clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
Social.jpg (15367 bytes)


   ตัดตอนจากการอภิปรายเรื่อง "สังคมไทยกับ Digital Economy"

  
โดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
   เนื่องในโอกาสเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง

  
"ประเทศไทยอีก 5 ปีข้างหน้า กับ Digital Economy"
  
จัดโดยสมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ไทย (ATCI)
   ณ ห้องประชุม Metro Campus บมจ. เมโทร ซิสเตมส์ คอร์ปอเรชั่น

  
(สุขุมวิท 103)
   วันพุธที่ 28 เมษายน 2542


dot.gif (41 bytes)


ไม่มีช่องว่างระหว่าง Producer และ Consumer

     ตอนนี้เริ่มจะไม่มีช่องว่างระหว่าง producer และ consumer แล้ว เพราะว่า consumer จะเป็นคนกำหนดให้ producer ผลิต  ใครได้มีโอกาสไปดูบู๊ธของ  GE  เขามี  touch screen  ให้คนไปกด  เพื่อจะ design appliance ที่ตัวเองต้องการ  เช่น   ตู้เย็นชอบแบบไหน  บานประตูเป็นยังไง  จะเอา  freezer  ไว้ข้างล่างหรือบน เราก็ไปกดเล่นได้ เสร็จแล้วเขาก็จะเก็บพวกนี้ไว้เป็น record เพื่อมาดูว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคต้องการแบบนี้ เขาจะผลิตตามที่ต้องการใช้   ผู้บริโภคเป็นคนออกแบบเอง   ความใกล้ชิดของ   producer   และ  consumer  จะผ่านwebsite, chat room, e-mail ทำให้ consumer กลายเป็น producer เองอย่างที่ว่า
เศรษฐกิจต่อไปจะมีแต่
คำว่า fast เท่านั้น และจะ very globalization ไม่ใช่เรื่องแบบเก่า ๆ อีกต่อไป


เราจะได้ระบบการศึกษาใหม่

     มาดูเรื่องของสังคมภายใต้ digital economy เราจะได้อะไรขึ้นมาใหม่ แน่นอนคือ new education system ศูนย์การเรียนจะเริ่ม shift จากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมากขึ้น การเรียนรู้จะเป็นลักษณะของ  life long challenge เป็นการท้าทายอยู่ตลอดเวลา พวกท่านทั้งหลายถ้าอยากเป็นคนฉลาดทันคน ต้องท้าทายตัวเองกับสิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน แต่อย่าไปท้าทายในทางที่ผิด


การทำงานกับการเรียนจะเป็นสิ่งเดียวกัน

     เรื่องของการทำงานกับการเรียน เริ่มจะกลายเป็นสิ่งเดียวกันและในเวลาเดียวกัน เรียนไปทำงานไป Working and learning become the same thing at the same time. สรุปแล้วคนทำงานต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา digital media ใหม่ ๆ ก็จะทำให้มีการเปลี่ยนเรื่องของการศึกษาเป็น distance learning  โลกทั้งโลกกลายเป็น one campus ต่อไปข้างหน้ามหาวิทยาลัยอาจจะลงทะเบียน cross กันได้ transfer หน่วยกิตได้ เช่น   ลงทะเบียนที่จุฬาฯ   อาจจะ take course ที่ Harvard บางส่วน ตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ในอนาคตข้างหน้า


Download จะเร็วขึ้นและถูกลง

     พวก Bible หรือ encyclopedia จะเข้าไปในอินเตอร์เน็ตหมด  ไม่ต้องหอบหนังสือไปเรียน  สามารถดึงมาจากอินเตอร์เน็ตได้ ต่อไปการ download จะรวดเร็วมากด้วย breakthrough new technology จะทำให้ speed เร็วขึ้นเป็น 100 เท่า และค่าใช้จ่ายในการ download จะถูกลง


การจ้างงานจะเปลี่ยนไป

     การจ้างงานก็จะเป็นลักษณะของ more white collar และ more contract and part time employee
คน ๆ เดียวจะทำงานหลายบริษัท   อาจทำอยู่ที่บ้าน เป็น contract   กับเมโทร ซิสเตมส์บ้าง กับสามารถบ้าง กับยูคอมบ้าง คนเดียวอาจจะทำ 3 ที่ มันอยู่ที่ความ smart ของคุณ แต่ที่สำคัญผมอยากเห็นคนหัวดีทั้งหลายคิดเป็นเถ้าแก่เอง อีกสักครู่จะกลับมาตรงนี้อีกที


ช่องว่างระหว่างคนจนคนรวยจะมากขึ้น
     gap ระหว่างคนจนคนรวยจะมากขึ้นใน information society   เพราะโอกาสของการเข้าถึงข้อมูลจะต่างกัน ผมจึงได้บอกว่าผมจะทำอินเตอร์เน็ตระดับตำบล 7,000 ตำบล   ถ้าได้ผลดี ผมจะลงถึงหมู่บ้านซึ่งมีแค่ 70,000 เอง รัฐบาลไปอุดหนุนแบงก์เจ๊งตั้งเยอะได้ ทำไมใช้ตรงนี้ไม่ได้ ต้อง modernize ประเทศให้ได้


