clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
Social.jpg (15367 bytes)


   ตัดตอนจากการอภิปรายเรื่อง "สังคมไทยกับ Digital Economy"

  
โดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
   เนื่องในโอกาสเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง

  
"ประเทศไทยอีก 5 ปีข้างหน้า กับ Digital Economy"
  
จัดโดยสมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ไทย (ATCI)
   ณ ห้องประชุม Metro Campus บมจ. เมโทร ซิสเตมส์ คอร์ปอเรชั่น

  
(สุขุมวิท 103)
   วันพุธที่ 28 เมษายน 2542


dot.gif (41 bytes)


Pulse Energy

     ถ้าใครได้อ่านหนังสือ USA Today ล่าสุดรายงานว่ามีการค้นพบ digital pulse technology จะเห็นว่าเลิกได้แล้วครับ  สำหรับเรื่อง frequency allocation   ที่กำลังเขียนกฎหมายเพื่อแย่งคลื่นกัน   ทะเลาะกันไม่รู้จบอยู่ทุกวันนี้ คนอื่นเขากำลังจะใช้ pulse energy คือ
   อาศัยไปกับ radio energy     เพราะฉะนั้นจะไม่มีปัญหาเรื่องการจัดสรรความถี่อีกต่อไป แล้วถ้าตรงนี้สำเร็จ ตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและขอจดสิทธิบัตร อันนี้เป็น invention ใหม่ เป็น another breakthrough


ทุกอย่างเล็กลง แต่จะเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว

     ต่อไปข้างหน้าระบบเรดาร์ ระบบ GPS สามารถมี accuracy ลงไปถึงขนาดที่รถแทรกเตอร์จะสามารถไปไถนาได้เอง  โดยไม่ต้องมีคนคุม เรดาร์ที่ติดที่บ้านจะสามารถแยกออกระหว่างแมวกับคนได้ ทำให้ไม่ alarm ตลอดเวลา มัน detect  ได้ละเอียดขนาดนั้น   ทำให้ทุกอย่างเล็กลง    อย่าง   cellular phone   จะเล็กลงมาก  cell ของ base station จะสามารถรองรับ subscriber ในบริเวณเดียวกันได้ถึง  2,000-20,000 คน     ระบบนี้จะเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว Bill Gates เขาบอกว่าเทคโนโลยีของ Microsoft จะเปลี่ยนทุก 18 เดือน แต่การเปลี่ยนแบบ pulse energy มันเป็นการเปลี่ยนอีกเรื่องหนึ่งเลยนะครับ


ยุค 2000 เป็นยุคของอัตราเร่ง

      ทีนี้มาดูเรื่องของ organization ภายใต้ digital economy ในยุค 80 organization เรามุ่งเรื่อง quality พอในยุค 90 เรามุ่งที่ process เป็นเรื่อง reengineering พอยุค 2000 จะเป็นยุคของ velocity   หรือความเร็ว จะกลายเป็นหัวใจสำคัญมาก อย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่     จากที่ Bill Gates เขียนเรื่อง Business @ the Speed of Thought    นั่นคือต้องมี nervous system ที่ดี ต้องมี information feed อย่างสม่ำเสมอและดี มันถึงจะมี velocity ตรงนี้


การแข่งขันจะอยู่ที่ความเร็ว

     DT จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร การแข่งขันจะอยู่ที่ speed  เช่น   การ  respond quickly, access quickly, change quickly องค์กรก็จะกลายเป็น learning organization ที่มีเครือข่ายเป็น digital nervous system
ทุกองค์กรจะต้องเพิ่มไอคิวให้กับองค์กรของตนเอง จะเพิ่มได้อย่างไร นั่นคือต้องให้คนในองค์กรของตนเองฉลาดขึ้นโดยต้องมีระบบ nervous system ที่ดี ระบบข้อมูลที่ feed ให้เขาสามารถมี judgement หรือมี decision making ตลอดเวลา


องค์กรต้องมีความโปร่งใสสูง    

     จะไปสู่จุดนี้แสดงว่าองค์กรต้องมี transparency สูงมาก เพราะความลับจะเริ่มเหลือน้อยลง   สังเกตดูนะครับว่าผมเน้นเรื่อง transparency ตลอดเวลา   เราเคยชินอยู่กับวัฒนธรรมที่ทุกอย่างเป็นความลับ    กลัวคนอื่นจะเลียนแบบ แต่วันนี้เป็นเรื่องของการที่โลกกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่ถูกเปิดเผยแล้ว และถูกเลียนแบบแล้ว เราก็ต้องมาคิดใหม่อีก ผู้ชนะคือผู้คิดเกมใหม่นะครับ ถ้าใครคิดเล่นเกมของคนอื่น   โอกาสชนะไม่มีหรอกครับ เราต้องคิดเกมให้คนอื่นเล่น อย่าไปเล่นเกม IMF อย่างที่เป็นมาเลยครับ


