clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
vision.jpg (14239 bytes)


สัมมนาวิชาการเรื่อง "วิสัยทัศน์ประเทศไทยในปี 2000"
จัดโดยสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน 2542 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ผู้ร่วมสัมมนา:      พลเอกชวลิต    ยงใจยุทธ    หัวหน้าพรรคความหวังใหม่
นายกร    ทัพพะรังสี    หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา

พันตำรวจโททักษิณ    ชินวัตร    หัวหน้าพรรคไทยรักไทย

dot.gif (41 bytes)


ดนัย:    ถ้านาทีนี้คุณกรอยู่ฝ่ายค้าน ผมจะให้เต็มร้อยเลยนะครับ เพราะว่าฟังมาครึ่งชั่วโมงผมจับร่องรอยทางความคิดได้อยู่อย่างหนึ่งคือ เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากแนวคิดของทีมเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์     ผมขอสรุปแบบภาษาสื่อคือ ยุทธศาสตร์ในการบูรณะฟื้นฟูซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจคุณกรมีความเชื่อว่าสุดท้ายยุทธศาสตร์ของประเทศก็คือจะต้องพึ่งพาตัวเอง          พัฒนาจากจุดแข็งที่เป็นรากฐานของสังคมไทยของเราเองเป็นมุมที่น่าคิดพร้อมกับเตือนว่าตั้งแต่ปีหน้าเป็นตันไป คนไทยต้องตระหนักและอาจจะต้องรับภาระที่ต้องกระอักกับโลกาภิวัตน์ ซึ่ง
เป็นอาวุธใหม่ของมหาอำนาจในประชาคมโลก

            ในช่วงถัดไปขอกราบเรียนเชิญ    ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย สโลแกนที่บอกว่า คิดใหม่
ทำใหม่   หมายความว่าคิดออกแบบกล่องใหม่ หรือว่าคิดใหม่ในเนื้อหาสินค้าที่อยู่ภายในกล่อง ต่อไปนี้ก็ลองฟังวิสัยทัศน์ของดร.ทักษิณครับ

วิสัยทัศน์ประเทศไทยในปี 2000     โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร


ดร.ทักษิณ : ขอบคุณครับ เรียนท่านประธานจัดงาน ท่านนายกสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ท่านหัวหน้า
พรรคชาติพัฒนา ผมไม่เรียกว่าท่านเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาลนี้นะครับเพราะผมฟังคุณดนัยพูดแล้วผมมีความรู้สึกว่าคุณดนัยกำลังส่งสัญญาณว่าแนวคิดไม่เหมือนกัน แล้วอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

            ก่อนอื่นต้องขอแสดงความชื่นชมที่หลายท่านต้องเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาฟังเพราะผมเป็นคนที่สร้าง
เนื้อสร้างตัวจากการฟัง การอ่าน การพูดคุย เราจึงจะได้ความรู้ใหม่ ๆ ที่จะจุดประกายความคิดให้กับตนเอง เพราะว่าโลกไม่หยุดนิ่งครับ   โลกเคลื่อนไหวตลอดเวลา   ความคิดของมนุษย์เกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ในอเมริกามีหนังสือเล่มใหม่ออกมาทุก 1 วินาทีความรู้ในโลกมันจึงเยอะเราอ่านก็ไม่ทันแต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือฟังคนที่อ่านเยอะๆ อ่านมา 10 เล่ม มาพูดให้เราฟังแป๊บเดียวทำให้เราได้ความคิดใหม่ ๆ   นั่นคือสิ่งที่ผมสร้างความคิดและสร้างตัวเองมาตลอด     สังคมวันนี้จึงต้องเป็นสังคมที่เป็น   learning organization   คือสังคมที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาต่อเนื่อง    ถ้าไม่เช่นนั้นเราจะล้าสมัยทันที

            ก่อนที่ผมจะพูดถึงเรื่องปี 2000 ผมอยากจะย้อนอดีตสู่ปัจจุบันสักนิดหนึ่งว่า เราประสบปัญหาอย่างไรและโลก
กำลังจะไปทางไหน แล้วเราควรจะทำอะไร นั่นคือหลักที่จะพูดวันนี้ จริง ๆ แล้วเตรียมมาสำหรับ 2 ชั่วโมง เอาสัก 25 นาที ไม่รู้ว่าจะทำได้สักแค่ไหน ก็จะพยายามนะครับ ผมขอเริ่มที่วิธีคิดก่อน ปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้ และการที่จะไปข้างหน้าอย่างไรมันอยู่ที่วิธีคิดครับ วิธีคิดในอดีตที่ผ่านมา   เราอ่านตำรา   เราเรียนรู้จากความคิดที่ว่าโลกไม่ได้มีความเชื่อมโยงกัน แต่ละกิจกรรมอยู่ห่างไกลกัน ไม่มีความเกี่ยวพันกันเหมือนโลกวันนี้   เพราะฉะนั้นแนวคิดส่วนใหญ่จึงเป็นอิทธิพลของนักปราชญ์สมัยเก่าไม่ว่าจะเป็นพวกโซเครติสก็ดี   อริสโตเติลก็ดี เพลโตก็ดี     แต่วันนี้มันคนละเรื่องแล้วครับ    วันนี้ต้องไปในแนวคิดที่เป็นการคิดนอกกรอบเดิมที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า   lateral thinking  แบบทฤษฎีของดร.โบโนซึ่งมาพูดเมื่อไม่กี่วันนี้ที่เมืองไทย    ถ้าเรายังคิดวนอยู่ในกรอบเก่า   เราก็จะมีปัญหาอีกประการหนึ่งคือวิธีทำนายอนาคตของคนปัจจุบัน และคนในอดีต เขาทำนายอนาคตด้วยวิธีพล็อตกราฟ เอาสถิติเก่ามาพล็อต    ปีนี้เป็นอย่างนี้    ปีหน้าลากเส้นออกมา เพราะฉะนั้นปีหน้าจะเป็นอย่างนั้นอาศัยการลากเส้นนั่นผิดครับ เหมือนกับที่เราเจอแผน  8   ที่บอกว่าตั้งแต่ปี 2540 - 2544   เราจะโตอัตราเฉลี่ยที่ 8 เปอร์เซ็นต์   พอ 2541 มาเราก็ร่วงแล้ว 2542  ยิ่งไปกันใหญ่ อาจจะผงกขึ้นมานิดหนึ่งการคิดแบบพล็อตกราฟ    ที่เราใช้กันในช่วงทศวรรษที่ 70    แต่พอหลังจากท้าย ๆ ทศวรรษ 80   จนเข้า 90 โลกเปลี่ยนไปคนละเรื่องเลย       เพราะฉะนั้นส่วนผสมของการเป็นอดีตสู่ปัจจุบันกับส่วนผสมของการที่จะเป็นปัจจุบันสู่อนาคตนั้นมันเป็นคนละระนาบกัน   เพราะฉะนั้นการใช้วิธีการพล็อตกราฟลากเส้นจึงถือว่าผิด     ถ้าใครได้อ่านหนังสือของบิลล์ เกทส์ เรื่อง The Road Ahead   ก็จะเห็นชัดว่ามันคนละเรื่องจริง ๆ

