clipper.gif (9069 bytes)

na_article_01.gif (2488 bytes)

na_article_05.gif (2337 bytes)
vision.jpg (14239 bytes)


สัมมนาวิชาการเรื่อง "วิสัยทัศน์ประเทศไทยในปี 2000"
จัดโดยสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน 2542 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ผู้ร่วมสัมมนา:      พลเอกชวลิต    ยงใจยุทธ    หัวหน้าพรรคความหวังใหม่
นายกร    ทัพพะรังสี    หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา

พันตำรวจโททักษิณ    ชินวัตร    หัวหน้าพรรคไทยรักไทย

dot.gif (41 bytes)


ดนัย : ผมยังไม่ถือว่าดร.ทักษิณใช้เวลาเกินโควต้านะครับ ผมจะเปลี่ยนวลีใหม่ว่า ยืมโควต้าในอนาคตมาใช้แล้วกันสิ่งที่นำเสนออกมานั้นยาวมาก ผมขอแบ่งเป็น 2 ท่อนท่อนหลังเป็นการขึ้นรูปนวัตกรรมใหม่ๆ ในเรื่องของการจัดการประเทศ    ซึ่งผมคงไม่กล้าที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์     แต่มีข้อคิดที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง บางที vision ไม่สำคัญเท่ากับimplement    แต่ครึ่งแรกนั้นถ้าพูดภาษาข่าวก็บอกว่าสะใจดี ท่านค่อนข้างให้น้ำหนักกับการเมือ ถ้าการเมืองอ่อนแอการเมืองทุจริต ถ้าการเมืองขาดการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาอื่น ๆ ของสังคมก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้   แล้วก็จะขาดวิสัยทัศน์    สุดท้ายท่านก็บอกว่าในอดีตนักการเมืองก็พึ่งข้าราชการในการบริหารประเทศ   แต่วันนี้แทบจะพึ่งไม่ได้เพราะว่าข้าราชการเองก็อ่อนแอลง ซึ่งตรงนี้น่าสนใจเพราะเขาว่ากันว่ากระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติยุคนี้จะหาข้าราชการทั้งระดับสูงและระดับกลางที่มีความเข้าใจเศรษฐศาสตร์ในเชิงมหภาคสักคนนั้นยากยิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากที่เทคโนแครตในระบบข้าราชการของเรา มีพัฒนาการที่ขาดช่วง เมื่อพึ่งไม่ได้ ดูเหมือนนักการเมืองไทยก็หันไปพึ่งเทคโนแครตของสำนักวาตันบ้าง   ฮาร์วาร์ดบ้าง กระจายไปอยู่โกลด์แมนแซค   จีอีแคปปิตอล ซีเอสเฟิร์ส บอสตันอย่างนี้เป็นต้น   วันนี้บ้านเมืองของเราจึงกลายเป็นอย่างนี้    ท่านต่อไปที่จะมาขายวิสัยทัศน์นั้น     ไม่ทราบว่าท่านจะแหวกวงล้อมสื่อออกมาได้หรือเปล่า       คงต้องกราบเรียนเชิญพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ซึ่งต้องถือว่าท่านเป็นนักสู้แห่งศตวรรษ แสนไมล์ก็ผ่านไปแล้ว    แสนไมล์ที่สองที่สาม ท่านก็ยังต่อสู้อยู่ โปรดรอสักครู่นะครับดูรูปการณ์แล้วคงจะใช้เวลาตรงนี้สักนาทีเดียวให้ท่านแหวกวงล้อมสื่อออกมาเสียก่อน เชิญพบวิสัยทัศน์ของพลเอกชวลิตครับ

วิสัยทัศน์ประเทศไทยในปี 2000     โดย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ


พลเอกชวลิต :   ต้องขออนุญาตเรียนท่านผู้มีเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ที่มี NPL ด้วยกันทุกคนนะครับ ก่อนอื่นต้องขอกราบ
ขออภัยด้วย เพราะว่าผมจำเป็นต้องไปทำหน้าที่ของผู้นำฝ่ายค้านโดยการนำพรรคร่วมฝ่ายค้านไปยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะ เมื่อ 10 นาฬิกาที่ผ่านมา ซึ่งมีการนัดหมายซ้อนกัน จึงมาช้าไปหน่อย

             ความเป็นจริงวันนี้ เขาบอกว่าเป็นวันที่พวกเราได้มาพบปะกันเพื่อเสวนาเรื่อง วิสัยทัศน์ของประเทศไทย
ในปี 2000   ผมดูแล้วรู้สึกว่าเป็นการเตรียมการเพื่อจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมากกว่า เพราะว่ามีทั้ง คุณกร และคุณทักษิณ    ซึ่งพวกเราก็มีความรักและผูกพันกันมากทีเดียว     ผมเองก็พยายามอย่างที่สุดที่จะให้การสนับสนุนต่อน้อง ๆ คนรุ่นใหม่ทุกคนให้เข้ามารับผิดชอบต่อแผ่นดินของเรา   ผมได้บอกกับพี่น้องประชาชนหลายครั้งว่า   ตัวผมเองเป็นเสมือนโซ่ข้อกลางเท่านั้นเองที่จะถ่ายทอดเอาประสบการณ์ในห้วงระยะเวลาหนึ่งในอดีต    เพื่อจะส่งมอบให้แก่คนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่คิดใหม่ทำใหม่ แต่ถ้าไม่รู้เรื่องเก่ายุ่งเหมือนกันเพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบ้านเมืองของเราอย่างดี       เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่    หัวข้อวันนี้เรื่องวิสัยทัศน์ ไทย ปี 2000   ถ้าเป็นบ้านผมเขาเรียกว่า ส่องซอดไทยปี 2000ส่อง แปลว่า ดู ซอดหรือ สอด แปลว่าทะลุ รวมแล้วเป็นดูให้ทะลุ ในเรื่องของประเทศไทยในปี 2000 สหัสวรรษหน้า หรือศตวรรษหน้า ก็ยังเถียงกันว่าจะนับที่ปี 2001หรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ

             ผมเรียนว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยเป็นอิสระทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือเหตุการณ์
ก็ดีจะต้องมีความสอดคล้องกัน เราคงจะพูดถึงอนาคตโดยไม่หันมามองอดีตให้ชัดเจน เพื่อกำหนดข้อดี ข้อเสีย  หรือแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือเส้นทางเดินของเราในปี 2000 นั้นไม่ได้ ผมเห็นว่าจะเป็นการบกพร่องมากทีเดียวเพราะฉะนั้นการชี้แจงของผมในวันนี้ อยากให้ท่านที่เคารพในที่นี้สบาย ๆ ผ่อนคลาย คุยกันง่าย ๆผมเองก็ไม่มีอะไรในมือ  ท่านก็ไม่มีอะไรในมือ เราเอาความเข้าใจมาพูดจากัน    ผมขอพูดถึงสถานการณ์ในอดีตกับอนาคตในปี 2000 ไปพร้อมกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ   สิ่งที่เป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สุดในบ้านเมืองของเราที่ท่านหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเพิ่งกล่าวไปเมื่อสักครู่ตอนสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ  และละเว้นที่จะไม่กล่าว   คงจะไม่ได้ นั่นคือเรื่องการเมืองการเมืองคือการจัดระบบของสังคม   ผู้คนมาอยู่ด้วยกันจะต้องมีกติกาซึ่งเรียกกันว่า  การเมือง หากว่ากติกาตรงนี้ดี   องค์ประกอบของการเมืองดีไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรือนักการเมืองถ้าดีป่านนี้บ้านเมืองของเราอยู่เย็นเป็นสุขไปแล้ว    เพราะการเมืองคือการจัดระเบียบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ทุกเรื่อง เพราะอำนาจสูงสุดอยู่ตรงนั้น

            ถ้าเราหันมามองบ้านเราตรงนี้ ตอนนี้ ถ้าเราเห็นว่าพวกเรายังมีความทุกข์อยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พวกเรา
ยังตกอยู่ในวิกฤตความยากจนที่แผ่ซ่านกันโดยทั่วไปนั้นนั่นแสดงว่าบ้านเมืองนี้คงมีการเมืองที่ไม่ดี เพราะถ้าการเมืองดีแล้วภาระหน้าที่หนักคงไม่มาถึงพวกเรา แล้วก็ท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้คงไม่มีทุกข์    ไม่มีความเจ็บปวดเหมือนที่กำลังมีอยู่ในปัจจุบันนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

            นั่นแสดงว่าระบอบของเรานั้นคงจะไม่ถูก เวลานี้ระบอบทางการเมืองหมายถึง อำนาจอยู่ที่ใคร ถ้าอำนาจอยู่ที่
คน ๆ เดียว หรือชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง เราเรียกว่าระบอบเผด็จการ แต่ถ้าอำนาจอยู่ที่คนส่วนใหญ่ เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตย ของเรานี่เป็นพิเศษเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งเป็นระบอบที่วิเศษและพิเศษจริง ๆ

            ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ถ้าเราเชื่อว่าระบอบเราดี แสดงว่าองค์ประกอบอื่นทางการเมืองต้องไม่ดี เช่น พรรค
การเมืองหรือนักการเมือง ต้องมีอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ดีแน่นอน ถ้าดีป่านนี้พวกเรามีความสุขไปแล้ว

             ในอดีตที่ผ่านมา    ก่อนจะไปพูดเรื่องสหัสวรรษหน้า เอาศตวรรษหน้าก็แล้วกันนะครับเราคงจะเห็นอย่างชัด
เจนมันเป็นเรื่องของห้วงเวลาของการต่อสู้กนทางด้านอุดมการณ์เป็นเรื่องหลัก  ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 จบมาแล้วก็มาเป็นสงครามเย็นซึ่งมีการต่อสู้กันทางด้านความคิดและอุดมการณ์  หรือ   วิธีการปกครองบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขเราจะเห็นได้ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังสงครามเย็นมาแล้ว     คำตอบในโลกนี้ชัดเจนว่าการปกครองในโลกนี้ที่ดีที่สุด ที่อำนวยให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้ามากที่สุดพี่น้องประชาชนมีความสุข คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนค่อนข้างจะยืนยันตรงนี้ และก็พยายามจะเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดนี้

