สโลแกนของพรรคไทยรักไทยที่ว่า
"คิดใหม่ ทำใหม่"
ไปสร้างภาพให้คนทั้งประเทศว่า ต่อไปวัฒนธรรมเก่าๆจะไม่มีแล้ว
ไม่มีประเภทการย้ายพรรคเข้ามา
หรือวิธีการทางการเมืองเก่า ๆ
ดร.ทักษิณ :
"คิดใหม่
ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน"
นั่นคือการคิดแนวคิดในการบริหารประเทศ
คิดในการมองปัญหาของประเทศใหม่
และมองการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ถูกต้องตามที่สิ่งที่โลกได้พัฒนาไป
แต่การที่เข้ามาสู่การคิดใหม่นั้น ก็อาจจะประกอบด้วยผู้คนหลายส่วน
บางคนอาจจะเป็นคนเก่า
แต่ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดก็ได้
แต่บางทีบางพรรคเอาคนใหม่ไปคิดแบบเก่า
ความจริงความเสียหายมันน่ากลัว
เพราะว่าการจะแก้ปัญหานั้น
มันอยู่ที่วิธีคิดในการแก้ปัญหา
ซึ่งอาจจะคิดโดยคนใหม่ก็ได้
โดยคนเก่าก็ได้
แต่ขอให้เปลี่ยนมุมมองวิธีคิด
ถ้าขืนคิดเราใช้มุมมองวิธีคิดเดิมๆ
มันแก้ปัญหาไม่ได้ และเราก็แก้ไป ผิดพลาด
เสียหายมาโดยตลอด
หมายความว่าใครก็ตามที่จะเข้ามาอยู่ไทยรักไทย
จะเป็นส.ส.เก่า
หรือมีวิธีคิดแบบเก่า
แต่เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องเปลี่ยน
วิธีคิดให้เป็นแบบไทยรักไทย
ดร.ทักษิณ :
คืออย่างนี้นะครับ
รัฐธรรมนูญใหม่แยกหน้าที่ของส.ส.
ออกจากรัฐมนตรีค่อนข้างชัด
คนบางคนคือเขารู้ตัวและพรรคก็รู้ว่าคนเหล่านี้เขาเข้ามาเพื่อเป็นส.ส.เท่านั้น
เราก็ต้องคิดในมุมมองเขาว่าเขาสามารถทำงานในพื้นที่
รับใช้พี่น้องประชาชน
รับทราบปัญหาบางปัญหามาสู่การพิจารณาของพรรค
แล้วทำงานในสภาได้หรือไม่
ตรงนั้นคือเรามองว่าคนนั้นเหมาะแค่นั้น
แต่ขณะเดียวกันที่มาเป็นรัฐมนตรี
เหมาะที่จะเป็นนั้น
วิธีคิดเขาเป็นยังไงความประพฤติเขาเป็นยังไง
เขาสามารถเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่
คนที่จะเป็นรัฐมนตรี
ต้องลาออกจากการเป็นส.ส.
พ้นจากความเป็นส.ส. นี่คือรัฐธรรมนูญใหม่
พรรคจะคนอยู่ 2
กลุ่มแน่นอน
กลุ่มหนึ่งเตรียมให้เป็นรัฐมนตรี
อีกกลุ่มหนึ่งเตรียมให้เป็นส.ส.
เพราะฉะนั้นอย่าไปปนกันว่า คนนี้เราไม่ชอบเลย
เขาจะมาคิดใหม่ได้ยังไง
แต่จริงแล้วเขาไม่ได้กะมาเป็นรัฐมนตรี
แต่เขากะมาเป็นส.ส.
แล้วการทำหน้าที่ส.ส.นั้นก็มีวินัยของพรรค
ซึ่งก็จะนำโดยหัวหน้าพรรคกับกรรมการบริหารพรรคเป็นหลักเราจะแก้ปัญหาประเทศด้วยการออกกฎหมายนั้น
ก็ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่เราต้องการนำเสนอ
แนวทางในการวางวิธีการทำงานที่คุณทักษิณพูดวันนี้
พอถึงเวลาคนที่จะเข้ามาอยู่ในพรรคมักมาพร้อมกับข้อต่อรองเสมอ
มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนี้ก็ได้
ดร.ทักษิณ :
บังเอิญว่าพรรคไทยรักไทย
โดยเฉพาะผมเนี่ยเป็นคนที่ไม่รับการต่อรอง
บางคนเข้ามารอบที่หนึ่งมาต่อรอง ผมก็ไม่รับการต่อรองใด ๆ
ผมบอกว่าถ้าเราคิดจะมาช่วยกัน
มาทำงานการเมืองเพื่อบ้านเมือง
โดยปรัชญาของการเมืองนั้น
เราต้องเข้ามาเพื่อเสียสละ
เราไม่ได้เข้ามาเพื่อเรียกร้องให้ตัวเอง
ถ้าเราเริ่มเรียกร้องให้ตัวเองมันก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาให้ชาติได้หรอก
ผมก็เลยบอกไปว่าอย่าต่อรองเลย
แล้วเขาก็กลับไป
มาอีกครั้งหนึ่งครับมาลดข้อต่อรอง
เขาคิดว่าผมเนี่ยมองว่าข้อต่อรองมากไป
ก็มาลดให้
ผมก็ไม่รับข้อต่อรองอีก
แล้วบางคนมีเหมือนกันที่กลับมาอีกที
โดยไม่มีข้อต่อรองบอกว่าพร้อมที่จะมาทำงานพรรคแล้ว
หมายถึงคุณเสนาะหรือเปล่าครับ
ดร.ทักษิณ : ไม่ใช่ครับ
หลายคนเป็นอย่างนั้น
แต่คุณเสนาะไม่เคยนะครับ
เป็นคนที่ไม่เคยคิดเรื่องข้อต่อรองเลยที่มาหาผม มาคุยกับผม
ก็คุยกันเรื่องบ้านเมือง
คุยว่าแนวทางคุณทักษิณเป็นยังไง
คิดยังไง
วันนี้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้
ถ้าคุณทักษิณจะทำงาน จะทำแนวไหน
จะคิดกันเรื่องเหล่านี้
ือคุณเสนาะจะบ่นเรื่องปัญหา
คุณเสนาะเคยเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย เคยทำงานในชนบทเป็นหลัก
เป็นส.ส.ต่างจังหวัด
เขาจะรู้ปัญหาตลอด
ก็เลยมาคุยกันว่าปัญหาอย่างนี้มันสะสมหมักหมมมานาน
คุณทักษิณมีมุมมองอย่างไร
จะคิดกัน
คุยกันในเรื่องของบ้านเมืองมากในเรื่องของการเมืองก็มีคุยกันบ้าง
ยอมรับว่าคุยกัน
แต่ว่าวันนี้มันยังไม่ถึงเวลาที่เราจะพูดอะไรว่าคุณเสนาะจะมาอยู่กับผม