            ดังนั้นวิธีบริหารยิ่งหนักเลยครับ ที่ผ่านมาเราบริหารแบบไม่มีกลยุทธ์เลย    ถ้าคนคิดแบบมียุทธศาสตร์ไม่
เป็นมันเหมือนกับพาพรรคพวกเดิน แต่ไม่รู้จะไปไหน เหมือนกับเราตื่นเช้ามาวันเสาร์อาทิตย์   รู้สึกเบื่อไม่อยากอยู่บ้าน เหนื่อยจากทำงานมาก็จริง แต่เสาร์อาทิตย์ก็ยังอยากออกไปข้างนอก ขับรถไปก็ไม่รู้จะไปไหน ไปเดินศูนย์การค้าก็เดินเรื่อยเปื่อย ไม่รู้จะซื้ออะไรเหมือนกัน เดินไปอย่างนั้นแหละ    แค่อยากจะพักผ่อน แต่ไม่มีกลยุทธ์ คือ ถ้าเป็นเรื่องการพักผ่อนก็แล้วไป   แต่นี่เป็นเรื่องของการทำชาติให้รอด ประเทศไทยวันนี้ไม่มีหน่วยงานที่คิดยุทธศาสตร์ของชาติ แล้วไม่มีใครคิดเรื่องนี้ครม.   ที่ประกอบด้วยคนที่มีอำนาจสูงสุดไปนั่งกันอยู่ 40 กว่าคน  ก็ไม่ได้คิดหรอกครับ คิดกันแต่ยุทธศาสตร์ว่าทำอย่างไรจึงจะรอดทางการเมืองเพราะปัญหาการเมืองมันมีขึ้นมาทุกวัน    และหลายคนก็ยึดเป็นอาชีพซะแล้วกลัวกันว่าจะตกงานเพราะฉะนั้นเลยยึดตรงนี้ให้ได้ทำอย่างไรจึงจะจัดการให้ตนเองอยู่ได้นานๆ    เรื่องประชาชนอยู่ได้หรือไม่ ค่อยว่ากันทีหลัง ขอให้รัฐบาลอยู่ได้ก่อนมันเป็นอย่างนี้ครับเพราะฉะนั้น
วิธีคิดเลยขาดยุทธศาสตร์

           ที่ตามมาอีกอันหนึ่งคือ   จากอดีตสู่ปัจจุบันเรายังขาดคำว่า good governance ผมไม่รู้จะแปลว่าอะไรเอาเป็น
ว่ามันมีคำภาษาอังกฤษอยู่ในคำแปลนี้ 2 คำคือ ความโปร่งใส  หรือ  transparency   กับเรื่องของสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและองค์กร หรือ accountability ซึ่ง 2 ตัวนี้เรามีปัญหา     ผลสุดท้ายจึงบริหารบ้านเมืองด้วยการเมืองเป็นหลักจนกระทั่งสังคมและทุกฝ่ายคิดว่าการบริหารประเทศได้นั้น ต้องมีความช่ำชองทางการเมืองสูง มันไม่ใช่ครับ

            ผมดีใจที่ท่านรองนายกฯ กรได้บอกว่า       เศรษฐกิจที่แท้จริงคือพวกท่านผู้ประกอบการทั้งหลายผมนึกว่า
เศรษฐกิจที่แท้จริง ชื่อธารินทร์ไม่ใช่นะครับ    ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเศรษฐกิจที่แท้จริงคือการเคลื่อนด้วยระบบธุรกิจซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะกระตุ้นให้ทุกอย่างเดินได้เพราะฉะนั้นการบริหารในอดีตจึงอาศัยระบบราชการ ใครมานั่งบริหารประเทศระบบราชการจะเป็นคนจัดการให้หมด   เอาใครมาก็ไดัที่ทั้งชีวิตไม่เคยทำอะไรขึ้นมาถึงเป็นรัฐมนตรีว่าการสั่งโป้ง ๆ ได้หมดเพราะระบบราชการช่วยอยู่ เมื่อก่อนระบบราชการแข็ง ข้าราชการก็แข็งแต่เดี๋ยวนี้อ่อนแอไปเยอะเพราะการเมืองเข้ามาทำลายระบบราชการไปมาก และกติการะบบราชการเองก็ไม่เอื้ออำนวยให้คนในระบบราชการ ได้มีความคิดใหม่ ๆ   ก็เลยทำงานเป็น routine เป็นหลัก    เพราะระบบไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นในหมู่ราชการ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นปัญหาหนึ่งเรามีนักการเมือง   แน่นอนครับว่าในระบบการเมือง      ใครรักกันมักจะเตือนว่าอย่าไปเล่นการเมืองนะ      ถ้าไม่เตือนนี่ถือว่าไม่รักกันนะเพราะการเมืองไทยเป็นระบบทำลายกัน เมื่อเป็นอย่างนี้จึงกลายเป็นโอกาสเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย ได้เดินเข้าสู่การเมือง   หลายคนจึงยึดการเมืองเป็นอาชีพ ก็ประสบผลสำเร็จ ประกาศทรัพย์สินมา สามีภรรยาไม่มีอาชีพแต่ร่ำรวยกันเป็นแถว

            คนที่มีความพร้อมที่จะเสียสละให้บ้านเมือง จึงไม่เข้ามาในวงการการเมืองที่จริงแล้วปรัชญาของการเมือง
เป็นเรื่องของความเสียสละที่ต้องเข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวม    ไม่ใช่บอกว่าตรงนี้เป็นอาชีพที่พวกคุณจะมายึดนะ    พวกคุณจะทำมาหากินอะไรก็ช่าง แต่ขอให้ข้าทำมาหากินด้วยคนละกัน มันไม่ใช่ครับ