             เพราะฉะนั้นการเมืองในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา คงจะเห็นแล้วว่าทุกคนพยายามดิ้นรนไปสู่ระบอบประชาธิป
ไตย ถ้าใครไม่เป็นไปตามนั้นก็จะถูกว่ากล่าวทั้งในและนอกประเทศ หรือถ้าใครเป็นแล้วเขาก็จะเพิ่มระดับความเข้มข้นของการเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้นอีก เช่น ต้องเป็นรัฐบาลที่ไม่มีคอร์รัปชัน ต้องโปร่งใส เป็นต้นหรือถ้าสมบูรณ์มากขึ้นแล้ว เขาจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นไปอีก เช่น จะให้ความสำคัญกับการศึกษา สิ่งแวดล้อมสิทธิมนุษยชนการเมืองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุดมากกว่าการที่จะพูดเรื่องอื่นด้วยซ้ำ       เพราะถ้าการเมืองไม่ดี อย่าไปพูดเรื่องอื่นเลยครับ เสียเวลาใครที่มาพูดบอกว่าเศรษฐกิจต้องนำหน้าการเมืองผมบอกเลยว่าแสดงถึงความเป็นผู้ที่ไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับกิจกรรมของรัฐทั้งหมดเราจะเห็นได้ว่าการเมืองที่ผ่านมา เป็นการเมืองที่นำไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวในที่สุดคือ เป็นการเมืองที่สร้างสรรค์  for   the  people เพื่อพี่น้องประชาชน   ระบอเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาขน of the people, by the people, for the people. เพื่อประชาชนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด และเขาบอกว่า for the people นี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มี people's participation   ไม่มีบทบาทต่อการปกครองก็ไม่มีทางที่   for the people  จะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น people's participation มันเท่ากับ democracy นั่นเอง     การเมืองในยุคหน้าจนถึงเดี๋ยวนี้แค่ความรู้ที่มีอยู่ตรงนี้เท่านั้นเองนะครับ     จากการที่พยายามมองออกไปข้างหน้ายังไม่เห็นว่าจะมีรูปแบบอะไรที่เปลี่ยนแปลงมากนอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพของความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น   สิ่งเดียวที่อาจจะมองเห็นได้ก็คือpeople's participation จะมีรูปแบบเป็น direct democracy มากกว่า  representative  democracy หรือว่าประชาธิปไตยแบบตัวแทน  เนื่องจากว่า informationtechnology  ค่อนข้างจะกว้างขวาง    ที่ท่านหัวหน้าพรรคไทยรักไทยพูดไว้ในเรื่องของอินเตอร์เน็ตที่กำลังขยายออกไปเรื่อย ๆ ในอีกไม่กี่ปีเขาว่าจะเพิ่มเป็นล้านล้านคนทั้งโลก   ในเมืองไทยคงจะมีการขยายขอบเขตเรื่องนี้อย่างกว้างขวางออกไป และจะเป็น direct democracy  ซึ่งเวลานี้กำลังทดสอบแล้ว ด้วยการทำ semi- direct democracy   โดยรัฐธรรมนูญใหม่ได้เพิ่มบทบาทในการที่จะเสนอกฎหมายเองได้ ตรวจสอบรัฐบาลได้ เป็นต้น   ผมขอหยุดเรื่องการเมืองไว้ตรงนี้ ท่านคงพอมองเห็นนะครับ ที่ต้องนำมากล่าวเพราะมันสำคัญจริง ๆ ที่จะกล่าวต่อไปนี้    และที่กล่าวมาทั้งหมดคือสิ่งที่ได้คิดและได้ทำมาแล้วไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะทำเพราะในชีวิตของผมที่ท่านโฆษกขึ้นมาพูดเมื่อสักครู่นี้คือเดินมาแสนกิโลและจะเดินต่ออีกสองแสนกิโล เพื่ออะไร เพราะผมได้ทำหน้าที่ของผมทางด้านความมั่นคงเสร็จแล้ว    ผมสามารถทำให้คนในบ้านเมืองนี้รักกันได้แล้ว บ้านเมืองอื่นเขาพังพินาศหมด   สูญเสียบ้านเมืองกันก็มี   แต่ผมทำให้คนสามสี่แสนคนที่ถืออาวุธออกมาจากป่ามาร่วมกับคนไทยพัฒนาบ้านเมืองให้อยู่รอดได้ ผมถือว่าผมจบแล้วเมื่อสร้างให้ประเทศมั่นคงแล้วผมถึงพยายามมาสร้างความมั่งคั่งให้ประชาชนให้ได้ ผมทำไม่สำเร็จครับระหว่างที่ผมเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือเป็นข้าราชการอยู่ ผมทำทั้งนั้นล่ะครับ ทางเหนือบ้านของคุณทักษิณผมก็ขึ้นไปโครงการดอยตุงเพื่อเป็นพื้นฐานการพัฒนาที่สูงแล้วจะเริ่มขยับมาข้างล่าง ทางอีสานก็ไปทำโครงการอีสานเขียว ปักษ์ใต้ก็ไปทำโครงการฮารับบัลบารู   ลุ่มน้ำปากพนัง ภาคกลางยังไม่ได้เริ่มเลยต้องลาออกก่อนขณะที่กำลังทำทุ่งอโยธยาเพราะเจ็บใจเหลือเกินว่ารัฐลงทุนไปในพื้นที่นี้มหาศาล   แต่ per capital income   หรือรายได้ต่อหัวของพี่น้องประชาชนที่ออกมามันต่ำเหลือเกิน      ถ้าพูดถึง rateof return หรือประสิทธิภาพในการบริหารงานคงไม่ถูกต้อง ต้องมีอะไรที่ผิด    นั่นคือสิ่งที่ทำมาแล้วนะครับการที่ผมออกมาทำงานการเมือง   เพราะมีความมุ่งหมาย เนื่องจากว่าผมไม่สามารถจะเอาชนะความยากจนซึ่งเป็นปัญหาเลวร้ายที่สุดในบ้านเมืองได้ ผมจึงออกมาเพื่อใช้การเมืองเป็นพาหนะนำตัวเองไปสู่นายกรัฐมนตรี แล้วดันเป็นได้แค่ 11 เดือนเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง วันนี้เอาเฉพาะตรงนี้ ขอยุติเรื่องการเมืองเอาไว้ตรงนี้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญความเป็นจริงยังมีอะไรอยู่ในใจอีกเยอะที่อยากจะเล่าให้พี่น้องฟัง       ขอย้ำว่าที่พูดและกำลังจะเล่านั้น คือ สิ่งที่คิดและทำได้อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูด      ไม่ว่าจะเป็นศตวรรษไหนก็ต้องพูด    นั่นคือเมื่อมีกรอบแห่งการปกครอง   มีรัฐธรรมนูญแล้วปกติรัฐธรรมนูญเขาจะต้องมีการเมืองที่แน่นอนเสียก่อน จึงมาเขียนธรรมนูญแห่งรัฐ หรือรัฐธรรมนูญ แต่บ้านเรามันตรงข้ามคือเขียนเพื่อให้คนไปปฏิบัติมันยากนิดหน่อย  จึงเขียนขึ้นมา  16   ฉบับแล้ว  ที่ผ่านมา  15   ฉบับพอเปลี่ยนผู้ปกครอง ก็ต้องฉีกแล้วร่างเรื่อยไปจนกระทั่งมาฉบับของสสร. เมื่อปี 2540   ท่านเองคงเห็นแล้วว่าผมค่อนข้างจะ reluctant  ที่จะพูดกับสสร.   ผมอยากให้สสร. ได้ตระหนักว่าท่านเขียนให้ตายท่านก็ไม่สามารถทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยได้   ถ้ามันไม่ออกมาจากการศึกษาและความรู้สึกของคน   รัฐธรรมนูญต้องเขียนหลังจากที่บ้านเมืองมันเป็นแล้ว จึงจะเขียน ไม่ใช่เขียนให้มันเป็น

              นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้อีกเรื่องคือเมื่อมีกรอบทางการเมืองแล้ว  เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้ามีกรอบดีแล้วท่านจะไปแก้เศรษฐกิจหรืออะไรก็แล้วแต่    ถ้าท่านไม่ได้มีองค์กรในการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี หรือรัฐบาลที่ดี ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จเพราะฉะนั้นการบริหารราชการแผ่นดิน    จึงเป็นหัวข้อหนึ่งที่ต้องพูดจากัน เพราะมันเป็นอุปสรรคในศตวรรษที่ผ่านมา ต้องแก้ไขให้ได้มิฉะนั้นแล้วให้ปีไหนก็แล้วแต่ในศตวรรษหน้า   ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงผมอยากจะเรียนว่ามีพวกเราที่เป็นนักคิดหลายคน    ได้พูดกันเรื่องรัฐบาลที่ดี หรือ  good  governance  หรือธรรมรัฐ สรุปคือรัฐบาลที่ดีนั้น โทนี่ แบลร์  เขียนเรื่อง Modernizing Government  นั่นคือรัฐบาลจะให้อะไรกับพี่น้องประชาชนได้บ้าง  เขาไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องว่าเขาต้องทำนู่นนี่ เพราะทุกอย่างเขา settle down แล้ว เหลือเพียงว่าฉันจะให้อะไรที่ดี   เช่นว่า  ที่อยู่อาศัย การรักษาโรค  ภาษีอากร ความปลอดภัย     พูดในเรื่องปัจจัยพื้นฐานธรรมดาของสังคมที่ศิวิไลซ์แล้วรัฐบาลที่ดีหรือองค์กรบริหารของรัฐที่ดีเป็นสิ่งสำคัญและโปรดจำไว้ว่าถ้าปล่อยให้รัฐบาลเดินอย่างนี้  โดยมี 13-14 กระทรวง   มีข้าราชการของรัฐประมาณ 3 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วน 1 ต่อ 20 ของพี่น้องประชาชน     บ้านเมืองอื่นที่เขาเจริญก้าวหน้านั้น เขามีแค่อย่างเก่งก็ 1ต่อ 200 คือข้าราชการ 1 คนดูแลประชาชน 200 คน มีมาก ๆ ก็ยุ่ง มันเป็นระบบที่ใหญ่โตมโหฬารแต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะมีผลกระทบคืองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือที่เราเรียกว่า งบประจำ  แต่ละปีมีค่าประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ สมัยเมื่อผมทำงานราชการ ผมได้ตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 7 ปีข้างหน้า จะสามารถลดข้าราชการลงได้ครึ่งหนึ่งการลดเช่นนี้แต่จะเพิ่มรายรับให้ข้าราชการเป็น   2 เท่า   และต่อไปก็จะลดข้าราชการให้เหลือ 1 ใน 3  แต่จะเพิ่มค่าตอบแทนหรือเงินเดือนให้เพื่อนข้าราชการเป็น 3 เท่า นั่นคือสิ่งที่วางแผนและเตรียมการที่จะทำ 7 ปีที่ว่าคือ ลดลงประมาณปีละ 6-7 เปอร์เซ็นต์   ปีหนึ่งข้าราชการจะปลดเกษียณ ไม่ทำในเรื่อง early retirement  เมื่อก่อน early retirement    นี่ผมทำก่อนทำให้ทหารก่อนเลยใครจะออกสมมติจากพลตรีเป็นพลโท   พลโทเป็นพลเอก  ให้สายสะพายด้วย แต่ไม่ให้เงินมากไปกว่าที่ตัวบทกฎหมายกำหนดแล้วก็เคยสั่งการถึงขนาดที่ว่าพอเริ่มวิกฤต ผมสั่งให้ข้าราชการมาทำงานเป็น 2 ผลัดเพราะทหารเขาทำงานสอดกันได้   ผมต้องการให้ข้าราชการพลเรือนก็สามารถทำแผนงานสอดกันได้เรามาคิดแล้วครับว่าให้ข้าราชการส่วนหนึ่งไม่ต้องมาทำงานให้อยู่กับบ้านเฉย ๆ  งานจะได้ผลดีกว่า     ใช้งบน้อยกว่า    แอร์ก็ไม่ต้องเปิด  เข้าห้องน้ำไม่ต้องใช้กระดาษชำระ โทรศัพท์ไม่ต้องใช้มากเพราะส่วนใหญ่จะใช้อะไรก็มักจะมาใช้ที่ทำงานกันหมด  ดังนั้นให้อยู่บ้านจึงลดค่าใช้จ่ายไปเยอะ    หลักที่สำคัญคือเรื่อง small government   ถ้าไม่มีสิ่งนี้การบริหารราชการแผ่นดินจะไปไม่รอด คนที่ไม่มา เมื่อเวลามาแกก็ไม่ทำอะไร   ทำบ้างนิดหน่อย ส่วนใหญ่ก็อ่านหนังสือพิมพ์ แล้วก็ประทานโทษ   สุภาษิตไทยเขามีว่า มือไม่พาย แต่เอาเท้าราน้ำ     คือชอบขัดชอบขวางเขาไปเรื่อย ดังนั้น เรื่อง small government เป็นสิ่งที่ต้องทำกัน 13 กระทรวง 1 ทบวง เอาจริงสักหน่อย   หรือจะเอาจริงสัก 4-5    กระทรวงส่วนราชการเป็นสิ่งที่ซ้ำซ้อนกันอย่างมหาศาลสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กรมโยธาธิการ    อันหลังนี่น่าสงสาร    คนเขียนแบบเป็นด็อกเตอร์จบจากเยล ดีไซน์ตึก 50 กว่าชั้น ส่งไปที่กรมโยธาธิการ      ต้องให้พวกที่จบจากอุเทนถวายเป็นคนตรวจงานนั่นคือความเป็นจริง เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนให้เหลือแต่บอร์ด นอกนั้นให้ stamp เขาไปให้แก่องค์กรภาคเอกชนไป จะมีสมาคมผู้รับเหมา    สมาคมสถาปนิก สมาคมวิศวกรรมศเยอะแยะมากมาย       ท่านเชื่อไหมครับว่าลดได้อย่างมหาศาล แล้วเราได้เริ่มทำไปแล้วด้วยเรื่องที่สองนี่คือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินเรื่องที่สามซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องนำมากล่าวกัน    ก็คือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจในบ้าน แต่อาศัยว่ามีเพื่อนเยอะทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ก็พอมีความเข้าใจบ้าง      แต่สิ่งที่จะเล่าให้ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพฟังนี่คือจากหัวใจ ที่สัมผัสมา ผิดพลาดมา   ประสบผลสำเร็จมา   และจากความคิดของผม  เป็นความคิดหนึ่งของผมเท่านั้นเอง     อย่าไปซีเรียสว่าจะต้องเป็นรูปแบบ ไม่ใช่อย่างนั้น      ความคิดของพวกเราตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนาบ้านเมืองมา       หลังจากที่บ้านเมืองประสบความสำเร็จในการรักษาความสงบ    ไม่มีศึกเหนือใต้    ในบ้านเมืองก็มีความสงบ  