คุณเสนาะยังคงทำหน้าที่เป็นส.ส.ให้พรรคความหวังใหม่
และสภาก็ยังอยู่
เป็นความลำบากใจมากที่พรรคการเมืองอย่างพรรคไทยรักไทย
ที่เป็นพรรคการเมืองแรกที่ตั้งมาในระหว่างที่ยังมีสภาอยู่
ส่วนใหญ่พรรคการเมืองจะตั้งและประกาศเอาในวันเดียวกับที่ยุบสภา
เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องนี้
มีส.ส.มาเรียบร้อยก็ลงเลือกตั้ง
แต่พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาปั๊บ
ก็ประกาศนโยบายออกทำงานพบปะประชาชน
ไปทำนโยบายซักซ้อมนโยบายร่วมกับประชาชนทุกอาชีพ
และทำอย่างนี้ตลอดมาเกือบ
2 ปี รวมทั้งการคัดเลือกคนเพื่อมาผู้สมัคร
เป็นนักการเมืองของพรรค
เราทำอย่างต่อเนื่อง
ก็เลยมีข่าวอย่างต่อเนื่องทั้งที่ยังไม่มีส.ส.ในสภาบางครั้งก็อาจจะมีวิธีการที่ต่างกับการเมืองในอดีต
ซึ่งบางคนก็เข้าใจ
บางคนก็ไม่เข้าใจ
เรื่องนี้เป็นข่าวไปหมดแล้ว
จริงๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่ที่เรียนถามเพราะอยากได้ยินคำตอบ
โดยที่ไม่มีการตัดต่อให้ทางบ้านได้ยินชัดเจนด้วย
บอกว่าคุณเสนาะจะมาพรรคไทยรักไทย
3 สุในพรรคไทยรักไทยก็ไม่ชอบ
คุณสุดารัตน์ คุณสุธรรม
คุณสุรนันทน์
แล้วคุณสุดารัตน์ก็เลยถูกส่งไปลงผู้ว่ากทม.
ดร.ทักษิณ :
เชื่อมั้ยครับว่าบางครั้งข่าวออกมา
ผมงง!
เราต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้เริ่มมีการเขียนข่าวแบบวิจารณ์
คาดการณ์ในเนื้อข่าว
คือข่าวไม่ได้เป็นข่าวปกติแล้ว
เพราะฉะนั้นก็เลยสับสน จริงๆ
แล้วมันไม่มีเรื่องอย่างนั้นเลย
มันเป็นเพียงแต่ละคนพูดหลักการของพรรค
เพราะพรรคต้องมีหลักการ
มีวัฒนธรรมการเมืองที่ต้องปฏิบัติกันอยู่เขาก็ต้องพูดหลักการของพรรคออกไปว่าเป็นอย่างนี้
ๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องขัดแย้งเลย
แต่ปรากฏว่าออกมา
กลายเป็นมีการเพิ่มเติมความเห็นของผู้ทำข่าวว่า 3
คนนี้ไม่เห็นด้วยเลย
คัดค้านกัน ซึ่งมันไม่ใช่
จริงแล้วเรามีหลักการ
เราเปิดกว้างให้ทุกคนเพื่อมาช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหาประเทศ
วันนี้ปัญหาประเทศหนักนะครับ
หากเรารอพรรคใดพรรคหนึ่งหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง
ผมคิดว่าเราไม่รู้พอที่จะแก้ปัญหาประเทศได้อย่างลึกซึ้งและอย่างมีประสิทธิภาพ
เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับฟังปัญหาและแนวทางจากทุกฝ่าย
แล้วเรามาช่วยกันคิดช่วยกันทำ
เพื่อแก้ปัญหา
ในโลกยุคใหม่นั้นเขาใช้คำว่า co-think
คือคิดร่วมกันco-plan คือวางแผนร่วมกัน co-work
คือทำงานร่วมกัน
มันถึงจะสำเร็จและมีประสิทธิภาพ
ความใจแคบทั้งหลายจะต้องตัดออกไป
ถ้าองค์กรไหนประเทศไหนมีแต่ความใจแคบนั้น
การแก้ปัญหาทำได้ลำบาก
แบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ผลสุดท้ายองค์กรนั้นลำบาก
เหล่านี้คือแนวใหม่ของการบริหาร
ไทยรักไทยยังต้องปรับอะไรอีกหรือไม่
อย่างเช่น
ตำแหน่งเลขาธิการพรรค
บางคนก็บอกว่ายังไม่ใช่ของจริง
อีกหลายตำแหน่งซึ่งก็น่าจะมีการประกาศในเร็ว
ๆ นี้หรือไม่
จะบอกล่วงหน้าในรายการนี้ได้หรือไม่
ดร.ทักษิณ :
คือวันที่เราตั้งพรรค
มีสมาชิกเพียงหมื่นกว่าคน
สักพักพอครบปีประมาณแสนกว่าคน
แต่ระยะหลังจากปีนี้ สมาชิกเพิ่มเร็วมาก
วันนี้เรามีถึงประมาณล้านสองแสนคน
จากกรรมการที่เรามีอยู่ 17
คนนั้นไม่พอแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งกรรมการตามที่ข้อบังคับกำหนดไว้ไม่เกิน
55 คนให้เต็ม
เราจะทยอยตั้งให้เต็ม
เพื่อรองรับจำนวนสมาชิกและภารกิจที่เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งวันที่ 26
มีนาคมเป็นการประชุมสามัญประจำปีของพรรคตามปกติ
ถือโอกาสนี้เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติม
แล้วแต่สมาชิกผู้มีอำนาจที่ได้รับเป็นตัวแทนของสมาชิกทั้งหมดและมาร่วมประชุมว่าเราสมควรจะเปลี่ยนแปลง
หรือเพิ่มเติมตำแหน่งไหน
แต่เพิ่มนั้นเพิ่มแน่
การเปลี่ยนอาจจะไม่เปลี่ยน
หรือเปลี่ยนก็ได้ ซึ่งวันนั้นเราจะหารือกันในวันที่ 26 ครับ
วันนี้ไทยรักไทยเดินทางทางการเมืองมาพอสมควร
และก็ใกล้เวลาที่จะมีการเลือกตั้ง
พอประกาศหรือเร็วไปมั้ยที่จะประกาศว่าพรรคพันธมิตรของไทยรักไทยจะเป็นกลุ่มไหน
ดร.ทักษิณ :
ผมว่าเร็วเกินไป
ผมเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางการทำการเมืองแบบเก่า
การจับมือเป็นพันธมิตร
อย่างนั้นอย่างนี้
ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว
ในสภานั้นรัฐธรรมนูญกำหนดชัดให้อิสระส.ส.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี
เราเองต้องเข้าใจเจตนารมณ์และจิวิญญาณของการปฏิรูปการเมือง
เราอย่าไปสนใจคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ
หรือกติกาที่
บางครั้งก็มีข้อบกพร่องไปบ้างสิ่งที่เปลี่ยนใหม่มันก็ต้องเป็นอย่างนี้
เป็นเรื่องธรรมดา
ตรงนั้นจะให้อิสระแก่ส.ส.ในการ
เลือกนายกรัฐมนตรี
ซึ่งผมไม่รู้ว่าใครจะเป็น
เมื่อเขาเป็นแล้ว
เขาก็จะไปเลือกว่าจะเอาพรรคไหนมาร่วม
อันนี้โดย
หลักนะครับ
แต่โดยการปฏิบัติในอดีต
ไปจับมือกันไว้ก่อน
แต่โดยหลักของรัฐธรรมนูญใหม่
จะให้นายกรัฐมนตรีที่ได้
รับความไว้วางใจแล้ว
ไปเชิญพรรคต่างๆมาร่วมงาน
แน่นอนครับว่านโยบายในการแก้ปัญหาที่เป็นเรื่องหลักๆ
นั้น ต้องไม่ขัดกัน
อันที่สองคือ
รัฐมนตรีที่จะมาร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี
ซึ่งจะมีจำนวนเหลือน้อยลงจากวันนี้
49 เหลือ 36 นั้น นายก
รัฐมนตรีก็คงต้องพิจารณาเหมือนกันว่า
ถ้าห่วงการเมืองมาก
บ้านเมืองก็ลำบาก
เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญใหม่ให้ภาวะผู้นำแก่นายกรัฐมนตรีสูงมาก
นายกรัฐมนตรีจึงต้องไม่ห่วงการเมืองมาก
ต้องห่วงบ้านเมืองมาก ๆ
นั้นคือต้องพยายามเลือกรัฐมนตรีที่มีความรู้
ความสามารถ
เพราะไม่เช่นนั้นหากมีการปลดรัฐมนตรีระหว่างกลางทางนั้น
รัฐมนตรีตกงานนะครับ
เพราะกลับไปเป็นส.ส.อีกไม่ได้
ตามที่ระบบใหม่กำหนดไว้
เดินทางมาถึงวันนี้
ถามตรง ๆ
คิดหรือไม่ว่าตัวเองมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี
ดร.ทักษิณ :
ผมอาสาที่จะแก้ปัญหาให้บ้านเมือง
แล้ววันนี้ก็ได้ทำการบ้านมากได้เดินทางพบปะพี่น้องประชาชนรับทราบปัญหาแล้วก็พยายามเอาแนวนโยบายของเราไปหารือกับเขาว่า
อย่างนี้จะแก้ปัญหาของเขาได้หรือไม่ทำอย่างนี้มาตลอดเป็นเวลา 2 ปี
แล้วก็มีการเดินทางไปพบปะผู้นำทางการเมืองและผู้นำภาคเอกชนทั่วโลก
เพื่อจะรู้แนวทางของการเปลี่ยนแปลงการทำมาหากินของคนในโลกนี้
การแข่งขันในสงครามเศรษฐกิจที่กำลังติดพันกันอยู่ในภาวะนี้ว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะพาชาติบ้านเมืองไปรอด
แล้วจากการที่ผมไปเปิดตัวนักการเมืองของพรรคในเขตต่างๆ นั้น
ได้รับการขานรับค่อนข้างดีจากประชาชนแทบทุกภาค
ซึ่งผมก็ค่อนข้างที่จะมีกำลังใจว่า
ประชาชนก็อาจจะให้โอกาสผมในการที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้เขาก็ได้
ก็คิดเหมือนกันว่าตัวเองก็มีโอกาสพอมาถึงวันนี้
ดร.ทักษิณ :
คือค่อนข้างคิดว่าประชาชนให้ความสนใจ
แต่การตัดสินใจของประชาชนนั้นต้องตอนเลือกตั้งครับ
เพราะว่าอีกหลายเดือน
เราไปตัดสินใจแทนประชาชนไม่ได้
จะไม่ถามคุณทักษิณว่าพรรคไทยรักไทยจะได้กี่เสียง
แต่จะถามว่าพรรคการเมืองที่จะมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีเขาต้องได้กี่เสียง
ถือเป็นเรื่องใหม่ 500
คนสำหรับส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
และเขตเดียวคนเดียว
ดร.ทักษิณ : ความจริงแล้วพรรคนั้นไม่จำเป็นต้องได้กี่เสียง
จะได้เสียงมากเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับส.ส.ในสภาจะโหวตให้ แต่ส่วนใหญ่ส.ส.พรรคไหนก็จะโหวตให้หัวหน้าพรรคนั้นอยู่แล้ว
เว้นแต่ว่าพรรคนั้นเป็นพรรคเล็กกว่าแล้วคิดว่าจะไปสนับสนุนอีกพรรคหนึ่งเป็นรัฐบาล
ก็ยังไม่หนีกรอบเดิมมาก จริง ๆ
แล้วก็ยังไม่ค่อยได้
ถึงแม้จะหนีได้บ้างในการจัดตั้งรัฐบาลนะครับ แต่ก็ไม่หนีได้ 100
เปอร์เซ็นต์
เพราะฉะนั้นพรรคที่หัวหน้าพรรคจะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น
คงน่าจะเกิน100 เสียงขึ้นไป
มองปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร
เพราะขณะนี้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาวันนี้สรุปว่าบรรลุผลหรือไม่บรรลุผล
ฟื้นหรือไม่ฟื้น
เริ่มมีการถกเถียงกัน
มองเรื่องนี้อย่างไร
ดร.ทักษิณ :
ผมสรุปสั้นๆง่ายๆว่า 2
ปีกว่าที่ผ่านมาหนี้สินประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ
1.5 ล้านล้าน
ภาระกองทุนฟื้นฟูที่นำมาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจในด้านของสถาบันการเงินนั้น