            สังเกตดูนะครับว่าบริษัทของท่าน กว่าจะรับผู้บริหารแต่ละคน ท่านตรวจสอบคุณสมบัติหลายรอบทั้งความรู้
การศึกษา ประสบการณ์ ถึงจะรับเข้ามาบริหารบริษัทท่าน แต่นี่คือประเทศ    มันบริหารง่ายเหรอครับที่จะเอาใครก็ได้มาทำ      ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าระบบบริหารของเรายังเป็นปัญหาอยู่มาก     ระบบการเมืองขาดการถ่วงดุล รัฐธรรมนูญเก่าไม่มีการถ่วงดุลที่ดี     ผลสุดท้ายเกิดการเผด็จการในรัฐสภา แน่นอนครับว่ามีในสภา   ด่ากันไปเถอะครับ หลักฐานมีมากแค่ไหนก็ช่าง ถ้ามือมันเกินครึ่ง ยกมาทีไรก็ผ่าน     เพราะระบบถ่วงดุลในภาคประชาชนไม่มี เมื่อไม่มีใครจะทำอะไรก็ได้ ขออย่างเดียวครับว่าถ้าทำผิดขอให้พูดถูกไว้ 10 ครั้งก็กลายเป็นคนถูก ครับคนที่กล่าวหากลายเป็นคนผิดเองรัฐธรรมนูญใหม่ มีระบบการถ่วงดุลเกิดขึ้นมาถ้านักการเมืองยังปรับตัวไม่ได้ก็เหนื่อยแน่นอน เพราะสังคมข้างหน้าจะเรียกร้องสิทธิในการถ่วงดุลตรงนี้มากพอสมควร    การมีส่วนร่วมของประชาชนจะมากขึ้นท่านนายกฯ   อานันท์บอกว่า     สัญญาประชาคมต้องตกลงกันใหม่การเป็นผู้ให้และผู้รับของภาคเอกชนนั้นต้องจบ ต้องเปลี่ยนเป็นการมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นทุกคนต้องมีส่วนร่วมในเรื่องของบ้านเมืองมากขึ้น

            ทีนี้การบริหารจากอดีตสู่ปัจจุบันมีการคอร์รัปชันมาก    ซึ่งระบบคอร์รัปชันนี้ได้สร้างการส่งสัญญาณที่ผิดให้
กับระบบราชการ คนที่ดีกลายเป็นคนที่ต้องคอยตอบสนองคนที่ทำงานไม่ได้ดี    ระบบราชการจึงอ่อนแออย่างที่เห็นเรายังขาดการมองภาพรวม การเข้าใจปัญหาไม่ได้เข้าใจทั้งระบบ ต่างคนต่างทำงานเป็นท่อน ๆ ของตนเอง    วันนี้ประเทศบริหารกระทรวงครับมีรัฐบาลที่เรียกว่า เป็นรัฐบาลบริหารกระทรวง     ความจริงรัฐบาลต้องมีหน้าที่บริหารประเทศประเทศคือภาครัฐและภาคเอกชนรวมกันจึงถือว่าเป็นประเทศ รวมทั้งคน  62  ล้านคน

             แต่วันนี้กลายเป็นการบริหารแค่กระทรวง กระทรวงใครกระทรวงมันหลังจากแบ่งเค้กกันไปเรียบร้อยแล้ว
การร่วมมือกันระหว่างกระทรวง หรือการทำงานอย่างเป็นระบบการใช้พลังร่วมกันนั้นไม่มีครับ ไม่เชื่อถามท่านรองฯ กร สิว่าเงินที่บอกจะเพิ่มทุนให้ SME นั้นให้มาหรือยัง ยังหรอกครับเพราะว่าเป็นคนละพรรคกัน

             ทีนี้เรามาดูที่ปัจจุบันว่าเราจะเดินอย่างไร เรายังขาดยุทธศาสตร์ชาติครับ แม้กระทั่ง NPL ผมยังเห็นว่าวันนี้
ทุกอย่างที่พูดว่าจะแก้อย่างไรนั้น   ก็คือการแต่งบัญชีเพื่อจะให้    NPL  ลดลง จนเจ้าของแบงก์ทั้งหลายเขาทนไม่ไหวต้องออกมาพูดว่าการย้ายบัญชีอย่างนี้เพื่อ NPL ลด แต่ถ้ามารวมตรงนี้จะเห็นว่ามันไม่ได้ลดลงเขากำลังบอกรัฐบาลว่าคุณกำลังบอกให้เขาทำอะไร ส่งที่ให้เขาทำ   จริงแล้วไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา    คนที่เป็น  NPL ตอนนี้ที่ท่านรองประธานฯ มาเล่าให้ผมฟังเป็นคนที่หนักใจว่าจะแก้ปัญหาหนี้ของตัวเองอย่างไร ไม่ใช่ว่าไม่อยากชำระหนี้     แต่เขามองไม่เห็นอนาคตว่าถ้าชำระแล้วจะกู้ใหม่ได้หรือเปล่า เพราะอย่าลืมว่าการบริหารธุรกิจของนักธุรกิจนั้น    เราเติบโตด้วยระบบหนี้กันนะครับ แต่ถ้าอยู่ๆเขาตัดวงจรหนี้    นักธุรกิจก็ไม่รอดสิ ในเมื่อคุณไม่ต่อเชื่อมวงจร คุณจะให้ผมเอาเงินไปใช้หนี้ข้างเดียว ผมจะใช้ได้อย่างไร

           วันนี้ NPL   จึงไม่ใช้หนี้ เพราะวงจรไม่มีให้   ยิ่งมีการจับนู่นจับนี่   เดี๋ยวคนนี้ถูกห้ามออกนอกประเทศคือผม
ไม่ได้บอกว่าไม่ให้จับคนผิดนะ คนทำผิดต้องถูกจับแน่นอน แต่ไม่ใช่มุ่งจับโดยไม่มีกติกา    ผลสุดท้ายคนที่ทำงานอยู่ปัจจุบันไม่กล้าปล่อยกู้ครับ เพราะกลัวหนี้เสียครับ วันหน้าวันหลังกำลังเป็นมหาเศรษฐีอยู่ดีๆ กลับติดคุก คนเขากำลังกลัวอนาคตของตัวเอง   โรคความกลัวนั้นเป็นโรคที่น่ากลัวที่สุดธุรกิจที่ค้าขายบนความกลัวได้สตางค์เยอะครับคือไม่มีการมองภาพรวมที่จะทำให้ระบบมันเดิน เพราะระบบมันกลัวกันหมด    จึงกลายเป็นว่า NPL ไร้ทิศทาง ที่ผ่านมาเป็น
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า NPL จะแก้อย่างไรนั้น อีกสักครู่ผมจะกลับมาพูดเรื่องระบบของธนาคาร