รอบบ้านก็เป็นมิตร    ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพคงจะจำได้ว่าเราต้องการเป็นบ้านเมืองที่เราเรียกว่า   developingcountry เป็นประเทศที่พัฒนา   ซึ่งเกิดไปเข้าสูตรที่ว่า industrialize country ประเทศอุตสาหกรรม    ท่านไปเข้าใจอย่างนั้นจริง ๆ   ต้องอุตสาหกรรมเท่านั้นถึงจะมีตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง อะไรต่ออะไรใหญ่โตมโหฬาร      จนกระทั่งตอนที่เราพัฒนาบ้านเมือง ขนาดวัดที่มีต้นไม้เยอะเป็นยังต้องตัดทิ้งหมด เพราะบังเอิญว่าคำว่าป่ามันไปรวมกับเถื่อน    กลายเป็นป่าเถื่อน กลายเป็น uncivilized ทำลายป่าเยอะแยะเพื่อสร้างศาลา   สร้างกุฏิที่ทำด้วยอิฐ ทำด้วยกระเบื้องมุงหลังคา     ความไม่เข้าใจในเรื่องการพัฒนาบ้านเมืองว่าอยากจะเป็นประเทศก้าวหน้า   ต้องพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมนี่คือสิ่งที่เจ็บปวดมากที่สุด จะสร้างรถยนต์ไปขายเขาสักคัน สินแร่เหล็กก็ไม่มี ก็ต้องสั่งสินแร่   สั่งโรงงานเข้ามาเพราะว่าเอามือเอาค้อนมาทุบมาตีก็คงไม่ไหวก็ต้องสั่งโรงงานและเทคโนโลยีมา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเงินทั้งนั้น เอาเทคโนโลยีเขามาแล้วก็ต้องมีคนคุม คนไทยเขาก็ไม่ให้คุม ให้เป็นจับกังธรรมดา รายได้ต่ำ ๆ     เอาคนต่างชาติเข้ามาคุมเป็นผู้จัดการทำออกมาเป็นรถเสร็จแล้วจอดอยู่เฉย ๆ จะเอาไปขายบรรทุกใส่เรือเอี้ยมจุ๊นไปก็ไม่ไหว ก็ต้องเรียกเรือเข้ามาบรรทุกไป    ต้องเสียค่าระวางค่าประกันภัยมากมาย นั่นคือสิ่งที่เราได้ทำกันมา โดยที่ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากตรงนั้น   แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลยแล้วเป็นอย่างนี้เรื่อยมา เป็นอย่างนี้เท่านั้นก็ไม่เป็นไป     แต่เกิดไปทำลายสิ่งซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของบ้านเมือง   นั่นก็คือสภาพแวดล้อม   หรือนิเวศน์วิทยา ไปทำลายตรงนั้นไม่พอ ยังไปทำลายความเป็นไทย   หรือขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยอีกด้วยแล้วน่าเจ็บปวด   เพราะว่าปี  1987  ปี พ.ศ. 2530  เป็นปีซึ่งคณะกรรมาธิการของโลกที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา   WorldCommission Environment and Development ออกเอกสารที่สำคัญฉบับหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า   Our Common Future เขาถือว่าเป็นเอกสารที่สำคัญที่สใทศวรรษนั้น คือทศวรรษที่ 1990ในเอกสารฉบับนั้น พูดถึงความผิดพลาดในการพัฒนาที่ผมได้เล่าไปแล้ว และให้การพัฒนาแบบที่เรียกว่า sustainable development    หรือการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งหมายถึงการพัฒนาที่ต้องนึกถึงสิ่งแวดล้อม หรือ economy ต้องนึกถึง ecology หรือนิเวศน์วิทยา นั่นคือสิ่งที่เขาออกมา และที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่านั้นคือ      พอปี 1991 มีการประชุมที่เรียก  Earth  Summit  ที่เมือง Rio ที่บราซิล แล้วก็บอกว่าในทศวรรษที่ 90    และศตวรรษที่ 21 ต้องพัฒนากันอย่าง agenda twenty-one มีอยู่ 800-900 หน้า   ถ้าท่านผู้มีเกียรติได้มีโอกาสอ่าน เอกสารจะพูดถึงเรื่อง sustainable development  นั่นเป็นการ development ที่ต้องนึกถึง environment ขณะเดียวกันองค์การสหประชาชาติโดย UNESCO ได้ออกเอกสารมาฉบับหนึ่ง ที่เรียกว่า A World Decade of Cultural Development  นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เรียกว่า cultural development เมื่อสักครู่นี้เรียกว่า  sustainable development   เราก็จะสงสัยว่าต่างกันอย่างไร  เอกสารฉบับนี้มุ่งเน้นหนักว่าที่ทำมาทั้งหมด   พูดถึงเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ   พูดถึงเรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจ พูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่เป็นแกนกลางสำคัญในการพัฒนาทำไมถึงละทิ้งเรื่องที่สำคัญและประเทศที่ศิวิไลซ์อย่างอเมริกาหรือประเทศอื่น ๆ กำลังแสวงหาคือ เรื่องจิตนิยม แทนที่จะเป็น materialism หรือวัตถุนิยม ทำไมลืมเรื่องนี้ไป    จึงเอาเรื่อง cultural development มาใส่ พระธรรมปิฎกเอาสองเรื่องนี้มารวมกัน   แล้วเอาตัวกลางเข้าไปใส่กระแสสองสายที่มองดูเป็นคนละเรื่อง      แล้วเอาตัวกลางคือมนุษย์เข้าไปใส่ มี economy  มี  ecology    คนที่จะเป็นคนทำให้    economy    ซึ่งเป็นdemand ส่วน ecology ซึ่งเป็น supply ได้สัดส่วนกันก็คือคน ท่านเรียกว่า evalueability  คือขีดความสามารถของคนในการจัด demand supply ให้ได้ลงตัวและเรื่องของคนตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับ   cultural  development    เพราะฉะนั้นความคิดของสองกระแสเรื่อง sustainable development และ cultural development จึงมารวมศูนย์กันที่คน โดยพระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกที่เทศน์เรื่องนี้มาตั้งแต่ปี  2536    ที่ผมบอกว่าเจ็บปวดเพราะปีที่เกิดเรื่องนี้คือต้นทศวรรษที่ 1990   เป็นตัวเริ่มแผนฯ 6 แผนฯ 7 จนกระทั่งมาแผนฯ  8    แนวคิดนี้ค่อนข้างจะไปได้ล่าช้ามาก ผมนำเอาสิ่งนี้มาบอกว่านั่นคืออดีต  ในอนาคตท่านคงจะเห็นภาพกันแล้ว    เพราะใน agenda twenty-one เขาเขียนไว้ชัดเจน
    