สูงถึง 9 แสนล้าน
กว่าจะเบ็ดเสร็จถึงตอนขายธนาคารที่เป็นภาระอยู่วันนี้
โดยที่หวังว่าธนาคารฟื้นตัว
เงินจะไหลเข้า
ภาคธุรกิจจะเดินได้แล้วเศรษฐกิจจะฟื้น
พอมาถึงตอนนี้มันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว
แต่การประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจก็ประกาศออกมาว่าจะโต
ดร.ทักษิณ :
มันเป็นการเติบโตแบบกระจุก
ไม่กระจาย
เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบนี้มีน้อย
และถ้าเราวิเคราะห์ตัวเลขแต่ละตัว
จะเห็นลึกเข้าไปว่ามีปัญหาแทบทุกตัว
วิเคราะห์ตัวเลขส่งออก มีตัวเลขหนึ่งที่ทำให้การส่งออกสูงก็คือ
ด้านรถยนต์ ซึ่งบริษัทแม่ในต่างประเทศได้มีการใช้ฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเคยผลิตและขายในประเทศได้เยอะ
วันนี้ขายในประเทศได้น้อยกว่าตอนที่ยังเฟื่องก็เลยผลิตเพื่อส่งออกแทนตัวเลขตรงนี้ก็เลยทำให้ตัวเลส่งออกเมขึ้น
อันนี้อันที่หนึ่ง อันที่สองคือ
อิเลคทรอนิกส์
บังเอิญว่าโลกกำลังตื่นตัวในการใช้อิเลคทรอนิกส์มาก เราผลิตได้อยู่
แต่ว่าบริษัทแม่ก็ดีหรือบริษัทไทยก็ดี
ได้ถูก take over (ควบกิจการ) ไป
โดยบริษัทต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเงินตรงนี้มันไม่ก่ออานิสงส์ให้เกิดกับคนไทยมากนัก
ขณะเดียวกันที่เป็นของคนไทยจริง ๆ ก็มี อันนี้ต้องชม เช่น
อุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร
พวกปลากระป๋อง
หรือพวกงานหัตถกรรมที่มีคุณภาพเช่นพวกเซรามิค
พวกนี้คนไทยได้เปรียบ
แต่ว่าตัวเลขเหล่านี้ยังกระจุก
ทีนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจมันแปลกๆหลายตัวเช่น เงินฝากดอกเบี้ยต่ำมาก
ในขณะที่อลัน กรีนสแปน
ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา
เพิ่มดอกเบี้ยตลอด
และเงินดอลลาร์ซึ่งเป็นเงินสกุลแข็ง
ดอกเบี้ยขึ้นสูงกว่าเงินสกุลของเรา
เป็นเพราะเศรษฐกิจมันไม่ปกติ คือมันไม่ใช่วิกฤต
ผมไม่อยากใช้คำพูดที่ดูเหมือนแรงไป
ถ้าภาษาอังกฤษก็ว่ามัน strange
หรือวิปริต
โดยหลักเศรษฐกิจแล้ว มันเป็นเรื่องของระบบอุปสงค์
อุปทาน ถามว่าเงินมีเยอะมั้ย
เงินมี
ถามว่าคนอยากกู้เงินมั้ย
ก็ตอบว่ามีคนอยากกู้ แต่สองอย่างนี้ไม่เคยเจอกัน
ปกติแล้วอุปสงค์
อุปทานมันต้องเจอกัน
ทีนี้มันมีทั้งคู่เลย
แต่ไม่เจอกัน
อะไรทำให้มันบิด
ดร.ทักษิณ :
เพราะเราไปทุ่มเทเวลา 2
ปีกว่ากับเงินอีกจำนวนมาก
หวังที่จะแก้สถาบันการเงินให้ฟื้น
แต่แก้ไม่ได้ พอไม่ฟื้นปั๊บก็ทำให้ธนาคารไม่ปล่อยกู้
เพราะธนาคารเองกลัวเสียหาย
แสดงว่าทฤษฎีของรัฐมนตรีคลังผิด
ดร.ทักษิณ : มันไปผิดที่
ก่อนอื่นเราอย่าไปมองอะไรทีละชิ้น
เราต้องมองความเชื่อมโยงเพราะเศรษฐกิจมันมีความเชื่อมโยงขั้นตอนแรกสุดต้องปรับโครสร้างทางเศรษฐกิจก่อน
ถึงค่อยไปปรับโครงสร้างหนี้
แต่เราไปปรับโครงสร้างหนี้
โดยไม่ได้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
โดยปกติเวลามีวิกฤตแบบนี้
ยกตัวอย่างเป็นบริษัทก็แล้วกัน
เวลามีวิกฤต
เขามีปัญหาเรื่องสภาพการเงิน
เขาจะมานั่งวิเคราะห์ว่าทั้งหมดเขามีธุรกิจอะไรบ้าง
ธุรกิจไหนไปไม่รอด
เขาต้องเลิกกิจการหรือขายทิ้ง
ธุรกิจ ไหนที่ดีเขาเก็บไว้
เงินที่มีจำกัดจะได้เอาไปส่งเสริมธุรกิจที่ไปได้ดี
อยู่ได้และแข็งแรง ธุรกิจที่จะเป็นภาระไปกินเงินที่มีอยู่จำกัดให้เสียหายไปไม่มีกำไรเลยนั้น เขาจะฆ่าทิ้งหมด
อันนั้นคือแนวหลัก
ประเทศเราก็เหมือนกัน
เราจะต้องมาดูว่าเรามีความเข้มแข็งอะไร
แล้วอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมอะไรที่เราเก่งหรือแข่งขันได้
เราควรจะต้องส่งเสริมอย่างไร
อันไหนแข่งขันไม่ได้ก็ต้องชลอการเติบโต
หรือใช้ทรัพยากรกับตรงนั้นให้น้อยที่สุด
และเมื่อมีการปรับโครงสร้างหนี้
ก็ต้องทำให้เป็นไปตามประเภทของอุตสาหกรรมนั้น
ๆ วันนี้เราไม่ได้ทำอย่างนั้น เราข้ามขั้นตอน
เสร็จแล้วยังไม่พอ
สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็คือ
เราพยายามจะซื้อหนี้เสียออกจากระบบธนาคาร
ทำทีละธนาคารโดยที่ธนาคารของรัฐที่ไม่คิดจะขาย
ให้ทำก่อน อย่างเช่น
กรุงไทย
แต่เสร็จแล้วระบบมันขัดแย้งกัน
อย่างเราขายหนี้ปรส. เขาซื้อหนี้ไปในอัตราประมาณ 20
เปอร์เซ็นต์
เสร็จแล้วเจ้าของสินทรัพย์ก็ไปซื้อหนี้ตัวเองกลับจากบริษัทที่ประมูลไปได้ในราคา 40 เปอร์เซ็นต์