กลายเป็น Learning Organization

     องค์กรจะปรับเปลี่ยนจาก functioning organization  เป็น  process-oriented organization   และในที่สุดก็กลายเป็น learning organization
ระบบการบริหารจะไม่เป็น hierarchy อีกต่อไป จะเป็นลักษณะของเครือข่ายที่เป็น node แต่ละระดับการบริหารทุกคนจะเป็น node และจะโยงใยกัน ข้ามไปมากันได้ ไม่มีการมาบอกกันว่าคนนี้มาข้ามหัวอีกต่อไป organization เกือบจะเหมือนกันหมด เป็นลักษณะ networking หมด เพราะฉะนั้นใครกำลังทำธุรกิจอยู่ ให้รีบไปปรับ organization ของตัวเอง  แต่จะปรับได้อย่างนั้น ต้องมี digital nervous system ของตัวเองที่แข็งแรง ระบบการไหลของข้อมูลต้องดี ไม่เช่นนั้นจะไป networking ไม่ได้


อย่าต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

     ผมอาจจะพูดอะไรที่เร็ว แต่ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มาแน่นอน
Change before you are forced to change.
อย่าไป resist มัน ต้องพยายามขี่บนจรวดลำนี้ให้ได้ ไม่ใช่พอเห็นจรวดมา ไปด่าจรวด ไม่ได้นะ ต้องขึ้นขี่เลย  เราจะได้ไปเร็วด้วย ขี่แล้วก็ต้องเกาะให้แน่น ประเดี๋ยวจะร่วง


การติดต่อสื่อสารคือปัจจัยสำคัญ

     communication ก็ยังจะเป็น key factor ที่จะทำให้ flow ของ information ไปได้ดี มันจะสอดคล้องกับที่เรียกว่า Network organization  becoming  learning  organization.  เพราะฉะนั้นระบบ communication ก็จะเป็นหัวใจสำคัญ จะไม่มีคำว่า  centralized  หรือ  decentralized  อีกต่อไป จะเป็น networking organization หมด ทุกอย่างจะอยู่ที่ nervous system ของ organization นั้นหมด


รัฐต้องเป็นผู้นำในการปรับตัว

     เรามาดูภาครัฐกับการเมืองบ้าง รัฐต้องเป็นผู้นำในการปรับตัวให้เข้ากับ post information age ในปี 2000 เรายังไม่ได้เตรียมตัวอะไรกันเลยนะครับ เพราะเราใช้ปี 2543 เราเลยไม่ได้ทำอะไรเลย  Y2K   เป็นคู่แข่งซิป YKK หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ  รัฐบาลจะต้องเป็นตัวนำครับ   ต้องเป็นรัฐบาลประเภท  open  and internetworked government  คือเราต้องพยายามเปลี่ยนรัฐบาลปัจจุบันที่เป็น   very  analogue  government   ให้เป็น digital ให้มากที่สุด กระทรวงทบวงกรมทุกแห่งต้องมีอินทราเน็ตเป็นของตัวเอง ต้อง cross กันเป็นเอ็กซ์ทราเน็ต แต่การกลายเป็นอินทราเน็ตของประเทศไทย ตรงนี้ต้องทำเร็วเราถึงจะทันโลก


รัฐบาลต้องสามารถสร้างและใช้ Network

     ถ้าเราคิดว่าไม่ทำตรงนี้ เราก็จะล้าหลังไปเรื่อยๆ อีกหน่อยเราจะแข่งกับเวียดนาม พม่าก็กำลังจ่อเข้ามา ผมเสียใจมากที่เรายิ่งทำกันไปกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้  เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐต้องรีบสร้าง networking  ต้องรีบสร้าง digital nervous system  และต้อง transform รัฐบาลให้ไปสู่การเป็น   internetworked government  ให้ได้ รัฐบาลต้องสามารถสร้างและใช้ network เพื่อเชื่อมโยงกับประชาชนและสังคมให้ได้