            ที่เราพูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี    ต้องเป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่คำนึงถึงเรื่อง ecology ด้วย ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่นึกถึงแต่   materialism   เร่งการผลิตและการบริโภคอย่างมหาศาล นั่นก็เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ กลับมาที่เศรษฐกิจเฉพาะหน้ากันสักนิดหนึ่ง การจะเดินทางไปสู่ปี 2000 ถ้าไม่สามารถฟันฝ่าหลุมบ่อที่อยู่ตรงหน้าเราในขณะนี้ไปได้ ก็คงจะไม่มีประโยชน์ หลุมบ่อที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันนี้ที่กำลังเผชิญอยู่มีอะไรบ้าง ผมว่ามีมหาศาลเอาแต่เพียงปัญหาหลักๆ ก็แล้วกันเรื่องที่หนึ่ง plan หรือแผนที่จะปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งจะไม่พูดตรงนี้เพราะว่าเราคงจะเข้าใจแล้ว และต่อไปนี้คงจะทำได้แล้ว หลักที่เราเคยคิดกันไว้ แทนที่จะเป็น industrialized  country  เราจะเป็น  servicescountry    ประเทศที่เน้นหนักเรื่องบริการ เรื่องท่องเที่ยว เรื่องศูนย์รักษาสุขภาพ     ศูนย์การศึกษาเป็นแหล่งของการซ่อมบำรุงอากาศยาน    เป็นแหล่งเชื่อมโยงการเดินเรือทางทะเล   เป็นแหล่งหาความสุข เป็นแหล่งที่จะศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม แม้กระทั่งเป็นแหล่ง supply แรงงานที่ถือว่าดีที่สุด      ท่านที่เคารพในที่นี้ถ้าไปต่างประเทศบ่อย ๆ  จะเห็นว่าคนไทยไปทั่วโลก ผมไปที่บรูไน เข้าไปในวังสุลต่านโบเกีย มีคนไทยทั้งนั้น ทั่วโลกต้องการคนไทยมาก      เมื่อสองวันก่อนคุยกับเพื่อนที่มาจากอิหร่าน เขาจะเป็น gateway เพื่อที่จะเอาคนไทย ใจผมต้องการเอาคนไทยไป     แต่ไม่ใช่เอาไปทำมาหากินแบบที่เกาหลีที่ถูกฟ้องร้องกันมา สมัยที่ผมอยู่ ผมให้รัฐดูแลคนพวกนี้ แล้วออกเงินให้ด้วยซ้ำ ที่จะส่งไปต่างประเทศ  ไม่ใช่ไปเป็นจับกังนะ ที่ออสเตรเลียยังขอมาเดือนนี้    8,000  คนก่อน เดือนถัดไปขอเป็นหมื่น ๆ เพราะคนไทยงดงามพร้อมหมด เป็นคนเลี้ยงเด็กก็ได้ ดูแลผู้ใหญ่ก็ได้ ซักเสื้อผ้าก็ได้ ทำอาหารก็ได้ ทำอะไรได้ทุกอย่าง ภาษาก็ไปอยู่ 3 เดือนก็พูดได้ Yes Yes No No แล้วซื่อสัตย์ นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟัง เพราะฉะนั้นเรื่องแผนทางเศรษฐกิจไม่ต้องพูดถึงกันนะครับ ประเด็นที่สอง ผมว่าหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ ผมไม่ได้ดูที่ไหน ผมดูที่คำว่า why   หรือ GDP หรือgross ตัวเดียว ไปดูทำไมที่คนทำประกันสังคม ไปดูให้มันยุ่ง ก็ดูที่ GDP ตัวเดียวหรือ  Gross Domestic Product   เท่ากับอะไร เท่ากับ C+I+G+X-M มันก็แค่นั้น    ถ้าจะให้บ้านเมืองนี้เจริญ     ท่านจะเห็นได้ว่า   X-M   ก็คือตัวแรกสุดที่เรามักจะ export oriented economy คือพยายามผลักดันเศรษฐกิจการส่งออก  จะไปสู้ใคร  X  คือ export  ลบ  M  คือ  import  ตัวนี้ต้องเป็นบวกจึงจะถือว่าเป็น gross   แต่ถ้าเป็นลบก็แย่ มันก็จะไปถ่วง จริงอยู่ผมทำตั้งแต่สมัยผมมาแล้ว   เดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ปี 2540 มีการได้ดุลการค้าปีละ 800-1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็เป็นรากฐานของการได้ดุลการค้ามาจนถึงทุกวันนี้    แต่เวลานี้ X-M นี่ X จะไปเอาที่ไหน เวลานี้ก็ได้จากชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อาหารบ้าง      แต่ต่อไปจะมาพึ่งตรงนี้คงจะลำบาก ที่ขึ้นอยู่ทุกวันนี้ก็รถจักรยานยนต์บ้าง รถยนต์บ้าง ซึ่งผมไปเจรจามาตั้งแต่ปีที่ผมอยู่ ขอสามข้อ ข้อที่หนึ่งคือ cash flow ของบริษัทลูกของญี่ปุ่น เพราะเราเป็นหนี้ญี่ปุ่นเสีย 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว    ไปญี่ปุ่นคราวนั้นก็ให้มาช่วย    cash flow  ของบริษัทลูกหน่อย ข้อที่สอง ของที่จะส่งออกไปที่อื่น แทนที่จะทำในที่อื่น ให้มาทำในเมืองไทย    