บ้าง 50
เปอร์เซ็นต์บ้าง
ฝรั่งเอาเงินกลับไป
โดนที่ไม่ได้เอาเงินมา
ตอนนี้ยังจะออกบาทบอนด์อีก
สรุปให้เห็นว่าไม่ได้เอาเงินมา
หรือเอามาก็นิดเดียวและเวลาลูกหนี้ไม่มีสตางค์
ไปกูจากเขาเขาคิด 15 เปอร์เซ็นต์
แต่ธนาคารไทยกู้ 9 เปอร์เซ็นต์
เพราะฉะนั้นลูกหนี้ก็ชำระให้บริษัทฝรั่งก่อน
เพราะดอกเบี้ยมันแพงกว่า
ธนาคารไทยหนี้ก็เลยไม่ลดสักที
เมื่อหนี้ไม่ลดก็ไม่ปล่อยกู้
คือระบบมันเชื่อมโยงกันหมด
ก็เกิด moral hazard
คือส่งเสริมคนทำไม่ดี ให้ได้ดี
ทำให้คนที่บรรจงใช้หนี้ไปเรื่อย ๆ
รู้สึกว่าแข่งขันต่อไปไม่ได้แล้วเพราะต้นทุนผมแพงกว่า
ผมเสียเปรียบแล้ว
ขณะที่คนไม่ใช้หนี้อยู่ดีได้ประโยชน์มากกว่า อีกกรณีที่เกิดวันนี้คือเรื่องกรณีทีพีไอ
ที่แก้ปัญหาไม่จบและเข้าไปสู่ระบบศาล ทำให้ต่างประเทศตกใจ เพราะต่างประเทศบอกว่ากฎหมาย
11 ฉบับก็มีแล้ว
เจ้าหนี้ลูกหนี้มาคุยกันแล้ว
ยังต้องใช้ระบบศาลเข้ามาอีก
เขามีความรู้สึกว่าอย่างนี้ความเชื่อมั่นในการที่จะเชื่อว่าหนี้เสียหรือ
NPL (หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้)
ในระบบจะลดนั้น
เริ่มชักไม่ค่อยแน่ใจเงินที่จะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็เริ่มหายไป
วันนี้ตลาดหลักทรัพย์ถึงแย่ ถึงแม้จะเชื่อมโยงกับที่นิวยอร์คบ้าง ดาวโจนส์บ้าง แต่จริงแล้วต้องหันมาดูว่าดัชนี้ที่ต่างชาติจะเอาเงินมาลงทุนนั้นได้ลดลงไป จากที่เคยมีอยู่ประมาณ
5
เปอร์เซ็นต์ เหลือแค่ 3
เปอร์เซ็นต์กว่า วันนี้ทรัพย์สินก็ลดลงเนื่องจากราคาหุ้นลง แปลว่ามันไม่ถึง 3
เปอร์เซ็นต์กว่าแล้ว มาเลเซียนั้นจาก 0
ตอนนี้ขึ้นไปถึงเกือบ 10 ประมาณ 9
เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ
แสดงว่าความเชื่อมั่นในการที่ต่างประเทศมองเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเรานั้น
ได้ลดลงไปอย่างรวดเร็วในระยะ 3
เดือนที่ผ่านมา
เท่าที่วิเคราะห์ดู
จะไปอย่างไรต่อไป
ดร.ทักษิณ : ถ้าหากรัฐบาลแก้ปัญหาแบบเริ่มต้นที่สถาบันการเงิน
เสียเงิน เสียเวลาไปเยอะ
แล้วไม่จบ ตรงนี้คือปัญหา
ในเชิงสร้างสรรค์
คุณทักษิณจะบอกรัฐบาลว่าอย่างไร
ดร.ทักษิณ :
ผมบอกไปหลายรอบแล้วนะครับว่า
รัฐบาลต้องกล้า ๆ หน่อย
ต้องกล้าซื้อหนี้ออกจากระบบธนาคาร
แต่ไม่ใช่ไปขายแบบปรส.นะครับ
ถ้าซื้อแล้วไปขายแบบนั้น
ผมบอกว่าเรากำลังทำประเทศป่นปี้
ช่วยเสนอแนวคิดไว้ในรายการนี้สักนิด
ดร.ทักษิณ : ผมได้คุยกับดร.มหาเธร์
นายก ฯ ของมาเลเซีย
เขาตั้งธนาคาร bad bank
ที่เขาเรียกว่าบาฮาน่าอะไรเนี่ยนะครับ
เขาซื้อหนี้ออกจากระบบธนาคารในราคา
50 เปอร์เซ็นต์
แล้วเขาเอาไปจัดการ
ผมถามเขาว่าเขาทำได้ดีมั้ย
เขาบอกว่าไปได้ดี แต่ที่ผมแนะนำคือซื้อออกมาในราคาแถว
ๆ นี้ แล้วยังไม่พอนะครับ เอาทั้งหมดทั้งภาครัฐและเอกชน
เอามาแยกครับเป็นอุตสาหกรรม อันนี้อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
อุตสาหกรรมการเกษตร
แล้วมันจะไปสอดคล้องกับที่ผมพูดเมื่อกี้ว่า
การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เราจะต้องมาดูว่าอุตสาหกรรมตัวไหนแข็งแรง
แข่งขันได้ ตัวไหนเราอยากจะลดขนาด ลดปริมาณลง
จะใช้วิธีที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีมาตรฐานในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ทำให้แข่งขันกันได้
ไม่มีปัญหา ไม่ใช่อุตสาหกรมเดียวกัน
ใครเป็นมินิปรส.ก็ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบหนึ่ง
ใครเป็นหนี้แบงก์กรุงเทพฯ ก็ไปอีกแบบหนึ่ง
ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมเดียวกันแข่งขันกันไม่ได้
ตรงนี้จะเกิดความยุติธรรม
และมันจะไม่เกิดการที่คนทำไม่ดีแล้วได้ดี
คนทำดีแล้วไม่ได้ดี
เมื่อเกิดการแยกแบบนี้แล้ว
คนไหนไปรอด
ธนาคารก็จะสามารถอัดเงินช่วยเข้าไปอีก
ทำให้บริษัทเหล่านั้นฟื้นตัว
เศรษฐกิจเดินได้
การจ้างงานเกิดขึ้น
การซื้อขายเกิดขึ้น รัฐบาลก็เก็บภาษีได้ตรงไหนไปไม่รอด
ก็เปลี่ยนฝ่ายจัดการ
เอาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องในสายอุตสาหกรรมนั้นมารวมกัน
ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่าระบบ securitization คือเอามารวมกันแล้วเอาไปเข้าตลาดทุน
อาศัยตลาดทุนของเรา
และของต่างประเทศ
เพื่อที่จะได้ทุนใหม่เข้ามาโดยอาศัยพื้นฐานของเศรษฐกิจภาคการผลิตที่แท้จริงเป็นหลัก