             วันนี้เราเน้นเรื่องส่งออก แต่ผมกำลังห่วงนะครับถึงแม้ตอนนี้ส่งออกดี   ผมเพิ่งกลับจากจีน    จีนกำลังจะเข้า
WTO ผมไปเห็นสินค้าจีน คุณภาพดีมาก และราคาถูกมาก เนคไทเวอร์ซาเชของจีน    ถ้าไม่ใช่คุณเฉลิม กับคุณสนั่นดูก็ดูไม่รู้หรอกว่าของปลอม เหมือนของจริงเป๊ะเลย แต่ขายแค่ 200 บาท   ลองไปถามเวอร์ซาเชที่เมืองไทยเอาเข้ามาขายราคา 4,800 บาท   เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นลักษณะผลิตโดยใช้แรงงานอย่างเดียว   ไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ไม่มีวัตถุดิบเป็นของตัวเองต่อไปจะแข่งขันลำบากจีนจะเป็นคู่แข่งขันที่น่ากลัว

            ผมไปพบท่านนายกฯ จู หรง จี ผมคุยกับท่านว่าจีนกับไทยเจอกันทีไร   พูดถึงแต่เรื่องความสัมพันธ์หมดเวลา
พูดแล้วเพราะมันเกินความสัมพันธ์แล้วเราเหมือนญาติกันแล้วเพราะหลายหรืออย่างผมนี่ ด้านแม่ผมซึ่งมีผมเป็นรุ่นที่ 3 รุ่นที่ 1ทางแม่ผมนั้นเกิดที่เมืองจีนนะ เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีน มันแน่นอยู่แล้ว

            วันนี้มาคิดใหม่ดีกว่าว่า เราจะวางยุทธศาสตร์ใหม่ร่วมกันอย่างไรเราจะเป็นพันธมิตรต่อกันในเรื่องอะไรบ้าง
เพื่อจะรวมกันไปค้าขายกับต่างประเทศ แล้วเราจะเกื้อกูลกันอย่างไรบ้าง อย่าไปห่วงเรื่องพันธมิตรเลย    เราวางยุทธศาสตร์ร่วมกันดีกว่าเดี๋ยวผมจะพูดอีกทีเรื่องที่ผมคุยกับจู   หรง  จี  เรื่องทฤษฎี one third   ผมบอกท่านว่ามันคืออะไรตอนนี้เราแก้ปัญหาส่วนใหญ่ด้วยการย้ายปัญหาและกลบปัญหา มีประเด็นใหม่มากลบประเด็นเก่าบ่อย ๆ ว่าง ๆ ก็เอาประเด็นเสนาะขึ้นมา กลบประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตอนนี้คอร์รัปชันก็ยังสูงอยู่ moral hazard หรือเรียกว่าการส่ง
สัญญาณว่าคนทำไม่ดีได้ดีนั้น กำลังเกิดขึ้นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน      เศรษฐกิจวันนี้ที่ท่านรองฯ กร บอกว่าควรจะต้องเดินด้วยขาของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่จริงก็เดินกันอยู ่ แต่ใช้ขาเทียม     เพราะอย่างที่ผมเรียนว่านักธุรกิจครึ่งหนึ่งเป็น NPL เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจเดินวันนี้ เดินด้วยเงินที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบ    คือเงินของ NPL ส่วนหนึ่ง ส่วนที่แข็งแรงก็คือด้านการส่งออก แต่ก็ยังน่าห่วงอนาคต   ส่วนระบบธนาคารวันนี้มันล้มแล้วระบบของธนาคารที่โลกเรียกว่าเรา need new financial architecture จะเห็นว่าระบบวันนี้มันป่วย    คงจะต้องกลับมาดูว่าทำอย่างไรจึงจะเดินบนขา
จริง ที่ไม่ใช่ขาเทียมได้ปี 2000    เราต้องเผชิญอะไรบ้าง      แน่นอนครับว่าคำพูดที่ก้องหูตลอดเวลาก่อนหน้าปี 2000 มานานแล้ว อย่างที่ท่านรองฯกรพูดไปเมื่อสักครู่คือ globalization หรือโลกาภิวัตน์ เป็นความเชื่อมโยงกันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกทางด้านเศรษฐกิจ   สิ่งเหล่านี้จะกัดกร่อนอำนาจรัฐต่อไปรัฐเองจะถูกกดดันจากนานาประเทศในแง่การแก้ไข  เปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือในการออกกติกาการลดภาษีรายได้ของรัฐลดลงแน่นอนครับ เพราะเกิดจากระบบการค้าเสรี     แต่ขณะเดียวกันวันนี้เราสร้างหนี้เพิ่มขึ้น    ภาระดอกเบี้ยประชาชนมากขึ้น อนาคตรัฐบาลจะหาทางเก็บ
ภาษีได้น้อยลง    ผลสุดท้ายก็ต้องกลับมาเก็บภาษีคนในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   วันนี้หนี้เราขึ้นไปประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของ GDP    และจะขึ้นต่อไปอีกหลังจากโอนภาระของกองทุนฟื้นฟูเข้ามาสิ่งที่   WTO จะประชุมกันในเดือนนี้ อันหนึ่งที่น่าตกใจคือ เขาจะให้ e-commerce หรือการค้าขายบนอินเตอร์เน็ตนั้น กลายเป็นการค้าที่ไม่เสียภาษี หรือ free trade zone ตรงนี้คือสิ่งที่ท่านต้องกลับมาคิดว่าวิกฤติตรงนี้จะเป็นโอกาสได้อย่างไรมันเป็นวิกฤตินะครับ   แต่เป็นโอกาสด้วย ถ้าท่านตั้งหลักได้เมื่อมีวิกฤติ แล้วท่านจะเห็นโอกาสทุกครั้ง     แต่ถ้าท่านตกใจ ท่านก็จะเจ็บปวด เจ็บนาน ยิ่งนานเท่าไหร่ก็ยิ่งลุกขึ้นมายืนยากขึ้น โลกข้างหน้าพูดกันถึงคำว่า KBE   ย่อมาจากคำว่า knowledge base economy คือ  เศรษฐกิจที่อาศัยฐานของความรู้   ของปัญญามากขึ้นมากกว่าเป็นเศรษฐกิจที่อาศัยเพียงฐานการผลิตเท่านั้นและโลกข้างหน้าเขาจะใช้คำพูดใหม่อยู่คำหนึ่งคือ global literacy จาก literacy   ที่แปลว่าการอ่านออกเขียนได้หมายถึงการอ่านออกเขียนได้แบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งประกอบด้วย 2 ประการ คือ ตัวหนึ่งภาษาอังกฤษ อีกอันหนึ่ง คือ  ความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตนั่นเอง   วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะเรียนรู้ 2 อย่างนี้ เพราะเรียนง่ายทั้ง 2 อย่างเราต้องเสริมพลังความรู้ด้านภาษาอังกฤษ หรืออินเตอร์เน็ตให้มากแล้ว เราต้องทำให้เด็กรุ่นใหม่ทันกระบวนคิดของโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป

             สำหรับเรื่องระบบสถาบันการเงิน    วันนี้โลกกำลังงงโดยเฉพาะโลกทางเอเชียว่า เราจะเปลี่ยนสถาปัตยกรรมทางด้านการเงินใหม่อย่างไร ตั้งสถาบันการเงินใหม่อย่างไร เพราะสิ่งที่อยู่มาและทำแบบปัจจุบันนั้นเริ่มเหนื่อย   นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในระบบสถาบันการเงินนั้นกลายเป็นสินค้าราคาถูก ทั้ง ๆ ที่นวัตกรรมหรือธนาคารเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงสูงมากแต่ไม่สามารถที่จะมีรายได้เพียงพอ ตอนนี้คนฝากเงินก็ช่วยอุ้มธนาคารไว้ระดับหนึ่ง ถ้าหากว่าระบบธนาคารต้องเปลี่ยนแล้วจะมีระบบทดแทนระบบธนาคารขึ้นมาด้วยอินเตอร์เน็ต    จะทำให้มีระบบทดแทนนั้นขึ้นมาได้เพราะทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติ มันเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตถ้าตัวนี้ไม่ทำงาน   อีกตัวหนึ่งต้องหาทางทำงานแทนที่ไม่เช่นนั้นตัวอื่นจะหยุดหมด   แน่นอนครับว่าจะมีระบบอื่นเข้ามาแทนที่ระบบธนาคาร   เพื่อทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ ถ้าระบบเหล่านี้ไม่เกิด แล้วปล่อยให้ธนาคารอยู่อย่างนี้ ธุรกิจก็จะตายอยู่อย่างนี้เมื่อธุรกิจตายก็คือเศรษฐกิจตาย   กำลังซื้อหมด คนตกงาน มันเป็นความเชื่อมโยงอย่างต่อเนื่อง     เพราะฉะนั้นระบบทดแทนหรือระบบเสริมด้านข้างของธนาคารต้องเกิด   แล้วขณะเดียวกันที่รอธนาคารปรับตัวธนาคารในประเทศไทยนั้นนับวันจะปรับตัวมากขึ้น   เพราะต่อไปจะมีการขายธนาคารเก่า ๆ ที่เป็นปัญหา แล้วเงื่อนไข กลายเป็นว่าคนที่มาซื้อทีหลังจะได้รับเงื่อนไขดีขึ้นเรื่อย ๆ   ผมทราบว่ามีธนาคารหนึ่งได้ขายไปแล้วขายโดยที่ยก NPL ออกทั้งระบบ   กลายเป็นว่าฝรั่งมาซื้อก็ไม่ต้องรับภาระ NPL แล้วอย่างนี้ธนาคารไทยจะสู้ได้อย่างไรเหล่านี้ คือวิธีการที่ไม่ได้มองภาพรวมว่าการตัดสินใจเรื่องหนึ่งมันไปกระทบระบบทั้งระบบอย่างไรแล้วเรื่องอินเตอร์เน็ต ต่อไปในยุคหน้าจะเป็นยุคของ digital economy หรือยุคของการค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยเรามีคนใช้อินเตอร์เน็ตแค่ 3 แสนคน แต่ active  จริง ๆ ประมาณ 1.5 แสนคนในอนาคตประเทศไทยต้องใช้มากกว่านี้นะครับ ไม่เช่นนั้นท่านทั้งหลายที่เป็นร้านค้าจะเสียเปรียบทุกคนต้องปรับตัวหมดหันมาดูบริษัทข้ามชาติทั้งหลาย เริ่ม take over ข้ามชาติหมด   เพราะฉะนั้นต่อไปบริษัทจะแข่งกันขยาย 2 แนวทางคือแข่งกันที่ความใหญ่และแข่งกันที่การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคและคู่ค้าให้มากที่สุด   ดังนั้นใครจะใหญ่ได้ก็จะใหญ่ใหญ่ชนิดที่คนอื่นแข่งไม่ได้    กับอีกพวกที่ใหญ่ไม่ได้อย่างเขา   ก็จะไปด้วยเครือข่าย เล็กแต่โตด้วยเครือข่าย  แต่ที่ท่านทั้งหลายต้องห่วงอีกอันก็คือ ต่อไปนี้จะไม่มีคำว่า strategy หรือกลยุทธ์เพียงตัวเดียวแล้ว ถ้าใครคิดคำนี้คำเดียวแพ้เลยเพราะต่อไปข้างหน้าจะเป็น competitive strategy คือกลยุทธ์ในการแข่งขัน เพราะต่อไปไม่มีอะไรที่มันไม่แข่ง อยู่เฉย ๆ  ก็คือถอยท่านเชื่อหรือไม่ว่าวันนี้เราแพ้มาเลเซียเกือบทุกเรื่อง   รายได้ประชาชาติเราแพ้ การเติบโตทางเศรษฐกิจเราแพ้     การเตรียมการสำหรับโลกข้างหน้าเราก็แพ้     ตอนนี้  position   ที่เราจะไปแข่งกับต่างประเทศนั้น   เราท่าทางจะไปแข่งกับฟิลิปปินส์แต่ทีนี้เขาเคยเป็นเมืองขึ้น   ภาษาอังกฤษเขาจึงดี   อเมริกาจึงย้ายศูนย์การให้บริการอินเตอร์เน็ตที่อินเดียกับฟิลิปปินส์    สมมติว่าผมใช้บริการอินเตอร์เน็ตของบริษัทอเมริกาแห่งนี้ ผมโทรเข้าไป ผมไม่ได้พูดกับคนอเมริกันนะ     ผมพูดกับคนฟิลิปปินส์      เขาจ้างงานได้ถูกระบบสามารถวิ่งไปที่เมืองเขาได้ เพราะคนเขารู้ภาษาอังกฤษ ฟิลิปปินส์จึงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว แต่เขาโชคร้ายที่ภูมิอากาศของเขาไม่ดี เกิดพายุบ่อยมากเราไม่แข่งไม่ได้     แต่ก่อนเราเคยแข่งกับญี่ปุ่นมาแล้ว เลื่อนมาแข่งกับเกาหลี    สิงคโปร์  ไต้หวัน  ฮ่องกง มาเลเซียฟิลิปปินส์ อีกหน่อยไม่รู้จะแข่งกับใคร แต่ยังไงเราก็ต้องสู้ต่อ เพราะฉะนั้นคำว่า strategy ตัวเดียวไม่พอแล้ว ต้องเป็นcompetitive  strategy   คือกลยุทธ์ในการแข่งขันท่านที่เป็นผู้ประกอบการทั้งหลายอันนี้ท่านต้องฟังให้ดีนะนี่ละครับคือสิ่งที่ท่านจะฟื้นหรือไม่ฟื้น ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ท่านไม่มีฟื้น   ประเทศไทยด้วยเหมือนกันถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ก็ไม่ฟื้น นี่คือสิ่งที่ผมพูดกับจู หรง จีผมบอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเอเชีย เราเป็นประเทศที่เป็นฐานการผลิต เราทำงานหนัก   แต่ในกระบอกของราคาแท่งหนึ่งเต็ม 100 เอามาแบ่งเป็น 3 ส่วน เราผลิตแทบตาย  ทำอย่างดี ขายได้ เราได้แค่เศษ 1 ส่วน3 นะครับ สรุปแล้วถ้าเรายังคิดว่าเราเป็นฐานการผลิต แล้วก็ตั้งหน้าผลิตอย่างเดียว คิดกันแค่นี้นะครับ เราสอบได้เอนะครับ ครูให้คะแนน 33 เศษ 1 ส่วน 3 เปอร์เซ็นต์ มันถึงแพ้เขาตลอดไง แพ้ทีละประเทศสองประเทศ นี่ขนาดได้เอนะ ถ้าไม่ได้เอ  ก็เหลือ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ทั้งหมดเป็นเพราะเกมที่เล่นเป็นเกมที่ตะวันตกเป็นคนกำหนดให้พวกเราเล่น ผมไม่ได้รังเกียจตะวันตกแต่ว่าเราต้องเข้าใจ เกมที่ตะวันตกกำหนดให้เราเล่น คือ  เกมการเงิน  เกมตลาดเงิน ตลาดทุนปรากฏว่าเรื่องที่ผมพูดเนี่ยกำลังอยู่ระหว่างการถกเถียงในฮาร์วาร์ด   แต่ยังไม่ออกมาเป็นทฤษฎีนะครับ แต่ผมเรียกเองว่าทฤษฎี  one third   หรือ  ทฤษฎีเศษ 1 ส่วน 3 ผู้ผลิตจะได้สตางค์แค่เศษ 1 ส่วน 3 ของราคาที่คนอื่นเอาไปทำ   คนที่จะได้ที่เหลือคือคนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา กับ คนที่เอาไปทำการตลาด แล้วคนที่จะได้อีกคือคนที่เอาเรื่องราวทั้งหมดไปสร้างเป็นความคาดหวังในอนาคตคือเอาไปเข้าตลาดหลักทรัพย์   ขณะเดียวกันก็เล่าให้คนฟังว่า ผมจะมีอนาคตอย่างนี้นะ ราคามันก็ขึ้น จึงขายได้ทุกระบบคือขายหุ้นจนได้กำไร คือได้เต็มกระบอกสูบ   แล้วถ้าใครโม้เก่ง กระบอกสูบทะลุเลยนะ    อย่างนายบิลล์ เกทส์   อนาคตดีมากเลย อายุ 40 กว่า   วันนี้รวยเป็นอันดับหนึ่งของโลก ถ้านายคนนี้ขายหุ้นบางส่วนเอาเงินมาซื้อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้หมดประเทศไทยเลยนะครับ นี่คือเกมใหม่ที่โลกกำหนดให้เราเล่น แล้วสิ่งที่เรียกว่าเป็นทรัพย์สิน   ภูมิปัญญาเดิมของเราล่ะมันถูกตัดทอนให้ไม่มีราคา กลายเป็นว่าภูมิปัญญาของเราถูกรวมเข้าไปอยู่ในเศษ 1 ส่วน 3 แรก   เลยทำให้คนไทยวันนี้ผลิตของแล้วกลับไม่ได้ราคา ได้แค่เศษ 1 ส่วน 3 ของกระบอกราคา เพราะเราไม่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ   เราไม่มีระบบวิจัยพัฒนาที่เข้มแข็งเพราะฉะนั้นเราจึงไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ ๆ    เราไปอาศัยทรัพย์สินทางปัญญาของคนอื่นตอนนี้สิงคโปร์ทำอย่างไร รู้มั้ยครับเขาเชิญนักวิจัยจากทั่วโลกมาอยู่ที่สิงคโปร์    จะเอาเงื่อนไขอะไรบ้างบอกมา   รัฐบาลพร้อมผ่อนปรนให้หมดเสร็จแล้วไปนั่งวิจัยที่สิงคโปร์    จากนั้นไปจ้างไทยหรือฟิลิปปินส์   อินโดนิเซียผลิต    ที่ผมบอกว่า  KBE  หรือ   knowledge  base economy เป็นโลกที่อาศัยพื้นฐานของสมองเพื่อสร้างรายได้เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจโลกทั้งระบบและคิดว่าทำอย่างไรจะพากันไปได้กับโลกทั้งระบบ ซึ่งอีกสักครู่ผมจะบอกว่าเราจะพากันไปอย่างไรวันนี้การที่จะเข้าใจว่าโลกข้างหน้าจะเดินอย่างไรเราจะต้องเข้าใจตัวเราเองก่อน    จึงจะเข้าใจโลก ถ้ารู้โลกรู้เรา ไม่เป็นไร เดินได้ บางทีเราก็ไม่รู้ว่าเราคืออะไร ก็มีหลงตัวเองบ้างความที่กลัวคนอื่นจะรู้ปัญหาของตัวเอง ก็เลยโม้ โม้จนไม่รู้ว่าตัวจริงคืออะไร เราต้องกล้าตำหนิตัวเองนะครับ    ถ้ายังมานั่งชมตัวเองอยู่ ก็พังครับ เราต้องรักคนที่มันกล้าตำหนิเรา และเราจะได้มีกระจกดูตัวเราเอง ถ้าเรารู้โลก รู้เรา    ผมว่าไม่มีใครน่ากลัวเพราะคนไทยไม่โง่หรอกครับ เพียงแต่ว่าเราไม่รู้เรา และไม่รู้เขา และยิ่งเขารู้เราด้วยสิ เขาจึงกินเราหลายรอบแล้ว หันกลับมาดูว่าเราจะแบ่งกำลังรบของประทศให้เป็นอย่างไร   เรามีคนอยู่ใน 3 กำลังรบ กำลังรบที่หนึ่งคือ ภาคเกษตร กำลังรบที่สองคือ ภาคอุตสาหกรรม   กำลังรบส่วนที่สามคือ    พวกที่อยู่ในยุคของสังคมข่าวสาร  3 กำลังรบต้องเข้าใจเรื่องกระบอกสูบของราคา เพื่อทำรายได้ให้เต็มร้อย โดยหาวิธีเกื้อกูลกันพากันไป   ถ้าผมเป็นรัฐบาล ผมไม่ได้บริหารเกษตร หรืออุตสาหกรรมหรือข่าวสารเพียงอย่างเดียว   ผมจะบริหารประเทศไทย   ต้องมองประเทศทั้งประเทศผมไม่ได้มาบริหารเฉพาะกระทรวงที่ผมแบ่งเค้กได้มา    และผมก็ไม่ต้องทำหน้าที่ทนายประจำครม.