ต้องตั้งหลักตัวเองให้ดี

     ทุกคนจะต้องการมีส่วนร่วม เพื่อจะเข้าไปสู่ cyberspace นี้อย่างแน่นอน   35% ของครอบครัวอเมริกันจะมีเครื่อง PC 50% ของวัยรุ่นอเมริกันจะมีเครื่อง PC จะเห็นว่าทุกอย่างมันแปบที่นู่นหมด แล้วในที่สุดก็จะผลักดันเข้ามาสู่ประเทศของเรา จึงต้องตั้งหลักให้ดีในการ modernize ตัวเอง ไปฝืนไม่ได้หรอกครับ เราจะลำบาก เพราะฉะนั้นการเท่าเทียมกันในเชิงของความรู้ และการเข้าสู่ข้อมูลข่าวสารจะต้องดี 


ความสำคัญของ Analytical Power

     อนาคตข้างหน้า ผมอยากบอกว่าคนหนุ่มอย่างพวกท่านที่เล่นอินเตอร์เน็ตอย่างเก่งอย่างเชี่ยวชาญ
  การแข่งขันที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ใครมีข้อมูลมากกว่ากันนะครับ มันเลยขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือ ใครจะสามารถเลือกและวิเคราะห์ข้อมูลนั้นได้ดีกว่ากัน ใครที่บอกว่า Information is power. บอกแค่นั้นจบ ไม่ใช่แล้วนะครับ Alvin Toffler เขียนหนังสือเล่มนี้ไว้นานมากแล้ว วันนี้มันขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง คือเรื่องของ speed  ซึ่งต้องเริ่มด้วยการเลือกและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อจะนำมาใช้เป็น analytical power เป็นจุดที่สำคัญมากที่จะทำให้คนเก่งกว่ากัน หรือเหนือกว่ากัน หรือช่วงชิงอะไรได้ก่อนกัน


อเมริกันอยากเป็นเถ้าแก่

     หันกลับมาดูเรื่องการเป็นเถ้าแก่ ตอนนี้บรรดาคนมีความรู้ทั้งหลายในอเมริกาไปเป็นเถ้าแก่หมดแล้ว เพราะโอกาสมันมีมาก สมัยก่อนในอเมริกา ถ้าใครมาพูดว่าผมจะทำธุรกิจนะ จะมีแต่คนค้าน อย่าทำเลย มันเสี่ยง ไปเป็นลูกจ้างเขาดีกว่า ตอนนี้เสียงอย่างนี้กำลังสะท้อนอยู่ในประเทศไทย    เสร็จแล้ววันนี้ที่อเมริกากลับกลายเป็นว่า วันนี้ถ้าบอกว่าผมมีไอเดีย
จะทำธุรกิจ มีแต่คนเอาเงินมาให้ทั้งที่ไอเดียบางอันมันก็ไม่ได้เรื่อง แต่เพราะคนไปรวยกับไอเดียใหม่ ๆ เยอะ จึงมีคนอยากคิดทุกวัน


คนไทยอยากเป็นมนุษย์เงินเดือน

     ขณะที่ประเทศเรามีแต่คนหางาน ไม่มีคนสร้างงาน ถ้าวันนี้กำลังผลิตเรากลับมาที่ 100% หรือใกล้ 100% เราเพิ่งจะ absorb คนตกงานได้แค่ประมาณ 3,000,000 คนกลับเข้าไปได้เท่านั้นนะครับ  แต่ยังไม่ได้ absorb คนที่จบใหม่นะ เพราะทุกคนต้องการเป็นมนุษย์เงินเดือนหมด
ทุกคนจึงควรหันมาสร้างงาน คือสร้างเถ้าแก่รายใหม่


ประเทศไทยต้องยกเครื่องใหม่หมด

     การสร้างเถ้าแก่ใหม่ได้ ประเทศไทยต้องล้างกติกาเก่า ยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ที่ผมเรียกว่า คิดใหม่ ทำใหม่ ถ้าเราเอากรอบของกฎหมายเป็นตัวตั้ง เราจะคิดอะไรไม่ได้เลยครับ เท่ากับว่าเราใส่กุญแจมือก่อนให้ขึ้นชก  เราจึงต้องรื้อหมดครับ  เราต้องหา solution ว่าเราต้องการไปที่ไหน ต้องการเห็นอะไรเกิดขึ้น อะไรคืออุปสรรคต้องแก้ให้หมด ก่อนอื่นต้องเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้งครับว่า เราจะไปตรงไหนในยุคของ digital economy เราต้องการสร้างอะไรระบบ e-commerce เราฝืนมันได้มั้ย คอยดูนะครับปลายปีนี้ คอมพิวเตอร์แทบทุกเครื่องจะมีคีย์บอร์ดที่รูดการ์ดสั่งซื้อสินค้าได้หมด กติกาเรื่องของระบบภาษีหรือใบเสร็จนั้น ต้องแก้หมด ไม่เช่นนั้นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้  คนอื่นเขาเปลี่ยนหมดแล้ว แต่เราไม่เปลี่ยน ก็เหมือนมัดมือคนของเราเอง