ถึงแม้เป็นของเสีย
แต่มาทำให้เป็นของดีได้ แต่ถ้าวันนี้เราคิดอย่างเดียวธนาคาร
ธนาคาร แล้วก็ธนาคาร
เราก็ตามขายยกล็อต แบบขายถูก
ผลสุดท้ายทรัพย์สินของเราจะลดมูลค่าลงทุกวัน
ประเทศไทยวันนี้ถูกลดค่าลงทั้งประเทศ
1 ค่าเงินบาทลด
2 ดอกเบี้ยเงินฝากลด
3 มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลด
4 ที่ดินลด
5 เงินเดือนประชาชนลด
บางคนขอลดเงินเดือน
บางคนต้องทำงานวันเว้นวัน เพื่อไม่ให้ตกงาน
นี่คือภาวะที่ทุกอย่างในประเทศไทยลดลงอย่างรวดเร็ว
ถ้าเราไม่เน้นเรื่องของการสร้างรายได้
ทรัพย์สินของเราจะไม่มีทางกลับคืนขึ้นมา
ต้องกลับไปเน้นที่การสร้างรายได้เป็นหลัก
ทำไมคุณทักษิณบอกว่ารัฐบาลต้องกล้าๆ
กว่านี้
ทำไมการแก้ปัญหาต้องใช้ความกล้ามากขนาดนั้น
ดร.ทักษิณ : ต้องกล้า
และต้องรู้จริง
อย่ากล้าบนความบ้าบิ่น
ต้องรู้จริง ต้องมีข้อมูล
และต้องคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งถูกต้องหรือยัง ก็ไหนบอกว่ามีทีมเศรษฐกิจเยอะไง
ช่วยกันคิดสิ อย่าไปคิดคนเดียว
ช่วงตอบคำถามจากประชาชนทางบ้าน
คุณอนันต์จากเชียงใหม่
ดร.ทักษิณชูตัวเองว่าเป็นคนภาคเหนือหรือไม่
ดร.ทักษิณ :
ผมอู้คำเมืองครับ
จะชูตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีเหนือด้วยใช่หรือไม่
ดร.ทักษิณ :
การเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นนะครับ
คือเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
บังเอิญว่าผมเป็นคนที่เกิดที่อำเภอสันกำแพง
จังหวัดเชียงใหม่
แล้วก็เติบโตถึงอายุประมาณ 17
ก็มาเรียนหนังสือกรุงเทพฯ
พร้อมจะร่วมรัฐบาลกับใครบ้าง
ชวน บรรหาร ชวลิต กร
ดร.ทักษิณ :
ถึงวันนั้นคงบอกได้ จริง ๆ
แล้วผมไม่มีปัญหา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวกับท่านที่เอ่ยนามมา
แต่ว่าการทำงานคงต้องมาคุยเรื่องนโยบาย
เพราะว่าแนวนโยบายของพรรคไทยรักไทยนั้นค่อนข้างจะเป็นการปรับวิธีคิดของการบริหารประเทศใหม่หลายเรื่องเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่ยอมรับ
และบอกว่าอย่างนี้ไม่เอาด้วย
บางทีก็ร่วมกันไม่ได้
หมายถึงว่าวันนี้ไทยรักไทยมีมาตรฐานของตัวเองอยู่
คิดใหม่ ทำใหม่
เป็นพรรคทางเลือกใหม่ แต่ว่า 4
พรรคที่พูดมาเป็นพรรคเก่า
ซึ่งไม่แน่ใจว่าวิธีคิดเก่าหรือไม่เก่า
ถ้าเช่นนั้นคนเหล่านี้ถ้าไทยรักไทยจะร่วมด้วย
เขาต้องปรับใช่หรือไม่
ดร.ทักษิณ :
ผมคิดว่าบางทีต้องอธิบายให้เขาฟังว่าวิธีคิดในการปรับการบริหารประเทศใหม่แบบนี้
แบบนั้น ผมเชื่อว่าบางทีเขารู้แล้วก็อาจจะเห็นด้วยก็ได้
บางทีเขาไม่รู้
ทุกวันนี้เขาก็อยู่ในกรอบเดิม ๆ
คุณเสาวณีย์
นายกสมาคมผู้ส่งออกผักผลไม้
เห็นด้วยไม่ว่าใครจะเข้ามา
ขอให้เป็นคนดีก็พอ
ดร.ทักษิณ :
ต้องให้เขาทำหน้าที่ในที่ที่เหมาะสม
ที่ไม่สามารถจะทำพฤติกรรมอะไรที่ไม่ดีได้
คุณอานันท์อยู่นนทบุรี
ดร.ทักษิณใจร้อนและอยากเป็นนายกรัฐมนตรีเร็วไปหรือไม่
ดร.ทักษิณ :
ต้องถามพี่น้องประชาชน
แล้วแต่ว่าพี่น้องประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วหรือไม่
ต้องเรียนว่าเป็นเรื่องที่ผมอาสา
ไม่ได้เป็นเรื่องของความอยาก
คุณนิพนธ์จากกรุงเทพฯ
ประชาชนค่อนข้างเอือมระอากับปัญหาคอร์รัปชันและลุแก่อำนาจของผู้บริหาร
รัฐบาลไทยรักไทยมีจุดยืนในการแก้ปัญหานี้อย่างไร
ให้เป็นรูปธรรม
และเป็นสัญญาประชาคมกับคนไทย
ดร.ทักษิณ : ชัดเจนครับ
เพราะว่าเรื่องคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ตัวผู้นำที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น
ปล่อยให้เกิดไม่ได้ ไม่ใช่พูดอย่างเดียว
แล้วปล่อยให้เกิดขึ้นทุกวัน
อย่างนี้มันไม่ได้
ต้องเล่นงานอย่างเด็ดขาด และผมเองจะรับข้อมูลจากประชาชนโดยตรง
รวมทั้งการเปิดเว็บไซท์ที่รับข้อมูลว่าใครโกงอะไรยังไง
เพื่อที่เราจะสามารถส่งหน่วยสืบสวนสอบสวนไป
และเมื่อได้ข้อมูลแล้วจะส่งให้ปปช.ทันที
ทุกรายการ และถ้ามีรัฐมนตรีในชุดรัฐบาลผมโกง
คงต้องมีติดคุกแน่นอน
อยากทราบนโยบายที่จะติดตั้งอินเตอร์เน็ต
7,000 ตำบล จากคุณสมภพ อยู่กรุงเทพฯ
ดร.ทักษิณ :
ผมต้องการที่จะให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลในชนบท
ได้มีโอกาสติดต่อกันเอง
และติดต่อได้ทั่วโลกต้องมีข้อมูลของเขา เช่น ข้อมูลสินค้าเกษตร
