทศไทยและตามไปดูในด้านสั่งเข้าของ
ประเทศคู่ค้าสิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของอนาคตทั้งหมดที่พูดมานี้จะเกิดขึ้นแน่นอน
และเราจะต้องเตรียมตัวแต่ที่ผมทราบจากท่านนายกสมาคมพ่อค้าไทยฯวันนี้คือท่านผู้ที่ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่เราเรียกกันว่า SME นั้น ผมขอเรียนว่า 30
กรกฎาคม2540
ผมเป็นเจ้าภาพประชุมเอเปคที่โรงแรมแชงกรีลา
ได้รับคำถามจากสมาชิกและสื่อมวลชนต่างประเทศมากมายในคืนวันนั้นว่า
อนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทยทางด้านอุตสาหกรรมจะเป็นอย่างไร
ผมได้ตอบไปว่าอนาคตคือ SME เพราะ SME
คือ 90 เปอร์เซ็นต์ของโรงงานภาค
real sector หรือฐานการผลิตตัวจริงในประเทศไทย
เพราะฉะนั้นตัวจริงในเศรษฐกิจของชาติไม่ใช่บริษัทใหญ่
ๆ แต่เป็นขนาดเล็กและขนาดกลาง
ซึ่งเป็นสถิติที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ขึ้นทะเบียนไว้ด้วยและส่วนใหญ่มีคนไทยเป็นเจ้าของทั้งสิ้น
ถ้าหากจะย้อนมาที่นโยบายแม่บทที่พูดถึงไว้ตั้งแต่ตอนต้น
เราเอาภูมิปัญญาไทย
ทรัพยากรจากแผ่นดินไทยและธุรกิจที่เป็นของคนไทย
เราก็ต้องเลี้ยวมาดู
SMEตรงนี้คือสิ่งที่จะขอเรียนว่าเป็นฐานตัวจริงของประเทศซึ่งผมก็มองอยู่ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านมองมาโดยตลอดไม่เปลี่ยนแปลงว่า
ตัวจริงของเศรษฐกิจของประเทศชาติคือฐานการผลิตไม่ใช่ธุรกิจบริการผมก็หวังว่าส่วนใหญ่ของท่านผู้มีเกียรติในที่นี้ก็จะเข้าใจที่ผมได้วางไว้ในระยะเวลาที่ถูกกำหนดให้ ผมขออนุญาตพูดเพียงเท่านี้
ที่จริงมีสิ่งที่อยากจะมาคุยให้ฟังมากมาย
แต่คงให้ผู้มีเกียรติท่านอื่นในการพูดให้ฟังว่าวิสัยทัศน์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร
วันนี้ยังไม่ได้พูดออกไปเลยครับ
อีกส่วนหนึ่งของอนาคตของชาติที่จะหารายได้ให้ประเทศคือเรื่องการท่องเที่ยวนั้นจะหากันอย่างไร
และยังไม่ได้พูดเลยว่าใน 70,000
หมู่บ้านทั่วประเทศไทย 7,200 ตำบล 76
จังหวัด 60 ล้านชีวิต
เราจะทำอย่างไรกันดีสำหรับแผนงานในอนาคต
เพราะเวลาไม่มีถ้าวันหลังสมาคมพ่อค้าไทยฯ
ชวนผมมาคุยอีกสักรอบจะได้มาคุยให้ฟังว่า
ผมเห็นภาพอะไรในอนาคตสำหรับ
ประเทศของเราและผมอยากจะทำอะไรให้คนไทยเหล่านั้นมีความพร้อมที่จะออกไปสู้กับเขาในสังคมโลกให้ได้
ผมจะมาคุยต่อให้ฟัง
วันนี้ต้องขอขอบคุณสมาคมพ่อค้าไทยฯ
อีกครั้งและเชื่อว่าสาระแม้จะมีไม่มากนัก
แต่ขอให้เป็นประโยชน์
และถ้าจะเป็นประโยชน์มากถ้าท่านผู้มีเกียรติเก็บไว้ไปคิด
ปรึกษากัน
หรือวิพากษ์กันในกลุ่มธุรกิจตัวจริงที่เป็นตัวหลักของเศรษฐกิจของชาติ
ผมก็จะดีใจและเชื่อว่าพวกท่านทั้งหลาย
คือตัวจริงของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ผมอยากเห็นคนไทยมีความพร้อม
เพราะผมเชื่อในความเป็นคนไทย
ผมเชื่อว่าคนไทยสู้ได้ครับสู้กับมาเลเซีย สิงคโปร์
หรือใครก็ได้
ขอให้เรามีความเข้าใจว่าอนาคตที่รอเราอยู่ข้างหน้านั้นมันเป็นอย่างไร
เราจะได้เตรียมตัวเราได้อย่างถูกต้องที่จะออกไปสู้กับเขาผมเองพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกับคนไทยทั้งชาติที่จะออกไปสู้กับเขาในโลกยุคโลกาภิวัตน์ด้วย
อยากจะขอใช้เวลาตรงนี้เพียงเท่านี้
ขอบคุณมากครับ |