เราต้องรู้เราและรู้เขา

     สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ที่เราไปแพ้การแข่งขัน ก็เพราะเราไม่รู้เขา แต่เขารู้เราอย่างเต็มที่เลย ที่จริงแล้วเรานั้นไม่รู้ทั้งเรา ไม่รู้ทั้งเขา แล้วไปนั่งเจรจากัน กลับมาก็ภูมิใจ ผลสุดท้ายโดนกินหมดครับ เราจึงต้องรู้เรา และรู้เขา


เราต้องเป็น Winner

     และถามว่าเราจะแข่งกับเขานั้น เราจะต้องปรับตัวเราตรงไหน บอกได้เลยครับว่าเราต้องเป็น winner  ครับ
Winner sees solution in every problem. ไม่ใช่ sees problem in every solution  นั่นเป็น ooser ครับ เราต้องเอา solution เป็นตัวตั้ง แล้วสิ่งที่มีอยู่วันนี้มันเกิดมาเป็น 100 ปีแล้ว รื้อทิ้งให้หมดเถอะครับ


ต้องเอา Solution เป็นตัวตั้ง

     จำได้มั้ยครับ มีบริษัทปลากระป๋อง 2 เจ้าเป็นคู่แข่งขันกัน รายหนึ่งไปดูดแฟกซ์ของเพื่อน ขึ้นศาลถูกปรับ 3,000 บาท แต่เพื่อนเสียหายทางธุรกิจไปมากมาย เพราะไปแย่ง oder กัน   เห็นมั้ยครับว่ากฎหมายมันล้าสมัยไปหมดแล้วครับ ต้องแก้กันทั้ง package   อย่าแก้ทีละฉบับ เพราะจะขัดกันแบบไม่รู้จบ วันนี้เราจะต้องเอา solution เป็นตัวตั้ง เราถึงจะไปได้


การเปลี่ยนแปลงจะมีมากขึ้น

     การเปลี่ยนแปลงจะมีมากขึ้น สมัยก่อนคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่มาก แพงก็แพง ทำงานก็ช้า สมัยนี้ PC เก่งเหลือเกิน software เก่ง ๆ  เยอะ   ดู   Linux  สิครับ เขาให้ช่วยกัน design ทั่วโลก Linux        มันเกิดมาจากเด็กชาวฟินแลนด์คนหนึ่งคิดขึ้นมา คล้าย ๆ กับ Window ของ Microsoft   เด็กคนนี้ก็เอาใส่เข้าไปในอินเตอร์เน็ต ทุกคนก็เข้าไปช่วยแก้กันใหญ่ แล้วก็เอาไปใช้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ


เด็ก ป.4 เล่นอินเตอร์เน็ตได้

     วันนี้ท่านเชื่อมั้ยครับว่า ผมได้ให้เด็กประถม 4 ที่โรงเรียนบ้านสันกำแพง เข้ามาเรียนใน Project  Light  House ของผมที่ร่วมกับ MIT Media Lab มีอาจารย์ดัง ๆ มา 2 คนคือ Dr.Negroponte ที่เขียนหนังสือดังเรื่อง Being Digital อีกคนคือ Seymour Pepperd   มาช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีให้อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และไปทดลองที่โครงการแม่ฟ้าหลวง เสร็จแล้วก็มาพัฒนาเทคโนโลยีนั้นให้เหมาะกับการศึกษาไทย ก็เอาไปทำที่โรงเรียนบ้านสันกำแพง ให้เด็ก ป.4 ที่อาจจะไม่รู้ภาษาอังกฤษเท่าไหร่ แต่จะมีครูเป็น facilitator คอยแปลให   ้ ปรากฏว่าเขาเล่นอินเตอร์เน็ตได้และทำ webpage ได้ และก็สามารถเลือกเรียนตามความถนัดของเขาได้


เด็กอายุ 10-15 ขวบ ทำ Webpage ได้

     บอกได้เลยว่าอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องที่เรียนง่ายมาก ตอนนี้มีคนพยายามจะทำ  font    แปลงภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย มีคนมาเสนอโครงการให้ผม เป็นฝรั่งที่เคยทำร่วมกับทางญี่ปุ่น คือถ้า font ภาษาไทยเกิดขึ้นก็ยิ่งง่ายขึ้น ถ้าไม่เกิดยังคงเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว เด็กก็ยังคงใช้ได้ วันนี้ผมกำลังสอนเด็กอายุ 10-15 ขวบ สอนเขา 3 วัน วันละ 3 ชั่วโมง จบแล้วทำ webpage เป็นนะครับ