ที่คอย defend รัฐมนตรีให้ทำงาน แต่ต้องให้รัฐมนตรีทำงานอย่างได้ผลเราต้องมองทั้งระบบ อย่างสังคมเกษตรแน่นอนครับที่ท่านรองฯ กรได้พูดไปเยอะเรื่องของพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ในโลกนี้มันเปลี่ยนไปที่ผมพูดว่าตอนนี้เป็นอุตสาหกรรมแห่งความกลัว ความกลัวมันขายได้ราคาท่านลองคิดดูเรื่องผักมีสารพิษ สารพิษเนี่ยต้องเสียสตางค์ลงไปนะเพื่อให้เกิดสารพิษ   แต่ผักไร้สารไม่ต้องเสียสตางค์ใส่สารพิษ แต่ท่านซื้อผักไร้สารราคาแพงกว่าได้ความกลัวทำให้คนเกิดรายได้เยอะขึ้น โลกตะวันตกจับเอาจุดนี้มา เขาถึงหาเงินเก่งไง เงินเศษ  2 ส่วน  3  เขาได้ไปหมด โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากนั่งคิด ขณะที่เราผลิตแทบตายได้แค่เศษ 1 ส่วน 3ขณะที่สมองของคนตะวันตกเวลาคิดอะไรได้จะไหลพรั่งพรู คิดแล้วทำเร็วด้วย ปั๊มเงินเก่งมากและตอนนี้คนตะวันตกคิดมากว่า   ทำอย่างไรจึงจะได้กินของที่ทำให้สุขภาพดี นั่นคือโอกาสของเกษตรกรของเรา ที่ผ่านมาเกษตรกรของเราเป็นกรรมกรก็ไม่ได้เพราะเขาไม่ได้กำหนดแรงงานขั้นต่ำให้เกษตรกร ขณะที่กรรมกรยังมีแรงงานขั้นต่ำเป็นพ่อค้าก็ไม่ได้   เพราะไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าตัวเองได้ ถูกคนอื่นกำหนดราคาให้ตลอด       เพราะฉะนั้นระบบอย่างนี้ทำให้มันเป็นเวรเป็นกรรมของเกษตรกรพวกเขาอยู่มาอย่างไร้อนาคต เพราะเราไม่เคยวางระบบให้เกษตรกรมีอนาคตอย่างชัดเจน   การผลิตวันนี้มันไม่เหมาะกับเรื่องของการตลาด ดังนั้นการผลิตในอนาคตต้องคำนึงถึงเรื่องการตลาดเป็นตัวนำ เมื่อเอาการตลาดนำ การผลิตก็จะเป็นไปตามนั้น    แต่ขณะเดียวกันกลไกในระบบต้องแก้ตอนนี้กลไกในระบบมีปัญหาหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสารสิทธิ์ ระบบการขายปุ๋ย ขายยาฆ่าแมลง    การก่อหนี้ของเกษตรกร   และการช่วยเหลือภาคเกษตร     พวกเขาเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เขาได้รับเงินส่วนน้อยไปช่วยเท่านั้นถ้าฐานรากอ่อนแอวกท่านทั้งหลายที่เป็นเหมือนส่วนกลางลำต้นเนี่ย หรือยอดบนไม่ว่าจะโตอย่างไรก็จะล้มตลอด ต้องให้ข้างล่างแข็งแรงการเมืองสมัยก่อนเมื่อหลาย 10 ปีที่แล้ว ต่างก็คิดกันว่าให้ประชาชนไม่รู้ ถือว่าปกครองง่าย   แต่สมัยนี้ไม่ได้นะครับ ประชาชนต้องรู้มาก ฉลาดมากต้องเก่ง จึงจะบริหารง่ายเราต้องคิดตรงข้ามนะครับ ถ้ายังคิดแบบเก่าอยู่ ตายเลยนะครับ อีกสักครู่เราจะมาดูว่าภาคอื่นจะช่วยกันอย่างไร     ภาคอุตสาหกรรมอย่างที่ผมเรียนไปเมื่อตะกี้ การอาศัยแรงงานอย่างเดียวโดยเอาความรู้ของคนอื่นมานั้น ไม่ได้ผลแล้วหรือการส่งออกอย่างเดียวก็จะไม่มีอนาคตต้องหันกลับมาหาตลาดใหญ่   คือ การทดแทนการนำเข้า เพราะฉะนั้นจะต้องมีวิธีการส่งเสริมกระบวนการทดแทนการนำเข้าถ้าใครผลิตได้ตรงนี้ ทำได้ตรงนี้   ผมจะส่งเสริมอย่างนี้รื่องของสังคมอุตสาหกรรม  ต้องกลับมาเน้นเรื่อง   R&D ต้องมีการต่อยอดคือต้องมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ของตนเอง   โดยเฉพาะเอาภูมิปัญญาเก่ามาปัดฝุ่นแล้วต่อยอดและขณะเดียวกันต้องสร้างภูมิปัญญาใหม่ด้วย   จากนั้นต้องไปเกื้อกูลภาคเกษตร โดยการเน้นการแปรรูปให้มากที่สุดเพื่อให้ภาคเกษตรมีโอกาสลืมตาอ้าปาก   ส่วนพวกสังคมข่าวสารเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มเน้นเรื่องอินเตอร์เน็ต เพื่อเอาไปช่วยเสริมภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร ที่จะเข้าหาความรู้ใหม่ ตลาดใหม่ แหล่งวัตถุดิบใหม่ๆที่ราคาถูกผมจะเล่าระบบอินเตอร์เน็ตให้ฟัง    มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด   ครูให้สตางค์นักเรียนที่อยู่ในห้องเรียนคนละ 25 เหรียญ ให้ไปซื้อหนังสือเล่มหนึ่งมา ใครซื้อได้ถูกก็เก็บเงินที่เหลือไว้ จริงแล้วหนังสือมันก็ราคา 25 เหรียญแล้ว ปรากฏว่าเข้าอินเตอร์เน็ตกันใหญ่เลยครับ       ผลสุดท้ายคนที่เข้าthe cheapest ได้มาในราคา 5 เหรียญ แต่ปรากฏว่ายังมีคนเก่งกว่านั้น เข้าไปใน retail bookstore เลยทันทีได้มาแค่ 3 เหรียญเท่านั้น    จะเห็นว่านายคนนี้เข้าใจระบบค้าปลีกเป็นอย่างดีเขาเข้าใจว่าหนังสือเล่มนี้มันควรจะออกจากหิ้งได้แล้วเขามีระบบขายไม่ออกแล้วส่งคืนได้ นายคนนี้ ก็ไปซื้อจากที่เขาส่งคืน        เพราะฉะนั้นด้วยระบบเหล่านี้ แทนที่ท่านจะซื้อของแพง ๆ ท่านอาจจะมาหาจากอินเตอร์เน็ตได้ของราคาถูกหรืออีกตัวอย่างคือมีคนต้องการซื้อรถเบนซ์   เขามีสตางค์อยู่ 35,000 เหรียญ   เดินไปที่ร้านขายรถ ร้านบอกขายได้ที่37,000 เหรียญ    เขาก็ไม่มีปัญญาซื้อ    กลับบ้านก็เลยไปเข้าอินเตอร์เน็ตที่    price-line    โยนข้อมูลไปเลยว่ามีเงินอยู่    35,000 อยากซื้อรถเบนซ์รุ่นนี้ สีนี้   ปรากฏว่าร้านเดิมนั่นแหละเข้ามาบอกว่ามีรถจะขายให้ แต่เป็นเซลส์แมนคนละคนนี่คือความเป็นจริงของโลกใหม่   ยุคสังคมข่าวสารนั้นเราต้องสร้างเด็กใหม่ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องสร้างคนที่มีไอเดียใหม่ๆให้เป็นผู้ประกอบการ   วันนี้ถ้าหากเราไม่สร้างผู้ประกอบการใหม่หรือไม่สร้างความแข็งแรงให้กับผู้ประกอบการรายเดิมที่ยังมีไอเดียดี ๆ อยู่ ด้วยระบบความรู้และการเงินที่ถูกต้อง    จะไม่มีทางสำเร็จเลยครับ คนที่ตกงานวันนี้    หรือคนที่จบการศึกษาจะไม่มีวันได้เข้ามาสู่ระบบการจ้างงานได้เลย     เพราะระบบที่พังไปแล้วนั้นการจะเอาคนที่ตกงานกลับเข้ามาทำงานได้อีกนั้นไม่มีทางเร็วกว่า 3 ปี   ถ้ายังทำอย่างนี้อยู่     แต่ถ้าสร้างผู้ประกอบการใหม่ ๆ  ขึ้นมาแน่นอนว่าจะต้องมีการจ้างงานใหม่เกิดขึ้น บางทีคนที่ตกงานวันนี้จะกลายเป็นผู้ประกอบการใหม่ได้ ในระยะหลังที่อเมริกาเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็เพราะมีการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่เกิดขึ้น มีทั้งด้านเทคโนโลยีและไม่ใช่เทคโนโลยี เกิดขึ้นมาพร้อม ๆกันในอเมริกาตอนนี้มีพวกกองทุนร่วมทุนมีสาขามากกว่าธนาคารทั้งหมด   นี่ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่เป็นสิ่งเสริมระบบธนาคารผมไม่ได้บอกว่าเราไม่ต้องดูแลระบบธนาคารนะครับ   เราต้องดูแลแต่ปรับวิธีดูแลใหม่    คือถ้าแก้ปัญหา NPL แบบเดิม ๆ ก็เจ๊งดูแลธนาคารแบบเดิมก็เจ๊ง ออกกติกาแบบนี้ก็เจ๊ง ผมมองไม่เห็นว่าการแก้ปัญหาแบบนี้ถูกต้อง    ผมกล้าฟันธงอย่างนี้เราต้องกลับมามองภาพรวมทั้งระบบให้ได้ ถ้าจะเป็นอย่างนี้ได้    ประเทศไทยต้องเป็นองค์กรที่มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็น  learning organization   ต้องมีการส่งเสริมให้ระบบการเรียนรู้ เข้มแข็งขึ้นให้ได้ระบบอินเตอร์เน็ตซึ่งกลายเป็นมหาวิทยาลัยโลก เราต้องส่งเสริม    กระบวนการทั้งหลายที่เคยทำให้คนไทยรู้น้อย    รู้ไม่เท่าคนอื่นเราต้องกำจัดให้หมด เพื่อให้คนไทยได้รู้เหมือนที่คนในโลกเขารู้ โลกวันนี้มัน active กว่าสมัยก่อนไม่อยู่นิ่ง   เพราะถ้าอยู่นิ่งก็ไม่ทันเขา    แม้กระทั่งสื่อมวลชนก็ต้องเริ่มเสนอข่าวที่เป็นความรู้สร้างสรรค์มากขึ้น พยายามสนใจข่าวที่คนทะเลาะหรือด่ากันให้น้อยลง    ถ้าไม่อย่างนั้นสิ่งนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่เหมือนไปกระตุ้นให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นผมได้คุยกับจิตแพทย์    เขาบอกว่าวันนี้สังคมไทยกำลังส่งสัญญาณให้เด็กในทางที่ผิด   เพราะเริ่มเห็นคนเลวกลายเป็นได้ดีไปหลายคนแล้ว เด็กก็เลยมีความรู้สึกว่าทำไมต้องเป็นคนดีด้วยล่ะเพราะคนเลวก็ได้ดีได้   ดังนั้นเราจึงต้องไม่ส่งเสริมให้คนเลวได้ดี ถึงแม้ว่าจะเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองก็ตามเราต้องสร้างเด็กใหม่    ๆ   สร้างเยาวชนของชาติให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง พยายามปลดปล่อยพลังสมองของเด็กรุ่นใหม่ ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้บริหารถ้าท่านไม่สามารถปลดปล่อยพลังสมองของคนในองค์กรของท่านได้ องค์กรท่านจะไม่มีทางโต ถ้าคิดว่าท่านเป็นผู้นำ   ท่านคิดเองทำเองได้ ที่เหลือท่านสั่งเอานะ ไปเลยนะครับเราต้องพยายามให้เขาคิด บางทีภารโรงพูด    เรายังต้องฟังเลย ผมมีความเชื่อว่าท่ามกลางความคิดที่โง่ ๆ เยอะ ๆ อาจจะมีความคิดที่ฉลาดเฉียบแหลมขึ้นมาสักอัน   ตรงนั้นจะเป็นประโยชน์เพราะฉะนั้นท่านต้องฟังคนเยอะ ๆ ยอมให้เขาพูดมาก ๆ   ปลดปล่อยพลังสมองของเขาให้ได้ผู้นำวันนี้ต้องกล้าหาญ   ผมเองเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย    และเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย หากบริหารดี นำดีและทันโลก   ประเทศไทยไม่เป็นอย่างนี้หรอกครับ ขอขอบคุณครับ