ข้อที่สาม็ขอยืมเงินดอกเบี้ยถูก ก็ไปกับคุณกรไปเจรจากับฮาชิโมโต แล้วมาเป็นมิยาซาวาซึ่งมันผิดแผนที่จะใช้ผมไม่ได้ใช้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นท่านที่เคารพครับ X-M ก็ไม่ไหว ท่านจะเอา C+I+G I หรือ investment ก็ไม่ไหว พวกเราก็รู้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท่านทักษิณ ท่านกรถึงได้พยายามเร่ง SME ซึ่งผมไม่อยากให้ใช้คำว่า SME ผมอยากให้ใช้คำว่าธุรกิจห้องแถว    เพราะถ้าเป็น SME  ก็ต้องมีกติกาว่าต้อง 50 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเป็นหน่วยผลิตอย่างนั้นอย่างนี้   เป็นธุรกิจธรรมดาไม่ได้ ถ้าเอาห้องแถว 1 ล้านห้อง      ทุกวันนี้ให้เครดิตไป   งานมันจะออกขนาดไหน แต่ว่าท่านจะเห็นได้เลยนะว่า   investment  มัน   over  capacity    อยู่ เวลานี้ก็ยังไม่ยอมลด ใครจะมาลงทุน อีกนานทีเดียว ก็มีแต่ว่าขาดทุนมากขึ้น consumption กับ G G ก็ไปไม่รอดอยู่แล้ว ท่านก็รู้ว่าขาดทุนปีละ 5-6 เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวก็ 8-9 เปอร์เซ็นต์ของ GDP หนี้ก็เวลานี้เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แล้ว ผมได้บอกไว้ตั้งแต่หนึ่งปีที่แล้วว่า ปีนี้ปีหน้าจะขึ้นไปถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แล้วอันตรายอย่างที่สุด เพราะฉะนั้นเหลือ  C  ตัวเดียว   คือ  consumption ที่จะเร่งเศรษฐกิจให้    เรามีคน 40 ล้านคนเวลานี้   ทำ GDP ให้กับประเทศชาติได้แค่ 4 แสนล้านแค่นั้นเอง แต่คนที่เหลือทำไปตั้ง 4.5 ล้านล้าน ถ้าทำคน 40 ล้านคนซึ่งเป็นคนยากคนจน 8  ล้านคนเป็นชาวไร่ชาวนา ถ้าทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกนิดเดียวเท่านั้นเองเอาแค่เดือนละ   1 หมื่นมหาศาล เดือนหนึ่งจะ4 แสนล้าน ปีหนึ่ง 40 ล้าน จะไหลอยู่ในวงจรทางเศรษฐกิจขนาดไหน เงินก็ไปที่ห้องแถว     คนจนมีเงินไม่เก็บหรอกครับ ไม่เหมือนคนรวย คนรวยไม่รู้จะใช้อะไร นั่นก็มี ใช้นี่บ้างนิดหน่อย แต่คนจนไม่มียังไปกู้เขาใช้เลย   คนจนมีเงินก็จะไปใช้ที่ห้องแถวหมด ดัดผม ตัดเสื้อ ดูหนัง ดูละคร ซื้อวิทยุ ซื้อโทรทัศน์สี    เพราะเห็นคนในรัฐบาลแล้วขว้างจอแตกไป เลยต้องไปซื้อมาใหม่ นี่คือสิ่งที่ธุรกิจห้องแถวเจริญก้าวหน้า เมื่อธุรกิจห้องแถวเจริญก้าวหน้า     ธุรกิจระดับชาติก็เติบโต consumption จึงสำคัญที่สุด จะทำอย่างไร ก็ต้องจ้างงาน รายได้หลักของพี่น้องเกษตรกรต้องเพิ่ม    ถ้าให้ราคาข้าวเขาเกวียนละ 4-5 พันอยู่อย่างนี้ ตายแน่    อ้อยเขาขอ 2 พัน     เพื่อจะเพิ่มอีก 1.20 บาท     แล้วไม่ให้เขาอ้างหลักการอย่างโน้นอย่างนี้ ทีบางคนใช้ไป 8 แสนล้าน ไม่มีหลักการ เอาล่ะไม่ว่ากัน    วันนี้ไม่ได้เป็นวันต่อว่าเพราะว่าเป็นวันพระ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าต้องให้คนจนมีรายได้ แล้วการจะให้คนจนมีรายได้นั้นไม่ได้ยากเย็น ผมบอกว่ามิยาซาวาที่เอามานั้น ต้องการจะเอามาทำให้ราคาข้าวขึ้นมากกว่าสมัยผม เกวียนละ 1.2 หมื่น มันจะหมื่นสามหมื่นสี่ขึ้นไปได้เรื่อย ๆ  ทำไมทำได้ล่ะครับ บางคนในรัฐบาลบอกโอ้โฮฟ้าดินช่วยมันไม่ใช่หรอกครับ บางคนบอกโอ้โฮค่าเงินบาทถูก   สมัยที่ผมออกอยู่ที่ 36.70 บาท ที่เลว ๆ ที่สุดแล้ว  ผมออกแล้วไหลไป 50-60 บาท ไม่ใช่ผม   ท่านผู้ชมที่เคารพครับ การจะทำให้คนจนมีรายได้มากขึ้นไม่ยาก mega project จะเป็นตัวกระตุก   คือเวลานี้ถ้าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจมี 2 ทางnew deal หรือ  mega project ที่ต้องทุ่มลงไปหนัก    หรือไม่อีกทางหนึ่งท่านต้องทำสงคราม war economy เรากำลังมองเชสเนียอยู่ว่า ทำไมรัสเซียถึงทุ่มเทเหลือเกิน ไม่ยอมหยุดเดี๋ยวเถอะต้องมีลูกเล่นต่อต้องระวังให้ดี    นั่นคือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญแต่อย่างไรก็แล้วแต่ new deal หรือ mega project