ข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยว หรือหัตถกรรมที่เขาต้องการจะขายเขาจะสามารถเอาขึ้นไปไว้ในอินเตอร์เน็ตได้
และพัฒนาต่อไปเป็นอี-คอมเมิร์ซ
หรือธุรกรรมทางอิเลคทรอนิกส์ได้
นั่นคือการที่เราจะเริ่มพัฒนาในระดับตำบลก่อนที่จะลงไปถึงหมู่บ้าน
ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่นะครับ
แต่จริงแล้วเป็นเรื่องง่าย
เพราะผมได้ลองทำตรงนี้มาแล้วในหลายที่ ทั้งที่ลำปาง สันกำแพง
ได้ให้ชาวบ้านมาทดลองใช้กัน
แล้วใช้เงินน้อยครับ
ที่หนึ่งประมาณไม่กี่หมื่นบาท
รวมกันแล้วไม่กี่ร้อยล้านบาท
ซึ่งถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับที่เราใช้งบมิยาซาวากว่าห้าหมื่นล้าน
กับอะไรก็ไม่รู้
คุณประยูร อยู่กรุงเทพฯ
มีความเห็นอย่างไรกับรายงานของศปร.2
ดร.ทักษิณ : ผมยังไม่ได้เห็นในรายงานว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร
แต่ว่ากรรมการบางคนก็เป็นคนที่ผมรู้จักและไม่รู้จัก ก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงดี
แต่สำคัญคือเจตนารมณ์ของการทำรายงานศปร.นี้
ขอให้สร้างสรรค์
ที่เราจะหาข้อบกพร่องของระบบนำไปสู่การแก้ไข
ไม่ใช่เป็นเจตนารมณ์ทางการเมือง
แต่บังเอิญว่าเข้าไปแล้วเนี่ย
แล้วไปพบว่าใครทำผิดกฎหมาย
เมื่อรัฐเป็นผู้มีอำนาจตามอำนาจรัฐอยู่แล้วต้องดำเนินการทางกฎหมาย
แต่อย่าให้เป็นเรื่องทางการเมืองมากเกินไปเลยเพราะวันนี้ผมอยากเห็นประเทศหันมาสู่ความสามัคคีกันมากขึ้น
และพยายามทำอะไรอย่างสร้างสรรค์
แต่ต้องรักษากฎหมาย
คุณภูษิต กรุงเทพฯ
ไม่เห็นด้วยที่จะเอากลุ่มการเมืองต่าง
ๆ เข้ามา เพื่อชูให้เป็นนายกฯ
ดร.ทักษิณ :
อย่างผมเองก็ไม่ใช่คนใหม่ทางการเมืองผมก็ลงเป็นส.ส.มาครั้งหนึ่งแล้ว
เป็นรัฐมนตรี เป็นรองนายกฯ
มาแล้ว เพราะฉะนั้นนักการเมืองที่ใหม่วันนี้
เลือกตั้งอีกทีก็เป็นคนเก่า
เราจึงต้องพิจารณาเป็นราย ๆ
ไปว่า คนที่เข้ามาแล้วจะไม่ทำให้พรรคเสียหาย
สามารถที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกา
หรือวัฒนธรรมทางการเมืองของพรรคได้
และพร้อมที่จะเข้าร่วมวิธีคิดในการพัฒนาประเทศ
ด้วยแนวคิดใหม่หรือไม่
ถ้าตรงนี้พร้อม
ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องอะไรที่ผิดปกติ
คุณนุชรีอยู่กรุงเทพฯ
ถ้ามีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล
จะเลือกใครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เร็วไปหรือไม่ที่จะตอบ
ดร.ทักษิณ :
ก็คงตอบได้ครับว่า
จะต้องเลือกคนที่ไม่ลุแก่อำนาจ
อันนี้สำคัญเพราะว่าเป็นคนซึ่งต้องใช้อำนาจมาก
เพราะฉะนั้นคนนี้จะต้องเป็นคนซึ่งเข้าใจกลไกที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชน
เพราะมหาดไทยมีหน้าที่บรรเทาทุกข์
ประชาชน ต้องเข้าใจปัญหาตรงนี้พอสมควร
ซึ่งในพรรคผมก็มีอยู่หลายคนที่มีความเหมาะสมตรงนี้
ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอะไรก่อน
คุณกรีวิทย์ สมุทรปราการ
ดร.ทักษิณ :
ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ปัญหาประเทศวันนี้มีมาก
แต่ว่าถ้าหากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่เดินปุ๊บ
ก็ไม่มีเงินทำอะไรต่อ
เรากำลังอยู่ในภาวะที่งบประมาณขาดดุล
หนี้สินต่างประเทศก็เยอะ แล้วปีหน้าเป็นต้นไปจะต้องเริ่มใช้หนี้แล้ว
อันนี้น่ากลัว
เพราะฉะนั้นเรื่องการเน้นเศรษฐกิจ
การสร้างรายได้ให้ประชาชน
จะเป็นจุดเริ่มแรกที่เราจะทำ ขณะเดียวกัน
เราก็ต้องทำเรื่องของการศึกษา การแก้ปัญหายาเสพติดคอร์รัปชันซึ่งวันนี้กำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐานของประเทศไปแล้ว
เป็นเรื่องที่ต้องจัดการด่วนเหมือนกัน
คุณธีรพลอยู่กรุงเทพฯ
มีนโยบายเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศอย่างไร
โดยเฉพาะระบบอัตราภาษีศุลกากร
หรือมีนโยบายสนับสนุนการค้าเสรีระหว่างประเทศหรือไม่
ดร.ทักษิณ : การค้าเสรีนั้นต้องมีความเป็นธรรม
บางครั้งเราไปหลงโลกตะวันตก
เราคิดว่าเขาเสรี
แต่ความจริงมันไม่เป็นธรรม
บางครั้งเขามาบอกให้เราเปิดตรงนั้นเสรี
ตรงนี้เสรี แต่ของเขาไม่เปิด
แล้วบางทีเขาบอกให้เราเปิดปีนั้น
แต่เราเปิดก่อน
โดยที่มีการเสียเปรียบกัน
อันนี้เราต้องทันเกมกัน อย่าลืมว่าวันนี้สงครามทั่วไปมันได้เปลี่ยนเป็นเรื่องของสงครามเศรษฐกิจแล้ว
นิ่มนวลกว่าเยอะก็จริง