ต้องติดตั้งอินเตอร์เน็ตในระดับตำบล

     ผมเคยประกาศว่าผมจะติดตั้งอินเตอร์เน็ตในระดับตำบล ให้ทุกตำบลมี  homepage   ของตัวเองให้ได้  เพื่อสามารถเชื่อมโยงระหว่างตำบลได้หมด แล้วก็ให้เด็กบ้านนอกที่อยู่ในตำบลบ้านนอกนี่แหละ มีความสามารถ access information ได้เท่ากับเด็กที่กรุงเทพฯ เป็นการ
ลดช่องว่างการเข้าสู่ข้อมูลระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบทให้น้อยลง เพราะถ้าไม่แก้ไขมันจะกลายเป็นช่องว่างที่เป็นปัญหามากขึ้น เราต้องพยายามทำในลักษณะก้าวกระโดด ให้เด็กชนบท สามารถเข้าสู่ข้อมูลได้เท่ากับเด็กกรุงเทพฯ    หรือเด็กนิวยอร์ค อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่ถ้าเราใช้มันให้เกิดประโยชน์ มันก็จะลดช่องว่าง แต่ถ้าไม่ใช้มัน มันจะเป็นตัวที่เพิ่มช่องว่างให้หนักยิ่งกว่าเก่า


ต้อง Modernize ประเทศไทย

     ต่อไปเรื่องระบบภาษี การให้บริการต่างๆแก่ประชาชน   หรือการเลือกตั้ง   การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต้องอาศัยผ่าน nervous system ไม่เช่นนั้นช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชนจะมากขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลจำเป็นต้อง modernize ตัวเอง ถึงเวลาปี 2000 ต้อง modernize ประเทศไทยแล้วครับ


เราต้องเป็น Knowledge Economy

      มาดูเรื่องของเศรษฐกิจ เราต้องเป็น knowledge economy คือระบบการกระจายการตัดสินใจต้องลงไปยังระดับล่างให้มากที่สุด เพื่อให้คนที่มีความรู้ สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกับข้อมูลที่มัน flow ไป และจัดการกับระบบ process ภายใต้ระบบของ digital nervous system ที่มันเป็นไป จะต้องพัฒนาคนให้มีความรู้ทางด้านนี้ให้มากขึ้น ต่อไปเรื่องของ bits จะกลายเป็นสินค้าแล้ว     เพราะมัน  digitize  ทั้งหมด   Bits becoming goods. ทุกอย่างจึงเป็นสินค้าหมด อะไรก็แล้วแต่
ต้อง  convert เป็น digital หมด    การ convert ต้องระวังด้วยนะครับ พรรคการเมืองบางพรรคมีปัญหาเรื่อง DAAD (การแปลง digital เป็น analogue และการแปลง analogue เป็น digital) เป็นเรื่องของ converter ที่ไม่ work


นายหน้าจะหมดอาชีพ

     เศรษฐกิจข้างหน้า middle man จะมีปัญหาครับ ถ้าพวกเขาไม่รู้จักคำว่า add value พวกเขาจบเลย ทำไมนายลี กวนย ูถึงโวยเรื่องอินเตอร์เน็ตเหลือเกิน โวยว่าอยากให้เด็กเอเชียนั่งเฝ้าอยู่หน้าจอทั้งวันเหรอ โวยเพราะอะไร เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศที่ร่ำรวยจากการเป็นนายหน้า อินเตอร์เน็ตจะทำให้นายหน้าหมดอาชีพ
เว้นแต่นายหน้านั้นจะเข้าใจวิธี add value


คิดจะก้าวกระโดด ต้องคิดแบบ Digital

     แล้วต่อไปข้างหน้าจะเป็นลักษณะของ innovation-based economy อย่างที่ผมพูดว่ามันจะมี break through new technology ตลอด  เพราะฉะนั้นคนเราจึงต้องมี   R&D  คือมีสมองที่  breakthrough ไปเรื่อยๆ วันนี้เราเอาของเก่าที่แข่งขันกันมาเป็น 10-20 ปีทิ้งไปเลย  เราต้องเขียนโปรแกรมใหม่ กระโดดไปข้างหน้าเลย
สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา อย่าไปเอาโปแกรมเก่า ๆ มาดัดแปลง  เพราะ convert ไม่ทันแล้ว ถ้าคิดจะก้าวกระโดด ต้องคิดแบบ digital


วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์จะสั้นลง

     เรื่องของ innovation-based economy เป็นสิ่งที่เราจะเห็นได้ชัดขึ้นแล้วก็คนทำมาหากินกับเทคโนโลยีจะต้องเข้าใจว่า  product life cycle   จะสั้นลงเรื่อยๆ   ดูอย่าง Sony ที่เขาคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ปีหนึ่งประมาณ 5,000 รายการ เพราะฉะนั้น
การลงทุนทางเทคโนโลยี ความสามารถของมันคือ จะต้องใช้ product ตัวนี้ให้นานที่สุดเท่าที่มันยังสามารถแข่งขันได้ การลงทุนเรื่องนี้เปลี่ยนเร็วก็เจ๊ง เปลี่ยนช้าก็เจ๊ง ดังนั้นต้องหาความพอดีให้ได้