นี่ผมไม่ได้หมายถึงคอคอดกระอย่างที่คนพูดกัน ผมสนับสนุนคอคอดกระ     เพราะถ้าไม่สร้างตรงนี้ อีก 10 ปีท่านเชื่อผมสิว่า      รูปแบบการขนส่งหรือการค้าจะเปลี่ยนไป เพราะขณะนี้จีนกำลังทำยูโรไซโนแลนด์บริดจ์ อีกหน่อยเขาส่งกันทางนั้น ทะเลไม่มีทางแล้ว   ท่านไม่สร้างทางเลือกตั้งแต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ ที่ผมพูดหมายถึงว่า ขณะนี้มีเงินในกระเป๋าแล้ว 7 พันล้านไม่ทำ อุตส่าห์ไปวางศิลาฤกษ์ไว้แล้วที่อู่ตะเภา Star Alliance    เวลานี้เพิ่มบริษัทแล้ว ยังไงก็ต้องอาศัยไทยเป็นศูนย์กลาง คนอื่นมาแย่งเป็นศูนย์กลางการบินก็ไม่ได้ ต้องไทย    เพราะว่าตรงนี้เวลาบินมันพอดี    เครื่องบินต้องซ่อม    ต้องเปลี่ยนลูกเรือ     ต้องเติมน้ำมัน อยู่ตรงนี้ เราจะสร้างตรงนั้นทั้งหมด 7 พันล้านได้พูดกับทหารเรือไว้แล้ว ทางฝั่งตะวันตกของอู่ตะเภา   นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง แต่ mega project ที่ผมหมายถึงนั้นคือ mega project ของคนจน พื้นที่นาที่มีอยู่ร้อยล้านไร่   หนึ่งกิโลเมตรห่างกันต้องสร้างทางเข้าไป ให้คนจนสร้างกันเองก็สร้างด้วยลูกรัง เมตรสองเมตรก็สร้างกันไปสิ พ่อใหญ่แม่ใหญ่ พ่อเถ้าแม่เถ้าก็แบกกล้าไปลิบ ๆ แล้วก็เดินกลับมาจะเอาปุ๋ยไปใส่ก็แบกไป แบกยาไปฉีด เขาสร้างบ้านสร้างเมืองนี้นะครับ     ต้องทำให้เขา แต่ทำให้เขา นั่นคือการทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า เรื่องสุดท้ายของเศรษฐกิจก็คือ คนที่เป็นผู้ประกอบการ หรือนักธุรกิจ white collar  และ blue collar อะไรก็แล้วแต่ ที่มีอยู่ประมาณ 1-3 ล้านคน ทิ้งไม่ได้ ทิ้งได้อย่างไร  ถ้าทิ้งนี่อีก 1 generation เวลานี้ท่านไปขายเต้าทึงกันตั้งเยอะแล้ว แย่จริง ๆ   รัฐมีหน้าที่ต่อสิ่งนี้   กองทุนบุริมสิทธิพิเศษ ตั้งกองทุนพิเศษให้เขากู้ เอาเรื่อง cash flow เป็นหลัก ตัดเอาเรื่องอื่น ถ้าจะให้เขาอยู่รอด อย่าให้เขารอตั้ง 1 generation 20  ปีคงรอไม่ไหว เงินไม่ใช่หายาก เพื่อนเรามีเยอะแยะในภูมิภาค    third generation  ที่เราเรียก third   revolutionfirst revolution ก็คือเมื่อหมื่นปีที่แล้วนะครับ คือการปฏิวัติเกษตรกรรม 250 ปีที่แล้วเป็น second revolution   คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม third revolution กำลังจะมา ค่อนข้างรวดเร็วฉับพลันและรุนแรงด้วย ต้องระวังให้ดี   ตรงนี้มีความเกี่ยวพันกับหลาย ๆ    เรื่องในอดีตที่ผ่านมา ความเจ็บปวด ความสะสม     ปัญหาต่าง ๆ ที่พร้อมที่จะระเบิด      และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ  information technology    กับ biotechnology    เป็นตัวกระตุ้นที่มีความสำคัญ ท่านที่เคารพครับ อีกหน่อยเราคงเห็นม้ามังกรที่เขาเขียนไว้ในพระอภัยมณี คือตัวเป็นม้าแต่หัวเป็นคน    คงมีแน่เพราะ GMO    อีกหน่อยโลกที่ท่านเห็นว่ากลมจะกลายเป็นสี่เหลี่ยม เพราะ information technology    ทำให้ท่านต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา โลกของท่านจะเป็นสี่เหลี่ยม ไม่ใช่โลกกลมแล้ว สรรพสิ่งในโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล   ขอให้ท่านทุกคนมีกำลังใจเถอะครับ      บ้านนี้เมืองนี้ศักดิ์สิทธิ์นะครับ    เชื่อผม   มีพระเจ้าอยู่หัวที่คุ้มเหนือหัวเราอยู่    เจ็บปวดก็จะเจ็บแบบพอสมควร  เมื่อวานนี้ดูรายงานผลการปฏิบัติงานของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ของรัฐบาลไม่มีการกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่หัวเลย ซึ่งที่ทำมาทั้งหมดนี่เพราะพระองค์ท่าน ไม่เป็นไร ก็ขอให้ทุกคนที่นี่   เราเป็นครอบครัวเดียวกัน    ต้องอยู่ด้วยกัน สิ่งที่พูดมานั้นเป็นเรื่องเล็ก ผมเป็นห่วงสังคมไทย ผมต้องการดึงเอาสังคมไทยกลับคืนมาต้องการดึงเอาขวัญและกำลังใจของคนไทยกลับคืนมาคนไทยไม่เคยแพ้ใครครับ ก็คงขอฝากไว้แค่นี้ ขอบพระคุณครับ