แต่การชิงไหวชิงพริบเพื่อความได้เปรียบทางเศรษฐกิจมีมาก ถ้ารัฐบาลหรือตัวแทนของรัฐไปเสียเปรียบในการเจรจาระหว่างประเทศ
ก็จะนำความเสียเปรียบนั้นมาแจกให้ประชาชนอย่างทั่วหน้า
คุณติ๋วอยู่พัทลุง
ตอนนี้เปิดตัวผู้สมัครทุกจังหวัดหรือยัง
ดร.ทักษิณ : มีทุกจังหวัดแล้ว
แต่อาจจะยังไม่ทุกเขต
คุณชวนพิศ นนทบุรี
จะแก้ไขปัญหาศูนย์มณีลอยอย่างไร
ดร.ทักษิณ :
ผมพร้อมที่จะนำนักศึกษาหรือผู้อพยพของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในประเทศไทย
ไปอยู่ในประเทศที่สามเพราะผมไม่ต้องการทำนโยบายให้ประเทศเพื่อนบ้านมีความระแวง ถ้าเมื่อระแวงแล้วเขาสามารถที่จะทำอะไรที่เป็นสิ่งเสียหายกับเราได้ และผมว่าเรื่องของการแพร่กระจายของยาเสพติดที่ผลิตโดยชนกลุ่มน้อยของพม่านั้น
เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ผิดพลาดครับ
คุณธรรมศาลา
โทรศัพท์มาจากประเทศกัมพูชา
ถ้าอนาคตเป็นนายกฯ
จะช่วยให้กัมพูชาเป็นประชาธิปไตยอย่างไทยได้หรือไม่
ดร.ทักษิณ :
เป็นประชาธิปไตย
แต่ก็ต้องเป็นขั้นเป็นตอน
ทุกอย่างต้องใช้เวลาในการพัฒนา
คุณจงกลณีอยู่ตลิ่งชัน
มีน้ำเน่าเข้ามาสมัครมาก
ไทยรักไทยจะทำอย่างไร
เพราะอาจมีคนไม่อยากเลือกไทยรักไทยก็ได้
ดร.ทักษิณ :
ผมต้องขออนุญาตเรียนว่า
มอบความไว้วางใจให้ผม
ผมไม่ปล่อยให้เน่าหรอกครับ
ปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ
คือปัญหาจราจร ทำไมถึงทำไม่สำเร็จ
ถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้วจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร
ดร.ทักษิณ:
ความจริงแล้ว
ผมได้ทำเรื่องจราจรไว้หลายเรื่องนะครับ
ผมได้เป็นคนอนุมัติให้มีการขุดทำรถไฟใต้ดิน
ซึ่งเรื่องนี้อยู่บนคณะรัฐมนตรีมา 17
ปีแล้ว ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ
ตอนผมเข้ามาผมก็ตัดสินใจให้มีการทำรถไฟฟ้าใต้ดิน
และรถไฟฟ้าของธนายงที่วิ่งทุกวันนี้
ผมเป็นคนช่วยแก้ปัญหาให้เขาซึ่งเดิมปัญหาเรื่องหมอชิตเนี่ยทำไม่จบ
เราก็ทำให้จบแล้วผมวางโครงสร้าง ได้เสนออนุมัติแผนแม่บทในการที่ขยายถนนยกระดับของการทางพิเศษเพิ่มเติมอีกมากมาย
เพราะฉะนั้นก็ทำไปหลายอย่าง
แต่ว่าต้องเข้าใจว่าเรื่องจราจรนั้นต้องแก้ไขหลายอย่าง และไม่สามารถทำเสร็จในระยะสั้นๆได้
เช่น การก่อสร้าง เรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นผมได้ทำและตัดสินใจในสิ่งที่เป็นปัญหาในอดีต และเมื่อก่อนนี้หน่วยงานแก้ปัญหาจราจร 17 หน่วยงานไม่ประสานงาน ตอนผมเข้ามานั้นก็ได้ประสานงานกันเป็นอย่างดี
การทางพิเศษกับทางหลวงในอดีตคุยกันไม่รู้เรื่อง พอผมเข้ามาก็คุยกันรู้เรื่องดี
ทำให้เราสามารถสร้างทางพิเศษบนทางหลวงได้
เมื่อก่อนทำไม่ได้เลย
คุณทัศนีย์อยู่กรุงเทพฯ
การขายรัฐวิสาหกิจเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่
ดร.ทักษิณ :
ถ้าเราพูดกันสั้น ๆ อย่างแค่นี้
เป็นปัญหาครับ
จริงแล้วเรื่องของรัฐวิสาหกิจนั้น
ก่อนอื่นต้องใช้วิธีการปรับให้รัฐวิสาหกิจนั้นบริหารอย่างมืออาชีพ
แล้วกระจายการถือครองของหุ้นที่รัฐถือ
100 เปอร์เซ็นต์นั้น
เข้าไปสู่ระบบของตลาดทุน
วันนี้ประเทศไทยเราใช้ประโยชน์จากตลาดทุนน้อยไป
เงินของไทยเราทั้งหมดไปไว้ในธนาคารเป็นส่วนใหญ่
เหมือนกับเราเอาไข่ทั้งหมดไปไว้ในตะกร้าใบเดียวเมื่อตะกร้าใบนั้นพัง
ไข่ทั้งหมดก็แตกในต่างประเทศเขาเอาไข่ไว้ใน 3
ตะกร้า ตะกร้าหนึ่งคือธนาคาร ตะกร้าหนึ่งคือตลาดทุน
อีกตะกร้าหนึ่งคือตลาดตราสาร
เงินมันถึงกระจายไปหมด
เวลามีวิกฤติเกิดขึ้นมันจึงไม่ลึก
แต่ของเราวันนี้วิกฤตเกิดที่ธนาคาร
แล้วเงินทั้งหมดไปอยู่ที่ธนาคาร
จะเอาจากธนาคารมากระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการผลิต ธนาคารบอกว่าไม่ได้
เพราะหนี้เสียผมยังเยอะ
ผมไม่ให้คุณ
นี่คือปัญหาอันหนึ่งที่ประเทศไทยเราไม่ได้กระจายความเสี่ยง
แล้วใช้ประโยชน์จากตลาดทุนน้อยไป เพราะฉะนั้นการขายรัฐวิสาหกิจ
อย่ายกขายเป็นเข่ง หรือเป็นล็อตไปให้ฝรั่งในราคาถูก ๆ
ควรอย่างยิ่งที่จะปรับการบริหารให้ได้มาตรฐาน แล้วกระจายหุ้นไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ในไทยบ้างในต่างประเทศบ้าง โดยที่คนไทยยังกุมอำนาจการบริหารอยู่
แต่ต้องบริหารอย่างเมืออาชีพ
ให้ตรวจสอบได้ โปร่งใส
เอาการเมืองออกจากรัฐวิสาหกิจ
ที่นี่ไม่ใช่ที่ทำมาหากินของนักการเมือง |